บทที่ 12 อย่าคิดจะหนี

แสงแดดแรกของวันใหม่ลอดส่องผ่านเข้ามาทางประตูคับแคบเล็กที่ปิดสนิท บนเตียงมีร่างคนคนหนึ่งนอนขดตัวกับผ้าห่มปกปิดร่องรอยการกระทำอันป่าเถื่อน เธอน้อยเนื้อต่ำใจต่อโชคชะตาตัวเอง ผิดที่เกิดมาตั้งแต่แรก ทั้งที่ไม่มีใครต้องการเธอเป็นลูก

ก่อนหน้านั้นเอมิไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมคู่หมั้นของพี่สาวต้องกักขังหน่วงเหนี่ยวเธอเพียงเพราะเข้าใจเธอคือพี่ไอริส แม้หล่อนอธิบายความจริงก็ไม่มีใครเชื่อลมปากของเธอ

โซ่ตรวนพันธนาการล็อคข้อเท้าเรียวเล็กผูกยาวติดกับไว้ยังประตูห้องด้านใน ตอนนี้มีรอยแดงจากการเสียดสีที่เธอพยามแกะโซ่มันออก เขาเพิ่งล็อคโซ่ทำเหมือนนักโทษเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน

‘คุณอาเบลปล่อยเอมิไปเถอะ เอมิบอกความจริงกับคุณทุกอย่าง เอมิจะออกไปพูดเกลี้ยกล่อมพี่ไอริสให้กลับมายอมแต่งงานกับคุณ ฉันไม่ใช่คนที่คุณอาเบลต้องแต่งงานด้วย โปรดเชื่อฉันอีกสักรอบเถอะนะคะ’

‘ทำไมผมต้องเชื่อไอริสด้วยล่ะ ถึงตอนนี้จะบอกว่าไม่ใช่คู่หมั้นของผม แต่เราสองคนก็มีอะไรกันแล้ว จะให้ผมโง่ยอมปล่อยไอริสไปหาผู้ชายคนนั้น คนที่ไอริสรัก ขนาดมันนอกใจไอริส มันยังไม่สนใจใยดีเลย บอกมาว่าอดีตแฟนเก่าไอริสเป็นใคร ผมจะส่งลูกน้องไปกระทืบมันเอง!’

นอกจากจะไม่มีวันเชื่อ มิคาเอลโกรธเดือดดาลคนทำร้ายจิตใจผู้หญิงของเขา ขนาดส่งลูกน้องออกไปทำร้ายด้วยวิธีมาเฟียป่าเถื่อน โหดร้าย โหดร้ายเกิน เอมิไม่อยากติดอยู่กับผู้ชายคนนี้ไปจนวันตาย

‘อย่านะ ห้ามทำร้ายเขา ยังไงเขาก็เป็นคนที่ฉันรัก เขายังดีกว่าคุณอาเบลหลายขุม’

‘อย่าเอาผมไปเปรียบเทียบกับไอ้เศษสวะพวกนั้นของเธอ ถึงไอริสจะไปหามันตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ป่านนี้มันคงหัวเราะเยาะแล้วที่หลอกเธอหลงรักมัน’

‘คุณอาเบล’

ฝ่ามือเรียวเล็กตวัดตบเข้าสันกรามแกร่งเต็มแรง การใช้แรงเยอะเมื่อกี้ทำเอาเธอหายใจหอบ อาการโรคประจำตัวหอบหืดกำลังกำเริบ แรงแค่นี้ไม่ทำเอาใบหน้าหนาด้าน ๆ หันไปตามแรงตบของเธอ

ความรู้สึกเหมือนเจ็บนิด ๆ เหมือนมดกัด

‘ตบอีกสิ จะได้สะใจเธอ เป็นอะไรอีกแล้ว หรือเพราะอาการของเธอกำเริบอีกล่ะ สำออย’

‘ฉันไม่คิดจะตบคุณอาเบลหรอก’

เอมิหอบหายใจรุนแรง ยกมือกุมหน้าอกแน่นระงับอาการโรคประจำตัวกำเริบ เวลาอยู่กับเขาทีไหร่ ใช้แรงพูดเยอะมากกว่าผิดปกติ

‘เห็นไหมว่าไม่มีใครจริงใจเท่าเธอมากกว่าคู่หมั้นตัวเอง อย่าคิดจะหนี เพราะเธอหนีฉันไม่พ้น’

‘ปล่อยเอมิเถอะคุณอาเบล ถือซะว่าเป็นการขอร้องจากลูกนกตาดำ ๆ เอมิไม่ใช่คนที่คุณต้องการ เอมิไม่ได้คิดจะหนีไปไหนเลยต่างหาก’

‘หึ! คิดเหรอว่าฉันจะเชื่อเธอ ไอริส’

พ่อเลี้ยงมาเฟียหนุ่มแสยะยิ้มเหี้ยม ลุกจากบนเตียงสักพักหนึ่ง แล้วค่อยกลับมาอีกทีพร้อมโซ่ตรวนขนาดใหญ่ล่ามข้อเท้าเรียวเล็กข้างหนึ่งเข้าไว้กับลูกกลอนประตูด้านในป้องกันไม่ให้เธอหนี

ไม่คิดว่าเขาจะกลายเป็นผู้ชายป่าเถื่อน ซาดิสม์ ชอบใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง ดีแค่ไหนแล้วที่พี่สาวของเอมิไม่เอาทำผัว

‘ผมจะออกไปทำธุระด้านนอกไม่นาน แต่กลัวไอริสจะคิดไม่ซื่อกับสามีตัวเอง ผมเลยจำเป็นต้องล่ามโซ่ไอริสเอาไว้จนกว่าจะถึงวันแต่งงานของเรา ที่รักไม่โกรธผมใช่ไหม’

‘เอมิไม่ใช่นักโทษของคุณนะ! ปล่อยเอมิเถอะ เอมิขอร้อง คุณเชื่อใจฉันสักนิดไม่ได้เหรอ’

‘ผมเชื่อใจไอริสนะ แค่ไม่อยากปล่อยให้ไอริสได้ใจ คิดจะหนีออกจากที่นี่อีก ผมจะกลับมาปลดโซ่ของไอริสออก หลังจากที่ผมกลับมาแล้ว’

‘คุณจะออกไปไหน?’

‘ผมจะไปทำเรื่องราวให้มันถูกต้อง เราสองคนจะได้แต่งงานเป็นสามีภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถึงเวลาเที่ยงป้าอวบอิ่ม ซึ่งเป็นแม่ครัวของที่นี่จะยกเอาอาหารมาให้ อย่าลืมกินยาแก้อาการบรรเทาหอบหืดที่หมอเตรียมไว้แล้วกันนะครับ ผมเป็นห่วง’

‘เป็นห่วงจริงก็น่าจะเชื่อคำพูดของเอมิสิ ไอ้ปีศาจบ้ากาม เอมิเกลียดคุณ!’

ด่าจนคอแห้งไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะประโยคหลังมิคาเอลเดินออกจากห้อง ปิดประตูไว้เรียบร้อย เอมิตัดพ้อกับชีวิตตัวเอง ทำไมต้องเป็นเธอคนเดียวที่เจอเรื่องโชคร้าย ถูกผู้ชายล่ามโซ่ตรวนกันหนี

เธอไม่ใช่พี่ไอริส คู่หมั้นแท้จริงของเขาเสียหน่อย

หรือที่มิคาเอลรีบร้อนไป คุยเรื่องงานแต่งกับพ่อแม่ของเธอ มือถือถูกยึด ไม่รู้ว่าอดีตแฟนจะโทรมากี่สายกัน เอมิส่ายหัวปฏิเสธทั้งน้ำตาไหลพราก เธอไม่อยากเป็นตัวแทนของใคร แค่เจอเรื่องหนัก ๆ พวกนี้เกินพอทน

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เขายังไม่กลับมา สาวน้อยนิ่วหน้า ขณะบังคับพาตัวเองลุกจากที่นอนในสภาพเสื้อยืดโอเวอร์ไซซ์สีขาวของมิคาเอล ใส่ชั่วคราวก่อน ท้องร้องเธอหิวโครกคราก เพราะเมื่อวานไม่มีอะไรตกถึงท้อง

ประตูถูกเปิดออก เอมิหวาดกลัวตามสัญชาตญาณรีบพาตัวเองถอยร่นเข้าติดผนังเตียง สีหน้าโล่งอกเห็นคนที่เดินเข้ามาไม่ใช่ปีศาจร้ายมิคาเอลตนนั้น

เขาคนนั้นร้ายยิ่งกว่าปีศาจซาตานไหนเสียอีก

“สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง ฉันชื่อป้าอวบอิ่ม เป็นแม่ครัวคอยดูแลข้าวปลาอาหารของพ่อเลี้ยงมิคาเอลที่รีสอร์ทแห่งนี้ ฉันได้รับคำสั่งมาจากนายว่าให้เอากับข้าวมาแก่คุณผู้หญิงค่ะ”

“เอ่อ ก่อนที่เขาจะไป เขาบอกฉันแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ แต่ฉัน...”

สภาพถูกล่ามโซ่ตรวนเอาไว้คล้ายนักโทษชั้นดี ได้รับบริหารยกอาหารมาถึงที่แบบนี้ เป็นใครก็กินข้าวตอนนี้ไม่ลง

“จะบอกว่าไม่หิวใช่ไหมคะ ปากควรตรงกับใจเลย ทำไมท้องของคุณผู้หญิงถึงร้องล่ะคะ”

ป้าอวบอิ่มทักซะเสีย มองใบหน้าอ่อนหวานตรงหน้า คนนี้น่ะเหรอคือคุณหนูไอริส คู่หมั้นของเจ้านาย ดูแล้วผิดกับข่าวลือลิบลับสิ้นเชิง ไม่คิดคุณหนูจะเป็นเด็กหน้าอ่อนกว่าอายุแท้จริง หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักมาก

“อุ๊ย! คือ...” เสียงร้องประท้วงดังทำเอาเอมิเขินอาย แก้มแดงนวลระเรื่อ เบี่ยงเบนหันหน้าทางอื่น

ป้าอวบอิ่มใจดีส่งมอบอาหารมื้อเที่ยงแก่ผู้เคราะห์ร้าย “กินข้าวให้อร่อยนะคะ อีกไม่นานนายก็คงกลับมาค่ะ ป้าขอตัวออกไปทำงานด้านนอกนะคะ”

“เอ่อ ป้าช่วยปลดล็อคโซ่นี้ได้ไหมคะ หนูชื่อเอมิ ไม่ใช่พี่ไอริสอย่างที่เจ้านายของป้าเข้าใจแต่แรก หนูถูกเขาเข้าใจผิดแล้วจับหนูมาล่ามโซ่ขังไว้ หนูไม่อยากอยู่ที่นี่กับคนโรคจิตพรรค์นั้น ป้าเชื่อเอมิได้ไหมคะ”

ป้าอวบอิ่มลังเลใจ จู่ ๆ ผู้หญิงตรงหน้าขึ้นชื่อว่าคู่หมั้นของมิคาเอลเอ่ยขอร้อง เพียงไม่อยากแต่งงานกับเจ้านายเธอทั้งที่มีสาว ๆ ทั่วจังหวัดใฝ่ฝันอยากแต่งงานกับมิคาเอล ทว่าแววตานั้นแสดงออกมา ไม่แน่ว่าเธออาจพูดความจริง

เจ้านายเธอเป็นคนใจดี ถ้าไม่ทำผิดร้ายแรง คงไม่รับโทษหนักล่ามโซ่กักขังหน่วงเหนี่ยวไว้หรอก

“ป้าเชื่อว่าสิ่งที่หนูพูดคือความจริง แต่ป้าไม่สามารถปลดล็อคเอาโซ่ของนายออกได้ ป้าขอโทษหนูเอมิจริง ๆ นะ”

“ป้าอวบอิ่มคะ”

เอมิทำสีหน้าหมดหวัง ไม่มีวิธีไหนหนีรอดออกจากอำนาจอิทธิพลของเขาเหรอ ถ้าหากติดต่อพี่ไอริสให้กลับมาทันงานแต่งอีกสองวันข้างหน้า

เธอก็จะหลุดพ้นอิสระจากพ่อเลี้ยงป่าเถื่อน กลับไปอยู่ที่ที่ลูกกาฝากสมควรอยู่ ถึงเวลานั่นเอมิจะได้ไม่ต้องเจอเขาในฐานะกลายเป็นพี่เขยของเธออีกตลอดชีวิต

“จะโน้มน้าวอะไรป้าอิ่มอีก ก็บอกแล้วไงว่าไม่มีใครช่วยเธอได้นอกจากผมเอง”

“คุณอาเบล” ทำไมเขากลับเร็ว นึกว่าจะกลับค่ำกว่านี้ เป็นถึงเจ้าของรีสอร์ทชื่อดังไม่น่าทำตัวเป็นเจ้านายอู้งานนะ

“ป้าอิ่มออกไปก่อน ผมขอคุยกับว่าที่เจ้าสาวของผมตามลำพัง”

“ค่ะ”

มิคาเอลยกถาดอาหารมาวางไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียง หย่อนก้นลงนั่งข้างเตียงที่หญิงสาวอยู่

“ทำไมไม่กินข้าว เดี๋ยวเวลาจะไปแต่งงานอีกสองวันจะไม่มีแรง หรืออยากให้ฉันป้อน”

“ก็เอมิกำลังจะกินอยู่นี้ไง แต่คุณอาเบลโผล่หัวออกมาขัดจังหวะเสียก่อน เอมิจะกินข้าวลงได้ยังไง ในเมื่อคุณล่ามโซ่เท้าของเอมิไว้ ช่วยปลดโซ่นั้นออกได้ไหมคะ เอมิสัญญาว่าไม่คิดหนีอีก”

“ทำไมฉันต้องเชื่อเธอ แค่ล่ามโซ่ข้อเท้าไว้ ไม่เห็นจำเป็นต้องเกี่ยวกับการกินข้าว มือไม่ได้ถูกมัดด้วย หรือเธอใช้เท้าตักกินข้าว?”

เอมิพยายามอย่างมากจะไม่ตอบโต้ ต่อล้อต่อเถียง เลือกใช้น้ำเสียงอ่อนหวานออดอ้อน เธอเหนื่อยจากการโรคหอบหืดกำเริบ และท้องร้องประท้วงหิว ข้อเท้าเล็กก็เจ็บมีรอยแดง ๆ ด้วย

“เอมิเจ็บนะ โซ่มันใหญ่ ไหนบอกว่าอยากแต่งงาน คนเขาอยากแต่งงาน เขาไม่เอาสาวคนไหนมาทรมาน นั่นมันโรคจิต แล้วดูรอยนี้คุณจะรับผิดชอบยังไง”

“ไอริส ผมขอโทษ แต่ถ้าผมปลดมันออก ไอริสสัญญากับผมได้ไหมว่าจะไม่คิดหนีไปจากผม”

ใครเขาสัญญากัน คงโง่บรมเต็มทน เอมิทำทีแกล้งไหลไปตามน้ำ กลัวมิคาเอลจะไม่ยอมปล่อยล็อคถอดโซ่ขังข้อเท้าเรียวเล็กให้ จากนั้นคิดหนีออกไปจากเขาตอนนั้นก็ไม่สาย

“ค่ะ ไอริสจะยอมแต่งงานกับคุณอาเบล” ไอริสคนนั้นนะที่จะแต่งงานกับเขา ทว่าเอมิคนนี้จะหนีจากเขาให้ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว

มิคาเอลไม่อยากทำร้ายคู่หมั้นตัวเองให้มีรอยแดงเหมือนกัน เขาปลดล็อคโซ่ตรวนออกจากข้อเท้า มองดูรอยแดงแล้วหน้าซีดเผือดลง

“ไว้ไอริสกินข้าวแล้วกินยาพักผ่อนเสร็จ ผมจะไปตามหมอประจำครอบครัวของผมมาตรวจดูอาการแล้วกัน เจ็บมากไหม ผมขอโทษที่ทำรุนแรงกับไอริส”

“ไม่เจ็บเท่าไหร่ค่ะ แต่พอทนไหว”

สาวน้อยแอบยิ้มกรุ้มกริ่มเจ้าแผนการ ใครจะอยู่ให้โง่ล่ะ ไม่เจ็บแผลแค่คิดเรื่องหนีเขาภายในคืนนี้ โอกาสเหมาะ

“กินข้าวเถอะ ผมไม่กวนไอริสแล้ว”

เอมิขนลุกขนพองสะอิดสะเอียนแปลก ๆ เห็นประกายตามองมาวาบวับ มิคาเอลก้มลงจูบกระหม่อมบางแผ่วเบา แล้วลุกจากห้องทิ้งให้เธออยู่คนเดียว ผู้ชายอะไรบ้าไปหมด

มัวสนใจกินข้าวตรงหน้าเติมแรงก่อน ไว้เวลาคิดหนีจากปีศาจร้ายคืนนี้จะได้สะดวก เอมิไม่ทันรู้ว่าเธอตกหลุมพรางแผนหลอกลวงตายใจของมิคาเอลแล้ว

‘หึ! ไม่ว่าคิดจะทำอะไร ฉันก็ดูมองหมดละ สีหน้าเธอมันดูง่ายจะตายไป ไอริสของผม’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป