บทที่ 10 กฎของการปกปิดเมื่ออยู่ที่คณะ
"เตียงสี่ อาการล่าสุดเป็นยังไง"
เสียงทุ้มกังวานและราบเรียบของบดินทร์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบกริบในวอร์ดศัลยกรรม กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกับเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะ บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดเสียจนนักศึกษาที่ยืนเรียงแถวหน้ากระดานแทบไม่กล้าหายใจแรง
"ผู้ป่วยรู้สึกตัวดีครับ แผลผ่าตัดแห้งดี ไม่มีอาการบวมแดงครับอาจารย์" นักศึกษาชายหัวแถวตอบเสียงสั่น
"นั่นคือสิ่งที่ตาเปล่าก็มองเห็น ผมต้องการข้อมูลที่ลึกกว่านั้น ค่าแล็บเมื่อเช้าเป็นยังไง เม็ดเลือดขาวขึ้นไหม แล้วค่าไตล่ะ ทำไมถึงไม่รายงาน"
บดินทร์ละสายตาจากแฟ้มประวัติคนไข้ หันมาจ้องหน้านักศึกษาคนนั้นตรงๆ
"เอ่อ... ผมเพิ่งเข้ามาดูชาร์ตเมื่อกี้ เลยยังไม่ได้ดูรายละเอียดตรงนั้นครับ"
"ถ้าเป็นสถานการณ์จริง คนไข้ติดเชื้อในกระแสเลือดไปแล้ว คุณจะมาอ้างว่าเพิ่งเข้ามาดูชาร์ตไม่ได้ ชีวิตคนไข้ไม่ได้รอให้คุณพร้อม... ไปดูมาใหม่" เขาตวัดเสียงดุ ก่อนจะก้าวเดินไปหยุดที่หน้าเตียงถัดไป
"เตียงห้า คนไข้มีประวัติแพ้ยาเพนิซิลลินแบบรุนแรง หมอเวรเพิ่งสั่งยาฆ่าเชื้อกลุ่มเซฟาโลสปอรินไป ใครตอบได้บ้างว่ายาตัวนี้ให้ได้ไหม ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์หรือเปล่า"
เพื่อนผู้หญิงอีกคนข้างหน้าปลายฝนยกมือขึ้นตอบอย่างกล้าๆ กลัวๆ
"ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ ยาตัวใหม่มีโครงสร้างคล้ายกัน อาจเกิดการแพ้ข้ามกลุ่มได้ประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ"
"ถ้ารู้ว่าเสี่ยง แล้วทำไมถึงยังปล่อยให้หมอสั่งจ่าย คุณเป็นเภสัชกร มีหน้าที่สกรีนยาไม่ใช่เหรอ"
"คือ... หนูเห็นว่าเปอร์เซ็นต์มันน้อย เลยคิดว่า..."
"คิดว่าเสี่ยงได้งั้นเหรอ แล้วถ้าคนไข้โชคร้ายอยู่ในสิบเปอร์เซ็นต์นั้นล่ะ จะจัดการยังไง"
"ต้องหยุดยาทันทีค่ะ แล้วก็แจ้งหมอให้มาดูอาการ"
"แค่หยุดยาแล้วรอหมอเดินมาดู? อาการแพ้รุนแรง หลอดลมตีบ ความดันตก คุณจะยืนดูคนไข้ขาดอากาศหายใจตายหรือไง กลับไปทบทวนขั้นตอนการจัดการมาใหม่ทั้งหมด พรุ่งนี้ผมจะถามอีกรอบ"
ปลายฝนกระชับแฟ้มเอกสารในมือแน่น เหงื่อชื้นซึมตามไรผม เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมสมาธิที่แตกกระเจิงตั้งแต่เช้าให้กลับคืนมา แต่พอเห็นใบหน้าเรียบตึงของผู้ชายตรงหน้า ความรู้สึกสับสนก็ตีรวนขึ้นมาอีกครั้ง
"นศ.ภ.ปลายฝน"
เจ้าของชื่อสะดุ้งเฮือก รีบก้าวออกมายืนข้างหน้า "คะ อาจารย์"
บดินทร์มองเธอด้วยสายตาเรียบเฉย แววตาคู่นั้นว่างเปล่าราวกับคนแปลกหน้า
"เคสเตียงเจ็ด ผู้ป่วยหญิงอายุห้าสิบปี เพิ่งผ่าตัดช่องท้อง มีโรคประจำตัวเป็นหอบหืดและเบาหวาน ผมเพิ่งสั่งยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์แบบฉีดไป ยาตัวนี้จะส่งผลกระทบอะไรกับโรคประจำตัวของคนไข้ และในฐานะเภสัชกร คุณมีแผนจัดการยังไง"
คำถามที่ยาวและซับซ้อนกว่าของคนอื่นทำเอาเพื่อนในกลุ่มหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ปลายฝนเม้มริมฝีปาก พยายามเรียบเรียงความรู้ทั้งหมดที่มีในหัวเพื่อตอบคำถาม
"ยาแก้ปวดกลุ่มนี้มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้กดการหายใจค่ะ ซึ่งถือว่าอันตรายมากสำหรับคนไข้หอบหืด เราต้องติดตามอัตราการหายใจและค่าออกซิเจนในเลือดอย่างใกล้ชิดค่ะ"
"แล้วไงต่อ มีแค่นั้นเหรอ"
"อาจจะต้องประสานพยาบาลให้เตรียมยาต้านฤทธิ์โอปิออยด์ไว้ข้างเตียงเผื่อกรณีฉุกเฉินด้วยค่ะ"
"นั่นมันแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ คุณมองข้ามเรื่องยาเบาหวานที่คนไข้กินอยู่ไปได้ยังไง"
"คือ... ยาเบาหวาน..."
"ยาแก้ปวดกลุ่มนี้มันทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวช้าลง ส่งผลต่อการดูดซึมยาเบาหวานชนิดรับประทานโดยตรง" บดินทร์ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด สายตากดดันจ้องลึกเข้ามา
"ถ้าคุณไม่ประสานให้หมอปรับเวลาการให้ยาใหม่ น้ำตาลคนไข้จะแกว่งจนช็อก พลาดรายละเอียดพื้นฐานที่สำคัญขนาดนี้ไปได้ยังไง"
ปลายฝนหน้าเจื่อน ก้มหน้าหลบสายตา เธอรู้ข้อมูลส่วนนี้ดี แต่วินาทีที่เขาขยับเข้ามาใกล้และไล่ต้อน สติของเธอก็เตลิดไปหมด
หมอดินทร์มองปลายฝนที่ตอบคำถามได้ไม่ครบถ้วน ก่อนจะพูดเสียงเรียบเย็น
"ความรู้แค่นี้ คุณจะรับผิดชอบชีวิตคนไข้ได้ยังไง นศ.ภ. ปลายฝน"
...
หลังจบการประเมินเคสสุดท้าย...
"นศ.ภ.ปลายฝน ตามผมไปที่ห้องพักอาจารย์... เดี๋ยวนี้" บดินทร์เอ่ยเสียงเรียบสนิท เขาส่งชาร์ตคืนให้พยาบาลแล้วหมุนตัวเดินออกไปทางโถงทางเดินทันที
พิมแอบกระตุกแขนเสื้อเพื่อนเบาๆ "ไปเถอะฝน อย่าขัดใจแกเลย เดี๋ยวโดนหักคะแนนรวดนะ"
ปลายฝนเม้มริมฝีปาก พยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อรื้นขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว เธอพยักหน้าให้เพื่อนแล้วกอดแฟ้มเอกสารเดินตามแผ่นหลังกว้างไปอย่างเงียบๆ ตลอดทางเดินไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ จนกระทั่งบานประตูไม้ของห้องพักอาจารย์แพทย์ถูกผลักเปิดออกและปิดลงพร้อมเสียงล็อกกลอน
"พี่ดินทำแบบนี้ทำไม!"
ทันทีที่อยู่กันลำพัง ปลายฝนก็ระเบิดอารมณ์ออกมาพร้อมกับวางแฟ้มเอกสารกระแทกลงบนโต๊ะกระจก
บดินทร์ถอดหูฟังแพทย์ออกจากคอ วางลงบนโต๊ะทำงานอย่างใจเย็น
"ผมทำอะไร"
"ก็ที่จงใจถามคำถามยากๆ หักหน้าฝนต่อหน้าอาจารย์ท่านอื่นกับเพื่อนๆ ไง! พี่แกล้งฝนเพราะเรื่องเมื่อคืนใช่ไหมคะ!" เธอตวัดเสียงใส่ ไม่สนกฎเกณฑ์หรือสถานะอะไรอีกต่อไป
ร่างสูงหันกลับมาประจันหน้า หัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน
"เมื่อกี้คุณเรียกผมว่าอะไรนะ"
