บทที่ 5 เจอหน้ากัน
บทที่ 5 เจอหน้ากัน
ก่อนที่จะร่ำลาเพื่อน ๆ ของตัวเอง ออกมาจากคลับเพื่อมุ่งหน้าขึ้นรถของตัวเอง ท้ายสุดแล้วผมก็กดเข้าไปยังโทรศัพท์อีกครั้ง
รูปที่ค้างไว้ก็ขึ้นมาแสดงอีกครั้งหนึ่ง เสียงจากหน้าจอในรถราคาแพงที่มืดสลัว มันแสดงอกมาอย่างชัดเจน ปรากฏแก่สายตาของผมอีกครั้งหนึ่ง
ผู้หญิงที่ทำให้ผมสนใจในรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ของวันนี้ ผู้หญิงที่ทำให้ผมกระตุกยิ้มมุมปากขึ้น และเป็นผู้หญิงที่ทำให้ผมอยากเร่งเวลาให้มาเร็ว ๆ เพื่อที่จะได้เจอตัวจริง
“อีกสองวันเราจะได้เจอกันยาหยี”
กลิ่นความหอมของอาหารหลากหลายอย่างได้ส่งกลิ่นยั่วความหอมฟุ้งไปทั่วบ้านเช่าหลังเล็ก ๆ ที่อยู่ท้ายซอยในชุมชนแออัดแห่งหนึ่งในเมืองหลวง
บ้านที่มีขนาดเล็กสภาพก็เท่ากับรูหนู ไร้พื้นที่ความเป็นส่วนตัวใด ๆ ทั้งสิ้นอีกทั้งยังค่อนข้างทรุดโทรมไปกับการเวลา เพราะไร้การปรับปรุงใด ๆ นอกจากการดูแลเท่าที่จะทำได้
ในสายตาคนอื่น ๆ ที่มีฐานะดีกว่าหรือเรียกอีกอย่างว่าคนรวยเขาไม่เรียกว่าบ้านเสียด้วยซ้ำ ชุมชนแห่งนี้ก็มีสภาพวิสัยทัศน์ที่ค่อยข้างติดลบ ไร้ความรับผิดชอบจากคนอยู่อาศัย มีขยะมากมายที่มาพร้อมกับน้ำที่เน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว มีจำนวนของสัตว์ทั้งยุง แมงสาป รวมไปถึงสัตว์มีพิษอยู่มากแต่สำหรับคนจน ๆ คงจะไม่มีทางเลือกที่มากนักนอกจากการยอมรับชะตากรรมของตัวเอง
ภาพผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งกำลังตั้งใจทำอาหารอย่างสุดท้ายแล้วเพื่อรอให้พี่ชายคนเดียวของเธอให้มาทานอาหารร่วมกัน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นอาหารพื้น ๆ ไร้ราคาแพงก็เถอะ
“เสร็จแล้ว”
น้ำเสียงหวานละมุนและอ่อนโยนพูดขึ้นหลังจากที่เธอวางจานอาหารลงบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว รอยยิ้มแห่งความดีใจก็เผยให้เห็นพร้อมกับการใช้หลังมือเล็กๆ ปาดเหงื่อบนใบหน้าแสนหวานของตัวเอง
สายตาก็มองไปยังอาหารบนโต๊ะที่มีน้ำพริกปลาทู ไข่เจียวหมูสับและก็ต้มข่าไก่
“พี่ยิวคงดีใจแน่ๆ เพราะมีแต่ของชอบทั้งนั้น”
ใบหน้าหวานเอ่ยขึ้นด้วยความหวังมีหวัง หากนับรวมกันแล้วก็สองวันแล้วสินะที่ต้องทำอาหารเก้อรอแบบนี้ ใช่แล้วล่ะฉันทำอาหารรอพี่ชายของตัวเองทุก ๆ วัน แต่มันก็จบลงด้วยการทานคนเดียวเสมอ
ไม่รู้ว่าพี่ชายตัวเองไปไหนถึงไม่ค่อยกลับบ้านกลับช่อง อาทิตย์หนึ่งจะเห็นหน้าแค่เพียงไม่ถึงครึ่งวันด้วยซ้ำแต่แล้วอาทิตย์นี้มันแปลกเหลือเกิน
หากจะให้บอกมันก็ไม่ปกติเท่าไหร่นัก พี่ยิวไม่กลับบ้านเลยสักครั้งถือว่าผิดปกติมาก ฉันใจคอไม่ดีเลยเพียงเพราะคำว่า “ห่วง” เท่านั้น แต่ตอนนี้มีอีกความรู้สึกหนึ่งเข้ามาปนด้วย นั่นก็คือความกลัว
พี่ยิวมักจะออกไปกู้หนี้ยืมสินของคนที่ปล่อยเงินกู้เป็นประจำ ทำให้ฉันต้องตามไปชดใช้หนี้ให้ด้วยเงินจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองที่มีค่อนข้างน้อยแต่ทำยังไงได้ในเมื่อฉันรักพี่ชายของตัวเองเท่าชีวิต
แกร็ก!
เสียงเปิดของประตูบ้านดังขึ้นมาทำให้ฉันต้องรีบผละออกจากความคิดของตัวเองทันทีต้องเป็นพี่ยิวแน่ ๆ เลย ในที่สุดวันนี้ฉันก็ได้ทานข้าวกับพี่ชายสุดที่รักของตัวเองเสียที ไม่ได้ทำอาหารไว้รอเก้อเหมือนเช่นทุกวันอีกแล้ว
“พี่ยิวมาทานข้าวค่ะ”
เสียงของยาหยีดังขึ้นมาก่อนที่จะตามมาด้วยศีรษะที่โผล่ออกจากประตูที่เชื่อมต่อหลังบ้านที่ถูกแยกเป็นห้องครัวขนาดเล็กในพื้นที่จำกัด
ใบหน้าเล็กที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มหวานฉ่ำ เป็นรอยยิ้มที่แสดงออกมาอย่างจริงใจไร้การเสแสร้งเหมือนกับบางผู้คนในสมัยนี้ ดวงตาที่สดใสเป็นประกายมันสื่อถึงความไร้เดียงสาในตัวเอง
ยาหยีเป็นผู้หญิงค่อนข้างที่จะไม่ค่อยสนใจโลกสมัยนี้เท่าไหร่ ไม่ตามเทรนใด ๆ ทั้งสิ้นไม่ว่าจะด้วยเรื่องไหนก็ตาม แต่งตัวก็ตามที่ตัวเองชื่นชอบหากเทียบกับปัจจุบันนี้ก็อยู่ในจุดที่เรียกว่าเชยด้วยซ้ำ ไม่เคยที่จะใส่กางเกงสั้นเกินเข่าส่วนเสื้อก็จะเป็นเสื้อยืดเป็นส่วนใหญ่
แบบนี้แหละที่ผมหวังว่าไอ้ซันมันคงจะชอบ
“พี่ยิวเป็นอะไรหรือป่าว มองหยีทำไมแบบนั้น?”
พอผมรู้สึกตัวอีกทีหนึ่งเสียงเล็กแหลมของยาหยีก็เข้ามาในโสตประสาทพร้อมกับใบหน้าหวานที่ตอนนี้ได้อยู่ตรงหน้าของตัวเองแล้ว แต่ก็ช่างเถอะในนาทีนี้ผมต้องคิดถึงตัวเองสิ
เอาตัวเองให้รอด ให้รอดก่อน ไม่งั้นได้ตายแน่ ๆ เพราะอีกฝ่ายคงไม่ใจดีเท่าไหร่
“หยี ต้องไปกับพี่”
“…”
เสียงของพี่ยิวเปล่งออกมาในขณะที่ฉันยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมกับสบตาสีดำของพี่ยิว การแสดงออกของใบหน้าอีกฝ่ายที่บ่งบอกว่าตอนนี้เครียดสุด ๆ หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับพี่ยิวอีกนะ ต้องใช่แน่ ๆ เลย
“หยีต้องไปอยู่กับเจ้านายของพี่”
ประโยคนี้ทำเอาร่างกายของฉันชาวาบไปทั้งตัว สมองมันขาวโพนไปหมดเสมือนกับการที่ตัวเองหลงไปในป่าลึกจนหาทางกลับออกมาไม่ได้ ไร้ทางออก
“ทำไมหยีต้องไปคะหรือว่า...”
