บทที่ 6 ปฏิเสธไม่ได้
บทที่ 6 ปฏิเสธไม่ได้
ประโยคนี้ทำเอาร่างกายของฉันชาวาบไปทั้งตัว สมองมันขาวโพนไปหมดเสมือนกับการที่ตัวเองหลงไปในป่าลึกจนหาทางกลับออกมาไม่ได้ ไร้ทางออก
“ทำไมหยีต้องไปคะหรือว่า...”
ปัง!
เสียงถีบประตูดังขึ้นมาสนั่น ผมที่พูดกับยาหยีอยู่รีบหันหน้าไปทันทีพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย โดยที่ไม่สนใจประโยคของยาหยีอีกในนาทีนี้ สายตาก็สบกับสายตาสีรัตติกาลที่คุยเคยเป็นอย่างดีว่าภายใต้ความหน้าตาดีนั้นซุกซ่อนความร้ายกาจอย่างไรบ้าง ถึงแม้ว่าเขาคนนั้นจะใส่แว่นตาก็ตาม
“ไอ้ซัน”
“กูมาเอาของที่มึงบอกว่าจะให้ใช้หนี้แทน หวังว่ามึงจะไม่คิดตุกติกอีกนะไอ้ยิว เพราะกูจะถือว่ามึงพลาดเอามาก ๆ”
ใบหน้าที่ยากจะคาดเดาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดและเด็ดเดี่ยวมากแค่ไหน ซึ่งคนอย่างผมก็น่าจะรู้จักผู้ชายที่เดินเข้ามาในบ้านเป็นอย่างดี
นึกไม่ถึงด้วยซ้ำว่าคนอย่างซัน VILLAIN จะมาเยือนที่นี้ด้วยตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ผมยังไม่ได้ตกลงหรือพูดอะไรกับยาหยีด้วยซ้ำที่หายไปสองวันก็เพื่อรักษาตัว
“มึง...”
“เออ กูเองไอ้ยิว จำได้ใช่ไหม”
จำไม่ได้ก็ตายห่าไปซะ
ฉันยังพูดไม่ทันจะจบประโยคกับพี่ชายก็มีเสียงเปิดประตูบ้านเข้ามา ไม่ใช่สิแรงแบบนี้เขาเรียกว่าถีบดีกว่ามั้ง เขาเข้ามาขัดจังหวะ เมื่อได้ยินแบบนั้นจึงหันหลังกลับไปดูทันที
ร่างสูงใหญ่ของผู้ชายที่พี่ยิวเรียกว่าซันเดินเข้ามานั่งริมกับขอบหน้าต่างพร้อมกับพ่นควันบุหรี่สีขาวออกมาอย่างไม่เกรงใจ
รูปร่างเหมือนกับนายแบบที่หลุดออกมาจากในนิตยสารก็ไม่ปาน สีผมส้มออกทอง ๆ รับกับใบหน้าเรียวที่ขาวจัด
จมูกโด่งแต่เสียดายที่ริมฝีปากคล้ำไปหน่อยเนื่องจากสูบบุหรี่หนักหน่วง แต่ผิวนี่ออร่ามากกว่าใครทั้งนั้น เหมือนกับไปอยู่เมืองที่หิมะตกมาหรือยังไงนะผิวถึงได้ขาวราวกับไม่เคยถูกแสงแดดบวกกับการแต่งตัวที่ค่อนข้างธรรมดา
กางเกงยีนดำสนิทมีรอยขาดๆ กับเสื้อยืดสีขาวสวมทับแจ็คเก็ตหนังสีดำยิ่งทำให้ดูดีเข้าไปใหญ่ แต่เสียดายที่มีแว่นตาสีดำมาบดบังสายตา
“พี่ยิวอย่าบอกนะว่าฉันคือของ”
ฉันพูดขึ้นเมื่อได้ยินประโยคแรกของชายที่ชื่อว่าซันผู้มาใหม่เอ่ยขึ้นมาอย่างเรียบๆ โดยไม่ได้สะทกสะท้านอะไรเลยด้วยซ้ำ
“…”
“ถ้าใช่แล้วจะทำไม ทำอะไรได้ในเมื่อพี่ชายเธอติดหนี้ฉันสิบล้านบาท ยังไม่รวมดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้ด้วยซ้ำไป จะปฏิเสธได้เหรอ”
ผมตอบกลับประโยคของผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องของไอ้ยิวทันทีเมื่อเห็นว่าพี่ชายตัวดีของเธอเงียบกริบ ไร้การพูดจาใด ๆ ออกมา
“สะ สิบล้าน!”
เธอรีบหันตัวไปทางไอ้ยิวทันที เมื่อได้ยินประโยคที่ผมเน้นพูดออกไปทีละคำให้ชัดเจนมากกว่าเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา สายตาเบิกกว้างของผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าผมมันยิ่งทำให้ตัวเองรู้สึกสะใจมากเป็นพิเศษ
รักพี่ชายมาก ดูก็รู้
และก็ดูเหมือนไม่รักตัวเอง
ความเปิ่นความโก๊ะและก็ไร้เดียงสาคงมีอยู่ไม่น้อย ตามที่ผมประเมินด้วยสายตาของตัวเอง ท่าทางที่เธอแสดงนั้นมันอยู่ในสายตาของผมหมดอย่างไม่มีคลาดสายตาแม้แต่น้อย
ใบหน้าหวานทั้งรอยยิ้มและท่าทางอันเรียบร้อยแต่น่าเสียดายที่มันไม่ใช่สเปกของผม เชยขนาดนี้มองยังไงก็ยังไม่ใช่อยู่ดี สิ่งที่สนใจมีเพียงเรื่องเดียวนั่นก็คือ ซิง ถึงแม้ใครหลายคนจะไม่สนใจแล้วก็ตาม
“ไม่จริงใช่ไหมพี่ยิว ทะ ทำไมพี่ถึงได้ไปติดหนี้เขาเยอะขนาดนั้น มันไม่มีทางเป็นไปได้แน่ ๆ บอกความจริงหยีมาสิว่ามันไม่ใช่”
มันต้องเป็นเรื่องที่ไม่จริงแน่ ๆ เงินตั้งสิบล้านพี่ยิวเอาไปทำอะไรนักหนา เพราะวัน ๆ ฉันก็ไม่เห็นว่าพี่ยิวจะกลับบ้าน การงานก็ไม่มีทำอะไรเลย มันต้องมีอะไรเข้าใจผิดแน่ ๆ อย่าว่าแต่สิบล้านเลยแค่หลักพันตอนนี้ฉันยังไม่มีจะให้เลยด้วยซ้ำอีกทั้งเงินเก็บก็ไม่มี โดนพี่ยิวเอาไปหมด
“…”
“พี่ยิว”
“หยุดเซ้าซี้ได้แล้วหยี ทุก ๆ อย่างมันเป็นความจริงทั้งหมด ฉันติดหนี้เขาจริง ๆ ถ้าอยากให้รอดก็ต้องช่วยไม่ต้องมาถามถึงสาเหตุใด ๆ ทั้งนั้นเพราะมันไม่มีคำตอบให้”
“พี่ยิว...”
