บทที่ 2 ก่อนชีวิตยุ่งเหยิง 1
จอมขวัญเพิ่งฉกผู้หญิงคนหนึ่งจากเงื้อมมือชายอันตรายที่สุดในบางปลาม้า ถ้าพลาด… ผู้หญิงคนนั้นอาจตาย แต่ถ้าสำเร็จ คนที่ต้องหนีการถูกตามล่าไปทั้งชีวิตอาจเป็นเธอเอง
ตึก... ตึก... ตึก... “เร็ว !”
จอมขวัญเอ่ยเร่งหญิงอีกคนแข่งกับเสียงรองเท้าส้นสูงย่ำกระทบพรมสีอ่อนราคาแพง ลมหายใจหอบกระชั้นก้องไปทั่วโถงทางเดินยาวของคฤหาสน์หรูชานเมือง
แสงไฟสีนวลบนเพดานทอดเงาทั้งคู่เป็นระยะตามจังหวะวิ่ง แว่วเสียงดนตรีออร์เคสตราบรรเลงนุ่มหู คลอเสียงหัวเราะรื่นเริงของแขกเหรื่อชั้นผู้ใหญ่ ทั้งวงการบันเทิงและแวดวงการเมือง ช่างขัดแย้งกับสถานการณ์ระทึกขวัญหนีตายในมุมมืดอย่างสิ้นเชิง
“เฮ้ย !”
สองร่างสะดุ้งเฮือกพร้อมกัน เมื่อเหลียวหลังกลับไปมอง สุดปลายโถงทางเดินมืดมิด ปรากฏร่างชายฉกรรจ์สูงใหญ่หนวดครึ้มในชุดบอดี้การ์ดสีดำสนิทตั้งแต่หัวจรดเท้า กำลังเล็งกระบอกปืนนิ่งมาทางพวกเธอ
ช่องท้องจอมขวัญวูบโหวงด้วยความเย็นยะเยือก หญิงสาวทั้งสองเร่งสับฝีเท้าหนีสุดชีวิต
ขอให้ทัน... ดูเหมือนคำภาวนาของจอมขวัญจะสัมฤทธิ์ผล เมื่อทั้งคู่ทะลุผ่านประตูพ้นตัวอาคารได้สำเร็จ อากาศเย็นเยียบยามค่ำคืนภายนอกปะทะเข้าปอดหอบสั่น ขาสองข้างเริ่มอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง เหงื่อกาฬผุดซึมเต็มกรอบหน้า
“โอ๊ย...”
พลั่ก! ร่างผู้หญิงข้างกายสะดุดล้มลงพื้น จอมขวัญรีบคว้าแขนฉุดร่างนั้นขึ้นมา ผลักดันตัวซ่อนในรถตู้ของสถานีโทรทัศน์อย่างรวดเร็ว
“พี่เสริม ออกรถ เร็ว !”
คนขับรถประจำสถานีโทรทัศน์ชื่อดังมองผ่านกระจกหลังด้วยความสงสัย ทว่าใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นผีของดาราสาวทำให้เขาเลือกกลืนคำถามลงคอ รีบเหยียบคันเร่งกระชากรถออกตัวทันที
จอมขวัญเอี้ยวตัวมองด้านหลัง ชายชุดดำเพิ่มจำนวนจากหนึ่ง เป็นสอง และสามอย่างรวดเร็ว พวกมันชะงักฝีเท้าเมื่อรถตู้เลี้ยวตีวงโค้งอ้อมน้ำพุกลางลานหน้าคฤหาสน์มุ่งสู่ประตูทางออก จังหวะเดียวกับเสียงโห่ร้องยินดีดังกึกก้อง คลอเคล้าราวกับฉากในภาพยนตร์
แฮปปี้เบิร์ธเดย์ ! ท่านโภคิน...
พลุเฉลิมฉลองหลากสีพวยพุ่งสู่ท้องฟ้ามืดมิด เสียง ปุง ปัง ! ดังกังวาน
ฝ่ามือชื้นเหงื่อของจอมขวัญบีบกระชับมือหญิงสาวข้างกายแน่น ร่างในชุดราตรีหลุดลุ่ยกำลังสั่นเทาอย่างหนักด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ดวงตาคู่สวยเอ่อท้นหยาดน้ำตา
“พี่ปลอดภัยแล้ว”
เธอเอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าลึกๆ กลับราวกับกำลังกล่อมใจตัวเองเสียมากกว่า ปลอดภัย ? เอ่ยปากไปแต่ใจกลับยังสั่นคลอนและลังเล
สภาพผู้หญิงถูกย่ำยีทำร้ายคาบ้านนักการเมืองชื่อดัง และดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา จอมขวัญรู้ในเสี้ยววินาทีนั้นว่า หากปล่อยทิ้งไว้ คืนนี้คงเป็นคืนสุดท้ายที่จะมีคนเห็นผู้หญิงคนนี้มีลมหายใจ
แต่เมื่อกล้ายื่นมือสอด ภัยร้ายย่อมติดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึง ‘เกมล่า’ ที่อาจเปลี่ยนเป้าหมายมายังตัวเธอเอง ถึงอย่างนั้นจะให้นิ่งเฉยทำหลับตาข้างหนึ่งก็ทำไม่ได้ การพาหนีจึงเป็นทางออกเดียวที่เธอเลือก
ขณะรถตู้กำลังแล่นฝ่าความมืดมิดยามวิกาล พาหญิงสาวทั้งสองหนีห่างออกไป คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดถูกส่งตรงเข้าสมาร์ตโฟนเจ้าของงานวันเกิด ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหลังเขาเป่าเทียนบนเค้กเสร็จสิ้น
นัยน์ตาดุดันของโภคินหรี่แคบลง ภาพหน้าจอฉายชัดถึงหญิงสาวคนหนึ่งกำลังลาก ‘เหยื่อ’ ของเขาหลบหนีออกทางประตูหลัง
จอมขวัญ… ดาราสาวหน้าสวยผู้เป็นที่คุ้นตาคนทั้งเมือง บังเอิญเป็นคนบ้านเดียวกันแต่ไม่เคยรู้จักส่วนตัว
มุมปากนักการเมืองหนุ่มทรงอิทธิพลค่อยๆ กระตุกยิ้มเยือกเย็น
“ฉกของกูเหรอ” เขาวางแก้ววิสกี้ราคาแพงลงบนโต๊ะ “งั้นมึงก็เป็นของกู”
‘เกมล่า’ เปิดฉากขึ้นนับตั้งแต่วินาทีนั้น
และอีกสองสัปดาห์ต่อมา ชื่อของจอมขวัญถูกส่งตรงเข้าโทรศัพท์นายตำรวจหนุ่มคนหนึ่ง คนที่สามารถปกป้องคุ้มครองเธอจากภัยอันตรายได้
เตชินทร์… ผู้กองหนุ่มคนใหม่แห่งสถานีตำรวจภูธรบางปลาม้า
ศัตรูคู่อาฆาตเก่าแก่ของโภคิน ความแค้นฝังลึกยังสะสางไม่จบสิ้น กำลังจะปลุกพายุแห่งความปั่นป่วนให้ลุกโชนขึ้น... ในอำเภอเล็กๆ แห่งนี้
สองสัปดาห์ต่อมาหลังเกิดเรื่องที่งานเลี้ยง ณ โรงสีข้าวของกำนันจอมพล
เตชินทร์นั่งกอดอกพาดขาท่าทีสบายๆ ใต้ร่มเงาชายคาสังกะสีโรงสีข้าวขนาดใหญ่ เขาเลือกรับไอร้อนระอุด้านนอก แทนการเข้าไปนั่งกระดิกเท้าในห้องแอร์เย็นฉ่ำด้านใน
แสงแดดยามสายของเมืองเล็กหน้าฝนมักมาพร้อมความชื้นชวนเหนอะหนะตัว แสงแดดจ้าสะท้อนทุ่งนาสีเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา ลมพัดยอดข้าวเอนไหวส่งเสียงเสียดสี คลอเคล้าเสียงจอแจของคนงานกำลังแบกกระสอบข้าว
ดวงตาคมกริบชำเลืองมองการุณ เพื่อนสนิทร่วมรุ่นโรงเรียนนายร้อยสามพราน ผู้ย้ายมาประจำการสถานีตำรวจภูธรบางปลาม้าล่วงหน้าตั้งแต่สองปีก่อน
“มึงแน่ใจ ?” การุณเปรยเบา ๆ
“ไม่เข้าถ้ำเสือ จะรู้ได้ยังไง”
เตชินทร์ยกกาแฟร้อนที่เย็นชืดดื่มช้า ๆ สองนายตำรวจนอกเครื่องแบบนั่งเงียบเชียบ ทว่ากลับกลายเป็นเป้าสายตาชั้นดี เสียงซุบซิบของคนงานลอบเมียงมองดังแว่วมาให้ได้ยิน แต่ทั้งสองหาได้ใส่ใจ เพราะจุดหมายการมาเยือนถิ่นอิทธิพลวันนี้ใหญ่กว่าเสียงนินทามากนัก
เตชินทร์รู้ดีว่าการบุกมาเยือนถึงถิ่นเสือไม่ต่างกับการยอมลดทิฐิและศักดิ์ศรีก่อน แต่นั่นไม่สำคัญ ขอเพียงได้เจอตัวและเจรจากับคนเป็นพ่อให้รู้เรื่อง จากนั้นค่อยไปเจอตัวลูกสาว... แค่นั้นก็พอแล้ว
“สวัสดี” เสียงทุ้มพร่าชราดังขึ้นด้านหลัง เตชินทร์เอี้ยวคอกลับทว่าไม่ยกมือไหว้เพียงพยักหน้า “ฉันกำนันจอมพล”
อดีตกำนันคนดังแห่งบางปลาม้าวัยหกสิบห้าปีหย่อนร่างลงบนเก้าอี้ไม้อีกตัวอย่างเชื่องช้า ทว่ายังคงความน่าเกรงขาม เด็กในโรงสีรีบปรี่เข้าหาน้ำหาแก้วกาแฟวางเสิร์ฟให้อย่างรู้หน้าที่ทันที
“ที่ฉันเรียกมา...”
ผมมาที่นี่เพื่อฟังข้อเสนอ ไม่ใช่พิธีรีตอง”
จอมพลถึงกับสะอึก ดวงตาฝ้าฟางทว่าดุดันกวาดมองนายตำรวจหนุ่มหน้าตาคมเข้ม ผิวคร้ามแดดและทรงผมสกินเฮดสั้นเกรียน เขาคือลูกชายคนเล็กของ ‘บิ๊กต๊อบ’ อดีตพลตำรวจเอกเตชภูมิ เตชาธร เพื่อนเก่าแก่...
ตำรวจน้ำดีที่น่าจะอนาคตไกล แต่จะไปได้ไกลสักแค่ไหนกันเชียว ?
“งั้นพูดสิ ไอ้หนุ่ม”
กำนันวางไม้ตะพดหัวเงินลงบนโต๊ะไม้มะค่าสีแดงเข้ม เตชินทร์มองตามพฤติกรรมนั้นพลางกระดิกเท้าเบาๆ อย่างไม่ยี่หระ
“ไม่เป็นไร” เขายิ้มเย็น “ผมควรให้เกียรติว่าที่พ่อตา”
สรรพนามคำว่า ‘พ่อตา’ ทำให้กำนันชะงักงัน ราวกับเพิ่งตระหนักได้ว่าตนกำลังเอาชีวิตลูกสาวสุดที่รักมาต่อรองกับผู้ชายแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้น
หนวดหนาเหนือริมฝีปากกำนันกระดิกถี่ยิบ ฝืนยิ้มลอดไรฟันขบเข้าหากันแน่นจนรอยยิ้มคล้ายการแสยะเสียมากกว่า
จอมพลไม่เคยนึกฝันว่าจะต้องมาได้ลูกเขยท่าทางเย่อหยิ่งมารยาททรามเช่นนี้... แต่เพื่อความปลอดภัยของลูก เขาจำต้องทน
“ผมอยากให้คุณช่วยคุ้มครองจอมขวัญ คนของโภคินแทรกอยู่ทั่วบางปลาม้า ผมไว้ใจใครไม่ได้แล้ว”
เตชินทร์หรี่ตา “เผื่อคุณไม่รู้ ผมเพิ่งโดนเด้งคดีไอซ์ ขาใหญ่อาจเอาผมถึงตาย”
“แต่คุณเก่งสุดในรุ่น” จอมพลพูดดัก “ประจวบเหมาะย้ายมาบางปลาม้า ไอ้ต๊อบสัญญาแล้ว”
“นั่นพ่อ”
จอมพลหน้าชา เข้าใจความหมายทันทีว่า ‘นั่นคำสัญญาของพ่อ ไม่ใช่ของเขา’ กำนันฝืนลอดคำถามผ่านกรามขบแน่น
“เท่าไร ?”
ตำรวจหนุ่มเหยียดยิ้มหยัน เบือนหน้าไปอีกทางราวกับไม่แยแส
กำนันเฒ่ารู้สึกร้อนผ่าวทั่วใบหูด้วยความโกรธจัด ตลอดชีวิตไม่เคยมีใครกล้าแสดงท่าทีจองหองพองขนใส่มาก่อน ยิ่งเป็นแค่ตำรวจเพิ่งโดนเด้งหมาดๆ ไม่รู้จะถูกสั่งเก็บเมื่อไร... มันควรจะเป็นฝ่ายคุกเข่าอ้อนวอนขอพึ่งบารมีเขาไม่ใช่หรือ ?
“ผู้กอง” จอมพลหยุด “อย่าหาว่าคนแก่สอน นี่... ถิ่นผม” เขาใช้ไม้ตะพดชี้กวาด “แค่สั่งให้รุม คุณก็ไม่รอด”
“ข่มขู่ตำรวจ คุก”
จอมพลขบกรามจนหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ขณะตำรวจหนุ่มกลับยิ้มกว้างอย่างท้าทาย เขายกขาไขว้อยู่ลง เอาข้อศอกเท้าหัวเข่า โน้มใบหน้าเข้าใกล้กำนันคนดังแห่งบางปลาม้า
“เงินไม่ใช่ประเด็นและผมไม่จำเป็นต้องพึ่งบารมีใคร” เสียงทุ้มชัดถ้อยชัดคำมั่นใจเต็มเปี่ยม
“งั้นคุณมาทำไม” กำนันสวนกลับทันที
“คุณเสนอ ส่วนผมอาจสนองถ้าได้ดูสิ่งที่จะได้ก่อน” เตชินทร์พ่นลม “แต่เสียเวลาเปล่า”
ร่างสูงใหญ่ผู้กองหนุ่มผุดลุกขึ้นพรวด การุณรีบลุกตามอย่างมึนงง ไม่กล้าแม้แต่ปรายตามองหน้ากำนันที่ตอนนี้เดือดจัดจนเปลี่ยนจากสีเขียวคล้ำเป็นแดงก่ำลามถึงลำคอ
ทว่าฉับพลัน ไม้ตะพดหัวเงินในมือกำนันก็ถูกยกขึ้นขวางหน้า เตชินทร์ชะงักฝีเท้าแล้วก้มมอง
“จอมขวัญเป็นดารา กำลังถูกคุกคาม”
เสียงชราพร่าลึก ตลอดชีวิตที่ผ่านมา จอมพลไม่เคยคิดฝันว่าตัวเองต้องมาลดตัวเอ่ยปากฝากชีวิตลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนไว้กับผู้ชายแปลกหน้าที่ดูอันตรายเช่นนี้
แต่ครั้งนี้ เขาจนตรอกและไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออีกแล้ว ผู้กองหนุ่มหรี่ตาประเมิน ชื่อเสียงดาราสาวคนนี้ตามหน้าสื่อโซเชียลไม่ได้ดูใสสะอาดนัก
“ผมรู้ว่าลูกคุณเป็นดารา” เตชินทร์ยกมุมปาก “หรือจะเรียกให้ตรงกว่าคือเมียน้อยเจ้าของช่อง ผมไม่ชอบของเหลือเดน”
กำนันเฒ่าลดไม้ตะพดถอนหายใจเหนื่อยอก “นั่งลงเถอะพ่อหนุ่ม อีกเดี๋ยวเจ้าขวัญจะขับรถมาส่งข้าว”
ผู้กองหนุ่มหันมองหน้าเพื่อนสนิท การุณเริ่มส่ายหน้าช้าๆ เป็นสัญญาณเตือน ลำพังเอาตัวเองให้รอดจากภัยมืดที่แฝงตัวอยู่ก็ยากเต็มกลืนแล้ว ขืนรับลูกสาวกำนันมาอยู่ในความคุ้มครองอีกคน จะเอาชีวิตรอดไปได้อย่างไร ทว่าตัวเขาเองก็ตกปากรับคำผู้เป็นบิดามาแล้วเช่นกัน
แต่งงานไอ้เต... เพื่อตัวแกเอง ทำให้ได้อย่างพี่ รู้จักเชื่อฟังเสียบ้าง
คำประกาศิตของพ่อยังคงสะท้อนก้องในหัว ลูกผู้ชายเป็นตำรวจวาจาย่อมห้ามคืนคำ เขาจึงจำใจหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ตามเดิม
