บทที่ 5 แรงปะทะว่าที่สามีภรรยา 2
จอมพลหน้าแดงสลับเขียวด้วยความโกรธ แต่จะให้ตวาดใส่ลูกสาวซึ่งเพิ่งหักหาญน้ำใจมาหมาดๆ ก็ทำไม่ลง จึงเลือกไปลงกับลูกเขยตัวดีแทน
“กลับไป ผมจะอบรมลูกสาวผมเอง”
คิ้วเข้มผู้กองกระตุก เมินสายตาทางจอมขวัญซึ่งยืนหน้าซีดเผือดจากความเย็นน้ำ เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบกว่าน้ำในแก้ว
“ครบสองอาทิตย์แล้ว”
“จอมขวัญยังไม่พร้อม”
กำนันกดเสียงต่ำ มือเหี่ยวย่นกำไม้ตะพดแน่นจนข้อขาว การทวงสัญญาต่อหน้าลูกน้องคนอื่นแบบนี้เหมือนจงใจหยามเกียรติกันชัดๆ แต่ผู้กองยังยืนกรานคำเดิมด้วยเสียงนิ่งเรียบ
“พรุ่งนี้...”
“ผู้กองโดนเด้งเพราะปราบไอซ์ กัดไม่เลือกขาเหมือนปาก” จอมพลยกไม้ตะพดแตะใบหน้าคล้ำคมสันชายหนุ่มเบาๆ สองสามครั้งเป็นการเตือน “ระวัง...จะปากแตก”
“ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า” เตชินทร์เงยหน้าหัวเราะร่วน “ผมตายยังมีธงชาติคลุมหัว แต่เธอ...”
ไม้ตะพดในมือกำนันสั่นระริก กรามขบเข้าหากันจนเจ็บร้าว ทว่าภัยร้ายจากโภคินย่อมใหญ่หลวงกว่าศักดิ์ศรีเสื้อสีกากีอีกฝ่ายสวมใส่อยู่ ภาพในโทรศัพท์มือถือไม่ใช่แค่ข้อความข่มขู่ธรรมดา แต่คือรูปแอบถ่ายลูกสาวเขาทุกย่างก้าวการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะหน้าคอนโดฯ สตูดิโอ หรือแม้แต่ตอนนั่งหลบมุมร้องไห้ในรถ เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นชัดเจนว่า โลกใบนี้ไม่มีที่ไหนปลอดภัยให้จอมขวัญซ่อนตัวจากเงื้อมมือโภคินได้
‘ถ้าไม่อยากกลายเป็นศพ... มาหาผม จอมขวัญ’
น้ำเสียงทุ้มเย็นชาส่งมาเป็นคลิปเสียงแทนข้อความ คือฟางเส้นสุดท้ายทำให้ตัดสินใจพาลูกสาวหนีกลับมาซ่อนตัวที่บ้าน
แต่เขารู้ดีว่าลำพังแค่ปืนลูกโม่ข้างเอว หรือบารมีกำนันแหนบทองคำ ก็ไม่อาจงัดข้อกับฆาตกรในคราบนักการเมือง ซึ่งมีอิทธิพลมืดหนุนหลังควบคุมทั้งจังหวัดได้ หัวอกคนเป็นพ่อกล้ำกลืนความแค้นไว้จนแน่นอก ภาพลูกสาวตกเป็นเหยื่อในโทรศัพท์ผุดหลอกหลอนซ้ำแล้วซ้ำอีก เขารู้ดีว่าต่อให้เกณฑ์ลูกน้องเฝ้าทั้งโรงสี ก็ป้องกันโภคินไม่ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
เขาค่อยๆ ลดไม้ตะพดในมือลงช้าๆ ทางรอดเดียวที่จะคานอำนาจเถื่อนนี้ได้ มีเพียง ‘ดีลอันตราย’ กับผู้กองหน้าเหี้ยมคนนี้เท่านั้น
“พรุ่งนี้ไปรับจอมขวัญ” ถ้อยคำนั้นกดต่ำดังลอดไรฟัน
“ไม่” เขาปฏิเสธหนักแน่น เอนตัวลุกจากขอบโต๊ะ “ให้เธอย้ายเข้าไปที่บ้านพัก”
“แต่นั่น...” จอมพลตะลึงงัน บ้านพักข้าราชการตำรวจอยู่ด้านหลังสถานี เป็นทางแยกก่อนเข้าตลาด ผู้คนสัญจรพลุกพล่าน ขืนให้ลูกสาวย้ายเข้าอยู่ก่อนแต่ง คงตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน แต่... หัวเกรียนพูดถูก ชีวิตลูกสาวขึ้นอยู่กับเวลาที่เหลือน้อยลงทุกที จึงจำต้องตอบรับ เสียงลอดกรามกรอด “ตกลง”
“งั้น สวัสดีครับพ่อตา” ผู้กองหนุ่มเอ่ยคำลาพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยันเล็กน้อย
“พ่อ !” จอมขวัญเรียกบิดาเสียงสั่นเครือ กำนันเฒ่าโอบไหล่ลูกสาวสุดที่รักพลางลูบช้าๆ เพื่อปลอบประโลม พาเดินออกจากห้องปราบปรามโดยไร้คำลา
“ไอ้เต...” การุณปรี่เข้าใกล้เพื่อนสนิท “มันมากเกินไปเปล่าวะ ที่นี่บ้านนอกนะเว้ย ถ้าไม่แต่งแล้วเอาเข้าไปอยู่...”
“กูให้ได้เท่านั้น แลกกับความคุ้มครอง”
น้ำเสียงทุ้มลึกดังจากในอก นัยน์ตาคมดุจเหยี่ยวบอกเล่าทุกสิ่ง ลอบหยันตัวเองที่ลึกๆ ดันเกิดอยากได้สาวแสบต้นเรื่องมาอยู่ในความคุ้มครองไวๆ แทนจะผลักไสไล่ส่งอย่างควรเป็น
“หนักมือไป... ระวังดอกไม้งามจะแหลกคามือมึงเสียก่อน”
ผู้กองการุณถอนหายใจยาว หันเปิดแฟ้มสำนวนก้มหน้าทำงานต่อ ภายในห้องจึงกลับสู่ความสงบอีกครั้ง
เตชินทร์หยิบปืนพกจากซองคาดอกวางบนโต๊ะ หย่อนตัวนั่งเก้าอี้ ทว่าใจกลับไพล่คิดถึงใบหน้าลูกสาวกำนัน
บางปลาม้ามีของดีหลายอย่าง ปลาชุก อาหารอร่อย ผู้คนอัธยาศัยดี มีสำเนียงเหน่อเป็นเอกลักษณ์ แต่ตั้งแต่ย้ายมาเหยียบที่นี่... เพิ่งจะเจอของดีจริงๆ ก็วันนี้นี่เอง
จอมขวัญ... แสบ สวย ยิ่งท้าทาย และคนอย่างเขา... มักแพ้ทางผู้หญิงแบบนี้เสมอ
“ไม่มีใครรู้มาก่อนเลยนะครับว่าผู้กองกำลังจะได้เป็นลูกเขยกำนัน” จู่ๆ หมู่ไสวก็เปรยลอยๆ โดยไม่ได้เอะใจบรรยากาศ ปากพร่ำเล่าไปเรื่อย “อาทิตย์ก่อนคุณเป้ ลูกชายผู้ใหญ่บุรินทร์เพิ่งจะพาคุณขวัญไปกินข้าว ลือกันไปทั้งบางว่าคนนี้คงใช่แน่ ๆ”
คิ้วเข้มผู้กองกระตุกเบาๆ นอกจากไอ้ชาติชั่วที่ต้องกันเธอออกห่าง นี่ยังมีไอ้หนุ่มหน้าไหนมาคอยกีดกันอีกงั้นเหรอ ?
มือกร้านหยิบแม็กกาซีนปืน บรรจุกระสุนและปลดออกเสียงดังแกร๊ก ๆ
หมู่ไสวหุบปากฉับทันที จากนั้นทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงสลักปืนดังกึกกัก ดาบประวิตรค่อย ๆ หย่อนตัวนั่งที่โต๊ะตัวเองแผ่วเบา
เตชินทร์ยกกระบอกปืนสีดำมะเมื่อมส่องเล็งนิ่ง ความเย็นเยียบของโลหะและกลิ่นดินปืนมักทำให้มีสติและใจสงบเสมอ
เขาลดแขนเก็บมันเข้าลิ้นชัก การรับเธอเข้าชีวิตอาจทำให้สถานการณ์ยุ่งยากซับซ้อนขึ้น ยังไม่รวมเงามืดชักใยเบื้องหลัง จัดการให้เขาถูกสั่งย้ายมาเมืองเล็กแห่งนี้อีก
แต่ไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย... ไม่ใช่หรือ ?
เขาคุมได้ทั้งโรงพัก คุมได้ทั้งเมืองบางปลาม้า
แต่จะคุมหัวใจตัวเองได้หรือเปล่า… นั่นยังไม่แน่...
กลิ่นอับชื้นสถานีตำรวจเก่าแก่อบอวลทั่วทุกห้อง ระคนกลิ่นหยาดน้ำหน้าฝนเริ่มรินหยดจากฟากฟ้า โดยผู้กองหนุ่มและลูกสาวกำนันไม่อาจล่วงรู้เลยว่า พายุลูกใหญ่ก่อตัวภายนอกกำลังคืบคลานเข้าใกล้ทุกขณะ
ขณะห้องกองปราบเริ่มกลับมาสงบอีกครั้ง ฝั่งสาวแสบต้นเรื่อง... แม้หัวใจเต้นกระดอนจากแววตาคมกล้าแสดงออกถึงความต้องการครอบครองเปิดเผย ทว่าสมองกลับเริ่มขบคิดแผนการ เพื่อทำให้ตำรวจหนุ่มจอมโอหังคนนี้อยู่ไม่เป็นสุข หลังตะล่อมพ่อกำนันกลับบ้านไปก่อน
เธอยังคงยืนรอนิ่งๆ คิ้วขมวดเป็นปมค่อยๆ คลายเมื่อเห็นใบหน้าไอ้โป่ง โผล่พ้นมุมเสาอาคารด้านหลัง
“ได้เรื่องไหม”
โป่งพยักหน้าพลางชี้นิ้วทางรถคันหนึ่งจอดสนิทในโรงจอดรถ ป้ายชื่อหน้าช่องจอดเด่นหรา ‘ร้อยตำรวจเอกเตชินทร์ เตชาธร’ แต่รถจอดอยู่ตรงนั้นไม่ใช่รถยนต์หรูหราทั่วไป หากเป็นบิ๊กไบค์คันใหญ่สีดำสนิท
จอมขวัญเลิกคิ้วโก่งขึ้น “ดูคาติเล้ยย”
รอยยิ้มร้ายกาจผุดบนริมฝีปากอวบอิ่ม เธอไม่ได้เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นหรอกนะ... แต่ก็ใช่ว่าจะยอมให้ใครหยามเกียรติง่ายๆ
จอมขวัญหัวเราะในลำคอเบาๆ ขณะทรุดตัวนั่งยองๆ ข้างรถมอเตอร์ไซค์คันหรู หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนโดนตำรวจจับ มือเรียวควักอุปกรณ์พิเศษมักพกติดตัวเสมอออกมา พยักหน้าส่งซิกให้ลูกน้องยืนบังและดูลาดเลา
แว่วเสียงไอ้โป่งลอบกลืนน้ำลายดังเอื้อก ตายห่าแน่ๆ กรงขังเรียกหาแล้วกู...
โป่งได้แต่ก่นด่าตัวเองในใจที่ดันเอาตัวอยู่ตรงกลางระหว่างศึกสองคนนี้ แต่จะให้เปลี่ยนใจไปเชียร์ฝั่งไหนน่ะหรือ ? สูสีกันขนาดนี้ แต่ถ้าเทียบไก่ชนตีกันเมื่อเช้า พี่ขวัญของมันยังดูเป็นไก่รองบ่อนเห็นๆ !
“พี่ขวัญ” โป่งกระตุกชายเสื้อลูกพี่สาวเบาๆ “โป่งว่า... คุกนะพี่”
จอมขวัญกระชากเสื้อกลับ “มึงเลือกเอา ! ถ้าปอดแหก ก็กลับไป” รอยยิ้มร้ายผุดมุมปากอีกครั้ง
“ผู้กองหัวเกรียน... เมียอย่างฉัน จะทำให้นายอกแตกตายไปเลย คอยดู !”
