บทที่ 9 9

“ดาไปขออนุญาตพี่สาทำโอทีช่วยคลังสินค้านับสต็อกมาแล้ว เหตุผลแค่นี้พอไหมพี่ทศ”

    ทศพลอ้าปากค้างที่ดาริกากล้าประกาศตัวเป็นศัตรู ทศพลกำมือแน่นอย่างเสียดาย “งั้นก็นับให้ถูกต้องด้วยล่ะ ถ้าทำผิดแม้แต่รายการเดียว เธอได้ถูกไล่ออกแน่” ทศพลตวาดอย่างหัวเสียแล้วก็เดินย่ำเท้าออกไปโครมๆ

    พุดมาลัยหัวเราะเบาๆในลำคอสมน้ำหน้าทศพลที่ผิดหวังกลับไป แต่กระนั้นก็ยังนึกหวั่นใจว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมรามือง่ายๆ หากยังไม่ได้แกล้งเธอจนสมใจ

    “ขอบใจนะดาที่เข้ามาช่วยได้ทัน”

    ดาริกาหันมองเพื่อนรัก “แกเป็นเพื่อนฉันนะโบว์ เราคบกันมาตั้งนาน อีกอย่างฉันรู้สึกผิดจากครั้งที่แล้วที่ชวนแกไปงานวันเกิดไอ้พี่ทศจอมหื่นนั่นจนเกือบเกิดเรื่อง ฉันยังรู้สึกผิดอยู่ เลยขอพี่สาตามแกมานับสต็อกด้วย”

    พุดมาลัยมองเพื่อนด้วยสายตาซาบซึ้ง “ไม่ใช่ความผิดดาสักหน่อย แต่ยังไงก็ขอบใจมากนะ เดี๋ยวเรารีบทำงานกันต่อดีกว่าจะได้รีบกลับบ้าน”

    ดาริกาพยักหน้า แต่ก็ยังมิวายเตือนให้พุดมาลัยระวังตัว ก่อนจะแยกย้ายไปทำงาน พุดมาลัยมองตามหลังเพื่อนด้วยสายตาเศร้าๆอยากให้มารดาห่วงใยเธอแบบนี้บ้างนอกจากเรื่องการพนัน

เช้าวันต่อมา พุดมาลัยตื่นมาทำงานอย่างงัวเงีย ดื่มกาแฟปลุกความสดชื่นไปแก้วหนึ่งแล้วแต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเพราะเมื่อคืนกว่าจะกลับถึงบ้านก็ตีหนึ่งกว่า แต่สิ่งที่ทำให้สมองทำงานในทันทีก็คือเธอถูกชาลิสาเรียกให้ไปพบที่ห้องทำงาน เธอไปถึงก็พบว่าทศพลยืนอยู่ก่อนแล้ว พุดมาลัยไม่อยากมองหน้าทศพลเพราะยังขยะแขยงกับสิ่งที่อีกฝ่ายกระทำจึงรีบหันกลับมา 

    “พี่สาเรียกโบว์มาพบมีอะไรหรือเปล่าคะ”

    ชาลิสาใช้สายตามองอย่างสำรวจทำให้พุดมาลัยรู้สึกใจคอไม่ดี ตื่นเต้นจนใจเต้นแรงกับสิ่งที่ชาลิสาจะพูด

    “ทศพลเขามาบอกพี่ว่าเธอขโมยสุรานอกไปซ่อนไว้จริงหรือเปล่า”

    พุดมาลัยใจหายวาบ ส่ายหน้าตื่นๆทันที “ไม่จริงค่ะ ขโมยสุราอะไรคะ โบว์ไม่รู้เรื่อง พี่ทศเอาอะไรมาพูด นี่มันเรื่องใหญ่นะคะ”

    ทศพลแสยะยิ้ม เขาชอบพุดมาลัย เพราะทั้งสวยทั้งทำงานเก่ง แต่พุดมาลัยก็ตั้งท่ารังเกียจเขาเรื่อยมาทั้งที่เป็นแค่แคชเชียร์ธรรมดา จนเขานึกหมั่นไส้ คิดว่าสวยนักหรือไง ถ้าตกงานหน่อยจะเป็นไร ถึงเวลานั้นพุดมาลัยจะได้รู้สึกว่าคิดผิดที่ไม่เลือกเขาบางทีเธออาจจะคลานมาซบที่หน้าขา หรือหน้าตักเขาเลยก็

    “ยังกล้าเถียงอีกหรือโบว์ หลักฐานก็คาอยู่ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ คิดจะซุกซ่อนไว้แล้วค่อยขนออกใช่ไหม แต่ดีที่พี่สงสัยเลยเดินไปดู”

    พุดมาลัยอ้าปากค้าง นอกจากถูกใสร้ายแล้วอะไรก็ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับอีกฝ่าย มารื้อค้นในพื้นที่ทำงานของเธอ ทศพลวางแผนเล่นงานเธอมาอย่างดี พุดมาลัยยืนหายใจหอบแรงด้วยความโกรธ พยายามตั้งสติ

    “แต่นั่นพี่ทศสั่งให้โบว์เป็นคนยกไปไม่ใช่หรือคะ พี่บอกว่าขวดไหนไม่มีในรายการสต็อกให้แยกออกมาก่อนแล้วค่อยมาปรับรายการเข้าทีหลังพร้อมกับหาสาเหตุมารายงาน”

    “พี่น่ะหรือสั่ง ไม่ใช่มั้งโบว์” ทศพลค้าน หน้าตาจริงจังทำให้ชาลิสาเชื่อสนิท

    “แต่พี่เป็นคนสั่งโบว์จริงๆ” พุดมาลัยยืนยัน

    “พี่จะสั่งโบว์แบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อการทำงานปกติสินค้าที่ไม่ตรงกับสต็อกพี่ก็จะให้ติดป้ายไว้ ไม่ได้ให้ยกไปไหน แล้วพี่จะไปสั่งเธอแบบนั้นได้ยังไง พี่ว่าเธอตั้งใจยักยอกมากกว่าแล้วโบ้ยความผิดให้พี่” ทศพลตีสีหน้านิ่ง ทั้งที่เป็นคนสั่งพุดมาลัยให้ทำแบบนั้นจริงๆ 

    “ไม่จริงนะคะพี่สา โบว์ถูกใส่ร้าย” พุดมาลัยหันไปขอความช่วยเหลือจากชาลิสา แต่ท่าทางนิ่งงันของคนที่เธอหวังพึ่งก็ทำให้พุดมาลัยใจฝ่อ ใบหน้าหวานซีดเผือด

    “ทศพลเขาจะทำไปทำไมล่ะโบว์”

    นั่นไง เธอคิดไว้แล้วเชียว พุดมาลัยอยากจะร้องไห้ ถูกไล่ออกไม่เท่าไรแต่มีข้อหายักยอกติดตัวไปด้วยไม่ดีแน่ พุดมาลัยไม่มีทางยอมรับได้ ถ้าเป็นแบบนั้นก็เท่ากับเธอหมดอนาคตจะไปสมัครทำงานที่ไหนไม่ได้

    “แต่โบว์จะทำไปทำไมล่ะคะ” พุดมาลัยอธิบายเสียงสั่น กลัวเหลือเกินว่าเรื่องจะไปถึงตำรวจ เธอรู้ดีว่าถ้ามีการแจ้งความเกิดขึ้นแล้วเรื่องมักไม่จบง่ายๆ อีกอย่างเธอไม่อยากติดคุกหรือมีประวัติไม่ดีด้วย

    “พี่อยากจะเชื่อเธอนะ แต่...” ชาลิสาถอนใจก่อนจะพูดต่อ “แต่เงินเดือนเธอไม่พอใช้จนต้องหยิบยืมดาริกาบ่อยๆ ที่พี่รู้เพราะดาริกามายืมพี่อีกทีแต่ดาริกาไม่ให้บอกเธอ ดาริกาเล่าให้พี่ฟังว่าแม่เธอติดการพนัน เธอมีมูลเหตุจูงใจมากนะโบว์”

    พุดมาลัยตกใจ เธอเคยสงสัยเหมือนกันว่าดาริกานำเงินจากไหนมาให้เธอยืม แต่เวลานี้ต้องอธิบายให้ชาลิสาเข้าใจก่อน “แต่โบว์ไม่ได้ยักยอกสุรา” 

    ดวงตากลมโตมองไปที่กล่องสุราที่บรรจุอยู่ในลังอย่างดีที่ถูกนำมาวางไว้เพื่อใช้เป็นหลักฐานมัดตัวเธอ พุดมาลัยจำกล่องนั้นได้ดีเพราะเธอเข็นรถที่บรรจุลังนั้นมาเองกับมือก่อนจะยกลงเก็บที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์อย่างทุลักทุเล แกมสงสัยไปด้วยว่าทำไมทศพลถึงให้นำมาเก็บที่นี่

    พุดมาลัยโมโหตัวเองที่ปากหนักไม่ยอมถามทศพลว่าทำไมต้องให้เธอยกมาด้วย แต่เพราะมองโลกในแง่ดีไปหน่อยว่าคงไม่มีอะไร ผลเลยเป็นเช่นนี้

    “เธอคงต้องไปแก้ตัวกับตำรวจแล้วล่ะ”

    “ไม่นะคะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป