บทที่ 15 ยังรักอยู่
แล้วก็มาถึงวันเดินทาง นรภัฏมองร่างเล็กที่นั่งเคียงข้างบนเก้าอี้ตัวใหญ่ภายในเครื่องบินชั้นธุรกิจ แม้จะดีใจที่ได้นั่งมองเธอใกล้ๆ ในระยะประชิดโดยไม่ต้องแอบหรือหลบสายตาเหมือนอย่างเช่นเคยแล้วก็ตาม แต่ชายหนุ่มก็อดถอนหายใจอย่างผิดหวังไม่ได้ เมื่อคืนเขาอุตส่าห์นั่งคิดหัวข้อการสนทนาที่จะทำให้สามชั่วโมงในการเดินทางครั้งแรกด้วยกันผ่านไปอย่างราบรื่น แต่ดูเหมือนตอนนี้คงไม่จำเป็นเสียแล้ว เมื่อเห็นว่าเธอกำลังหลับใหลอย่างอ่อนเพลีย
ภาพชายหนุ่มหน้าตาดียิ่งในช่วงระยะหลังๆ มานี้ เขาเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาในแวดวงนักธุรกิจ พาหญิงสาวหน้าตาสะสวยเดินทางมาด้วยกัน เธอซบอยู่ข้างๆ เขา จนทำให้ภาพนั้นมีแต่คนอิจฉา พนักงานประจำเครื่องเดินกลับมาพร้อมหมอนอิงใบเล็กก่อนจะยื่นส่งให้ชายหนุ่ม
“ขอบคุณครับ” นรภัฏเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
นรภัฏเอี้ยวตัวไปประคองศีรษะหญิงสาวข้างกายขึ้นอย่างแผ่วเบา แล้วสอดหมอนเข้าไปเพื่อจัดท่าทางให้เธอได้หลับอย่างสบาย มือใหญ่เกลี่ยปอยผมตรงหน้าผากให้เข้าที่เรียบร้อย ก่อนจะนั่งมองเธอไปพลางๆ ยามเธอหลับตาแล้วก็ไม่ต่างจากเด็กสาวคนนั้นเมื่อห้าปีก่อน คนที่เขาไม่อาจจะละสายตาไปจากเธอได้
เกิดอะไรขึ้นกับเธอในช่วงห้าปีที่ผ่านมากันแน่ นรภัฏอดคิดไม่ได้ว่าถ้าวันนั้นเขาไม่หุนหันพลันแล่น และอยู่รอพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอเป็นอย่างไร สถานการณ์คงไม่ต้องยืดเยื้อเหมือนเช่นทุกวันนี้ เธอบอกว่าเธอไม่ได้หมั้น ไม่ได้แต่งกับเจ้าสัวปรเมศวร์ มันจะจริงอย่างที่เธอบอกเชียวรึ!.. เจ้าสัวออกจะรวยล้นฟ้าซะขนาดนั้น ถึงแม้ตอนนี้จะหาความจริงจากเขาไม่ได้แล้ว เพราะเจ้าสัวได้เสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน ความรู้สึกผิดและเสียดายยังคงเกาะกุมหัวใจของเขา
ภีรดา น้องสาวของเขาเคยบอกว่า ปภาวรินทร์เคยมาตามหาเขาที่บ้านครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นเธอก็เงียบหายไป จนภีรดาได้มาพบกับปภาวรินทร์อีกครั้ง เมื่อเธอมาฝึกงานอยู่ที่บริษัทของอรรณนพ จนเธอฝึกงานเสร็จ แต่ภีรดาก็ยังไม่ได้บอกอะไรกับพี่ชายของเธอ จนกระทั่งวันที่ปภาวรินทร์ยื่นใบสมัครงานในตำแหน่งฝ่ายบัญชี อันที่จริงตำแหน่งฝ่ายบัญชีก็ไม่ได้เต็ม แต่ภีรดาต้องการจะให้ปภาวรินทร์ได้เจอกับพี่ชายของเธออีกครั้ง เธอจึงขอให้ปภาวรินทร์มาเป็นเลขาฯ ของเธอแทน
ปภาวรินทร์เองก็ตัดสินใจอยู่นาน แต่ช่วงนั้นคุณยายของเธอป่วยหนัก ภีรดาจึงเสนอเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ปภาวรินทร์จึงยอมตกลงมาเป็นเลขาฯ ของภีรดา และเงินค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดปภาวรินทร์ได้ขอให้หักจากเงินเดือนของเธอในแต่ละเดือน ซึ่งเรื่องนี้ภีรดาก็ยังไม่เคยเล่าให้พี่ชายฟัง
ถึงแม้สถานการณ์ในวันนี้อาจจะแตกต่างไป แต่นรภัฏก็ยังเชื่อว่าสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ เขาโชคดีที่เธอได้เดินกลับเข้ามาในชีวิตของเธออีกครั้ง แต่ตราบใดที่เขายังไม่แน่ใจว่าทุกอย่างที่เธอพูดนั้นเป็นความจริง เขาจะไม่ยอมเชื่อเธอเด็ดขาด ความรักและความระแวงยังคงตีกันอยู่ในใจ
“ฝ้าย!!!” ชายหนุ่มตกใจเมื่อหันไปเห็นหญิงสาวข้างกาย ที่ตอนนี้เธอกำลังหน้าซีด มือสั่น จริงๆ เขาเริ่มสังเกตเธอมาตั้งแต่เช้าแล้วว่าปภาวรินทร์ดูเงียบผิดปกติ ทีแรกเขาคิดว่าเธอคงจะเกร็งที่ต้องเดินทางกับเขาสองต่อสอง แต่ดูจากสภาพหน้าซีด มือสั่นของเธอตอนนี้แล้ว เขาจำเป็นต้องปลุกเธอเพื่อถามไถ่อาการดังกล่าวให้สิ้นสงสัย
“ดิฉัน....ไม่เป็นไรมากค่ะ แค่ขอพักสักครู่” หญิงสาวพึมพำพร้อมกับการหลับตาลงอย่างช้าๆ ปภาวรินทร์กลัวเครื่องบินแต่เธอเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะแสดงความอ่อนแอออกมาให้เขาเห็น เพียงแค่จิตใต้สำนึกเท่านั้นที่ทำให้เธอหายใจไม่ทั่วท้องในที่แคบและมีอากาศจำกัด ภาพตนเองในเครื่องบินกับประสบการณ์ครั้งแรกมันทำให้เธอกลัว
พนักงานบนเครื่องเดินมาถามอาการของเธออีกครั้ง ปภาวรินทร์กอดแขนตัวเองแน่น กลิ่นอาฟเตอร์เชฟหอมอ่อนๆ ที่โชยเข้าจมูกทำให้ปภาวรินทร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองใบหน้าเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านของผู้เป็นเจ้านายที่อยู่ห่างจากเธอไม่ถึงคืบ ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือมาปรับที่นั่งและเอาเสื้อสูทของเขาคลุมร่างให้เธอ ความอบอุ่นจากเสื้อสูทของเขาทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาเล็กน้อย
“ห่มไว้ก่อนนะ เดี๋ยวพอเครื่องได้ระดับแล้ว พี่จะขอเครื่องดื่มร้อนๆ กับยาให้ ฝ้ายจะได้พักผ่อน” เขาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ความห่วงใยฉายชัดในแววตา
เธอหลับพร้อมกับรอยยิ้ม นี่เขาพูดกับเธอเหมือนเช่นเคยแล้ว เมื่อห้าปีก่อนเขาก็ดูแลเธอแบบนี้ ตอนที่เธอไม่สบาย ความทรงจำเก่าๆ ผุดขึ้นมาในใจของเธอ
“ขอบคุณค่ะ” ปภาวรินทร์พึมพำขอบคุณก่อนหลับตาลงอีกครั้ง กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่ติดเสื้อสูทอยู่ ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้น มันเป็นกลิ่นน้ำหอมของเขาที่เธอรู้สึกคุ้นเคยและจำมันได้เป็นอย่างดีถึงแม้ว่าจะผ่านมาแล้วถึงห้าปีก็ตาม กลิ่นที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่น
หลังจากเครื่องลงจอด ทั้งสองผ่านการตรวจคนเข้าเมืองอย่างไร้ปัญหา ปภาวรินทร์ดูสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่เธอได้พักผ่อนบนเครื่อง เขาหยุดรอให้เธอไปทำธุระส่วนตัว และพากันเดินออกมายังบริเวณรอรับผู้โดยสาร พนักงานขับรถที่มิสเตอร์ลีส่งมา รออยู่ก่อนหน้าทั้งสองแล้ว นรภัฏเหลือบมองดูนาฬิกา และยังเห็นว่าพอมีเวลาอีกเกือบสองชั่วโมงก่อนจะถึงการประชุม ทีแรกเขาคิดว่าจะไปใช้ห้องที่บริษัทเพื่อให้ปภาวรินทร์ได้ทบทวนแผนงานนำเสนอ แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนใจบอกคนขับรถให้ตรงไปยังอีกที่หนึ่งแทน แผนการของเขากำลังจะเปลี่ยนไป
