บทที่ 10 หัวใจที่ไม่ใช่เศษเหล็ก
กว่าผู้เป็นแม่จะมาถึง มิลินก็ถูกพยาบาลเข็นออกมานั่งรออยู่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาล เพื่อให้สะดวกเวลาญาติมารับกลับ
เธอนั่งเงียบอยู่บนรถเข็น มือเล็กกำโทรศัพท์ไว้หลวม ๆ สายตาเหม่อมองผู้คนที่เดินผ่านไปมา แต่ในหัวกลับวนเวียนอยู่กับภาพเดิมไม่หยุด
เสียงรถ…
รอยยิ้มของกองทัพ…
และสายตาที่เหมือนเห็นเธอเป็นแค่ของเล่นชิ้นหนึ่ง
“มิลิน!”
เสียงเรียกคุ้นหูดังขึ้นพร้อมฝีเท้าเร่งรีบ
มิลินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมอง แล้วฝืนยิ้มบาง ๆ ให้ผู้เป็นแม่
นวลเดินเข้ามาหาอย่างร้อนใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลจนปิดไม่มิด
“รถติดมากเลยลูก...” เธอพูดหอบนิด ๆ ก่อนรีบก้มลงมองข้อเท้าที่ถูกพันผ้าเอาไว้ “เจ็บมากไหม”
น้ำเสียงนั้นทำให้มิลินรู้สึกจุกในอก
ทั้งที่คนเจ็บคือเธอ แต่คนที่ดูจะเจ็บปวดกว่า…กลับเป็นแม่ของเธอ
“ไม่เป็นไรแล้วค่ะแม่...” มิลินตอบเบา ๆ พยายามทำเสียงให้ปกติที่สุด “หมอบอกว่าแค่ข้อเท้าแพลง พักสักพักก็หาย”
เธอฝืนยิ้มอีกครั้ง ก่อนหลบสายตา
เพราะกลัวว่าถ้ามองนานกว่านี้ น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้มาตลอดจะไหลออกมาต่อหน้าแม่
“เรากลับกันเถอะค่ะ” เธอพูดแผ่วเบา
ทั้งที่จริง…สิ่งที่เจ็บที่สุด ไม่ใช่ข้อเท้าเลยสักนิดเดียว
ในคลับหรู
เสียงเพลงหนัก ๆ ดังสะเทือนอยู่ภายในคลับหรูใจกลางเมือง
แสงไฟหลากสีสาดวูบไหวไปทั่วโซนวีไอพีด้านบน ซึ่งถูกกั้นแยกออกจากลูกค้าทั่วไปอย่างเป็นส่วนตัว
ร่างสูงใหญ่ของกองทัพเดินผ่านผู้คนเข้าไปด้านใน ด้วยท่าทางนิ่งเฉยราวกับคนไร้วิญญาณ
เขาหยิบมือถือขึ้นมาดูเลขห้องที่เพื่อนส่งไว้ในกลุ่มอีกครั้ง ก่อนเดินตรงไปยังปลายทาง
ประตูห้องถูกผลักเปิดออกแรง ๆ
กองทัพเดินเข้ามาด้วยสีหน้านิ่งขรึมผิดปกติ จนเพื่อนต้องหันมองหน้ากัน
เขาโยนพวงกุญแจรถลงบนโต๊ะกระจกเสียงดัง ก่อนทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาหนังมุมห้องอย่างแรง จากนั้นก็ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำที่จากคอลงมาเกือบหมด จนเผยให้เห็นแผงอกล่ำ
ซึ่งภายในห้องมีเพื่อนสนิทอีกสามคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
กระทิง หนุ่มร่างใหญ่สายปั่นประจำกลุ่ม
ธีร์ ลูกเจ้าของโชว์รูมรถหรู ปากไว ขี้แซว และคเชนทร์ คนที่ดูนิ่งสุด แต่ชอบดูคนอื่นฉิบหายแล้วนั่งขำ
“เป็นอะไรวะ หน้าเหมือนโดนแม่หมีไล่ตะเพิดมา”
ธีร์เป็นคนแรกที่แซวทันทีที่เห็นหน้าเพื่อน
กองทัพปรายตามอง ก่อนตอบสั้น ๆ แบบไม่ไว้หน้า
“เสือก”
“โอ้โห ดุฉิบหาย”
กระทิงหัวเราะพลางเอนตัวพิงโซฟา ก่อนยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ
“งั้นหาอะไรสนุกทำดีกว่าไหม เผื่ออารมณ์มึงจะดีขึ้น”
เขาหันไปส่งสายตารู้กันให้ธีร์
“เด็กเอ็นสักสามสี่คนเป็นไง”
“เออ มึงนี่เรื่องละลายทรัพย์เพื่อนนี่หัวไวชิบหาย”
คเชนทร์ส่ายหน้าอย่างเอือม ๆ แต่ก็หลุดขำออกมา
กองทัพไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงเอนหัวพิงพนักโซฟา หลับตานิ่งเหมือนไม่สนใจโลก
ทว่าความเงียบของเขา สำหรับเพื่อนทั้งกลุ่มแปลว่า ‘ไม่ค้าน’
“จัดไป”
กระทิงยกมือเรียกพนักงานทันที
ไม่นานหลังจากนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดอีกครั้ง
หญิงสาวหน้าตาดีหลายคนเดินเรียงกันเข้ามา แต่ละคนแต่งตัวเซ็กซี่ตามสไตล์เด็กดริงก์ของคลับหรู กลิ่นน้ำหอมหวานผสมกับกลิ่นแอลกอฮอล์ลอยคลุ้งในอากาศ
บางคนยิ้มหวาน บางคนส่งสายตายั่วเย้าอย่างรู้หน้าที่
กระทิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนหยิบเงินปึกหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ แบงก์สีเทาถูกดันไปตรงหน้าเด็กเอ็นกลุ่มนั้น
“ทำยังไงก็ได้ ให้เพื่อนกูกลับมามีอารมณ์เหมือนเดิม” แล้วหันพยักหน้าไปทางกองทัพที่ยังนั่งนิ่งอยู่มุมห้อง “เงินนี่เอาไปเลย”
หญิงสาวคนหนึ่งที่ดูมั่นใจที่สุดในกลุ่มยกยิ้ม ก่อนก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย
“ถ้าทำไม่ได้ล่ะคะ”
กระทิงยกคิ้ว “ก็ต้องทำตามที่พวกพี่ขอไง”
สิ้นประโยค เพื่อนทั้งกลุ่มก็หัวเราะออกมาเบา ๆ
แต่หญิงสาวคนนั้นกลับไม่ได้มีท่าทีหวั่น เธอหันไปมองกองทัพตรง ๆ
ผู้ชายที่นั่งอยู่เงียบ ๆ ตลอดเวลา ทั้งที่มีผู้หญิงเดินเข้ามาเต็มห้อง แต่สายตาของเขากลับว่างเปล่าเหมือนไม่ได้มองใครเลยสักคน
ก่อนหญิงสาวจะยกยิ้มบาง ๆ แล้วพูดขึ้น
“คนตายด้านเท่านั้นแหละค่ะ…ที่จะทนอยู่ใกล้พวกหนูได้”
ประโยคนั้นทำให้คเชนทร์หลุดหัวเราะหึออกมา
ส่วนกระทิงถึงกับร้อง ‘โอ๊ย’ อย่างชอบใจ
หญิงสาวยังพูดต่อด้วยแววตามั่นใจ “พี่ไม่เชื่อก็คอยดูสิคะ”
พูดจบ เธอก็ก้าวเข้าไปนั่งข้างกองทัพทันที
แต่ยังไม่ทันที่มือเรียวจะได้แตะตัวเขา คนที่นั่งนิ่งมาตลอดกลับลืมตาขึ้นช้า ๆ
ดวงตาคมดุมองตรงมาจนหญิงสาวชะงัก
บรรยากาศในห้องเหมือนเงียบลงไปชั่วขณะ กองทัพมองเธออยู่แค่เสี้ยววินาที ก่อนพูดออกมาสั้น ๆ
“ออกไป”
น้ำเสียงไม่ได้ดัง แต่ทำให้คนฟังหน้าชา
เพื่อนทั้งกลุ่มร้องโห่แซวทันที
“โอ๊ย โคตรใจร้าย”
“มึงจะให้เด็กเสียความมั่นใจทำไมวะ”
หญิงสาวหน้าเสียไปเล็กน้อย รีบดึงมือกลับแทบไม่ทัน ก่อนฝืนยิ้มกลบเกลื่อนแล้วถอยออกมาเงียบ ๆ
กระทิงหัวเราะพลางขยับตัวเปิดที่ว่างข้าง ๆ “เขาไม่เอา ก็มานั่งกับพี่นี่มา”
พูดจบก็ตบพนักโซฟาข้างตัวเบา ๆ
หญิงสาวรีบเดินไปนั่งทันที แม้สีหน้ายังดูกร่อยอยู่บ้าง
คเชนทร์ที่นั่งดูเหตุการณ์มาตลอดยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ ก่อนพูดด้วยสีหน้าขำ ๆ
“เอ้า…มีใครอยากลองเสี่ยงตายอีกไหม”
สาว ๆ ที่เหลือมองหน้ากันเอง บางคนหัวเราะแห้ง ๆ บางคนส่ายหน้าเร็ว ๆ
ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปหาผู้ชายตรงมุมโซฟาอีก
สุดท้ายจึงพากันแยกย้ายไปนั่งตามที่ว่างในห้องแทน
ขณะที่กองทัพยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
นิ่ง ไร้อารมณ์ ราวกับอยู่คนละโลก…
