บทที่ 4 เส้นที่ถูกข้าม

จังหวะที่เขาโน้มลงมากระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวแตะผิวเนียนจนมิลินขนลุกเกรียว

หัวใจเต้นแรงจนเจ็บร้าวไปทั้งอก

ความผิดที่ถูกยัดเยียดให้กลายเป็นโซ่ตรวนรั้งเธอไว้ไม่ให้ดิ้นรน

“คุณกองทัพ อึก...” เสียงนั้นสะอื้นไห้ในลำคอ

กองทัพแค่นหัวเราะ เขาบดเบียดร่างกายลงมาทับ ร่างบางใต้ร่างอย่างไร้ความปรานี

มิลินหลับตาแน่น มือที่เคยต้านค่อยๆ อ่อนแรงลง

ความเจ็บใจปนเปไปกับแรงอารมณ์ที่ถูกบังคับให้รับจุมพิตที่กดลงมา เธอรับรู้ได้ทันทีว่า เขาตัดสินไปแล้ว

และทุกอย่างเป็นเธอที่ผิด และกำลังจะได้รับโทษในสิ่งที่ทำ

“อย่า... อย่าอะไรทำมิลินเลยนะคะ”

เธอร้องขออีกครั้งเมื่อริมฝีปากหนาถอนออกห่างเพียงเสี้ยวนาที กลับกันเมื่อฝ่ามือหนาเริ่มทำหน้าที่ บีบขยำไปตามหนั่นเนื้อและก้อนเนื้อนุ่ม

การกระทำไม่ได้อ่อนโยน แต่ชัดเจนว่านี่ คือบทลงโทษ

“จะ…เจ็บ” เธอหลุดบอกออกมา

ซึ่งแววตาตื่นตระหนกของเธอกลับยิ่งทำให้เขายิ้มเยาะ

“อยากได้เองไม่ใช่เหรอ”

เสียงทุ้มกดต่ำชิดซอกคอ ลมหายใจร้อนเฉียดผิว ขณะที่ปลายจมูกซุกไซ้รุกรานอย่างหยาบโลนไม่คิดจะหยุด

มิลินสะดุ้งเฮือกเมื่อทรวงอกสล้างถูกครอบครองด้วยริมฝีปากร้อนชื้นทั้งที่มีเสื้อผ้ากั้น

ความหวาดหวั่นปะทะกับความวาบหวามจนเธอเผลอบิดเกร็ง เขาถอนริมฝีปากแล้วเปรยขึ้น เสียงหยัน

“ยอมรับเถอะ…” เสียงเขาดังอยู่ข้างหู

“ร่างกายเธอมันตอบชัดกว่าปาก”

“ไม่…” เธอส่ายหน้า

แต่เสียงสั่นไม่มั่นคง เมื่อสัมผัสที่รุกล้ำมากขึ้นทีละนิด จากหยาบ กลายเป็นช้า สลับกันอย่างจงใจ เหมือนเขากำลังทดสอบ ความอดทนของเธอ

มิลินกัดริมฝีปากแน่น ความตึงเครียดในร่างกายค่อยๆ คลาย ไม่ใช่เพราะเต็มใจ แต่เพราะต้านไม่ไหว

“ชอบเหรอ...”

กองทัพกระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ยามนี้เขาถูกเพลิงปรารถนาเผาไหม้จนไม่อาจหยุดได้

ฝ่ามือหนาขยับลงไปปลดพันธนาการอาภรณ์ชิ้นน้อยออกอย่างรวดเร็ว แล้วหยัดกายขึ้นมองร่างที่ไร้แรงต่อต้าน ก่อนจะจัดการเปลื้องผ้าตนเองแล้วโถมเข้าหาอีกครั้ง

เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครใส่ใจ ในพื้นที่เล็กๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวรัก มีเพียงเสียงครวญครางประสานสอดรับไปกับท่วงทำนองที่ทั้งดุดันและหอมหวาน

แม้จุดเริ่มต้นจะเต็มไปด้วยรอยน้ำตา

แต่สุดท้ายมิลินก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า... เธอได้พ่ายแพ้ต่อบทเพลงพิพากษาของกองทัพไปเสียแล้ว

เมื่อลมพายุสงบลง...

มิลินในสภาพเปล่าเปลือยกอดตัวเองไว้แน่น เหมือนพยายามเก็บชิ้นส่วนที่แตกกระจายกลับเข้ามาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง

ข้างๆ กองทัพนั่งเอนหลังสวมเสื้อไว้ลวกๆ

“จำไว้” เสียงเขาดังขึ้น

“ปากเก่งนักใช่ไหม... ปากที่เอาแต่พร่ำบอกว่า ไม่รู้ไม่เห็น แต่กลับสั่นระริก”

คำพูดลอดไรฟันเมื่อเห็นมิลินยังคงเม้มริมฝีปากแน่นไม่ยอมจำนนต่อคำกล่าวหาของเขา

ความพยศที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบยิ่งปลุกสัญชาตญาณดิบในกายเขาให้ตื่นขึ้น

เขาโน้มลง ฟันคมฝังลงบนกลีบปากบางอย่างแรง ไม่ใช่จูบ แต่เป็นการตั้งใจทิ้งรอยมากกว่าสัมผัส เพื่อลงโทษที่เธอไม่ยอมรับความจริง

มิลินเจ็บจี้ดจนปลายนิ้วจิกเบาะแน่น ซึ่งมาพร้อมรสคาวเลือดจางๆ อบอวลไปทั่วโพรงปาก

แต่เธอก็ยังคงกัดฟันแน่น ไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมาให้คนใจร้ายสะใจ

“หึ... ทนได้ทนไป!”

จากนั้นมือหนาเลื่อนลงไปกระชากเรียวขาขาวผ่องที่ไร้สิ่งปกปิดขึ้นมาพาดกับเบาะ แล้วบีบเค้นเรียวขาเนียนจนขึ้นรอยนิ้วมือทั้งห้า

แววตาของเขาจดจ้องความงดงามนั้นด้วยความลุ่มหลงที่ผสมปนเปไปกับความแค้น

“ขาสวยๆ คู่นี้ใช่ไหม... ที่พาเธอเดินร่อนมาหาฉัน...” เขาเค้นเสียงต่ำชิดหน้าขา

“แล้วจำรอยนี้ไว้นะ!”

สิ้นคำพูดนั้น กองทัพก็ก้มลงฝังรอยฟันลงบนหน้าขาเนียน รอยเขี้ยวคมจมลงบนผิวเนื้ออ่อนจนเลือดซิบ

มิลินสะดุ้งเฮือก ร่างกายกระตุกเกร็งด้วยความทารุณที่ได้รับ จนเธอหน้ามืดไปชั่วขณะ

มือเล็กขยุ้มเบาะหนังแน่นขึ้น พร้อมกัดฟันข่มความเจ็บปวดทั้งหมดไว้ น้ำตาเม็ดใสไหลอาบแก้ม

ทว่าไร้ซึ่งเสียงสะอื้นหรือคำอ้อนวอน...

“จำไว้...” เสียงเขาดังขึ้น มิลินไม่เงยหน้า แต่ได้ยินชัดทุกคำ

“เรื่องนี้ห้ามบอกใคร!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป