บทที่ 9 รอยร้าวที่ฝังใจ
สายตาและน้ำเสียงแม้จะดูแข็งกร้าว แต่ข้างในของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล ที่ไม่เคยถูกรักษาให้หาย
เกริกที่เงียบไปเพราะประโยคนั้น ค่อย ๆ ช้อนตาขึ้นมองลูกชาย
“แกอย่าเอาอดีตของพ่อ มาเทียบกับสิ่งที่แกเพิ่งทำมันขึ้นมา”
“ทำไมจะเทียบไม่ได้...” แล้วกองทัพก็หัวเราะในลำคอ “แล้วพ่อไม่คิดว่าคนพวกนั้น จะเริ่มมันก่อนหรือไง”
“ไม่มีทาง”
“พ่อมั่นใจขนาดนั้นเชียว” แล้วหัวเราะหยันออกมา จากนั้นก็เขาหยิบกุญแจรถขึ้นมา ก่อนลุกขึ้นยืน “ถ้าจะเรียกผมกลับมาเพื่อเรื่องนี้.. คุยทางโทรศัพท์ก็ได้ เสียเวลา!”
พูดจบ เขาก็กระแทกเท้าเดินออกไปทันที
“นี่ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ ไอ้ลูกเวร…”
เกริกสบถตามหลังอย่างหมดความอดทน
แต่สุดท้ายเสียงนั้นกลับแผ่วลง เขาทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ช้า ๆ
สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังเข้ามาในห้องรับแขก เกริกหลุดจากความคิด ก่อนเงยหน้าขึ้นมอง
ยายมนเดินเข้ามาช้า ๆ ด้วยท่าทีสงบเรียบร้อย แม้อายุจะล่วงเลยไปมากแล้ว แต่แผ่นหลังของเธอยังคงตรง ไม่ได้ดูอ่อนแรงเหมือนคนวัยเดียวกัน นางอยู่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่รุ่นพ่อของเกริก
นานจนกลายเป็นเหมือนคนในครอบครัวไปแล้ว
“คุณกองทัพกลับไปแล้วเหรอคะ”
น้ำเสียงเอ็นดูที่ใช้เรียกลูกชายของเขา ยิ่งทำให้เกริกรู้สึกผิดในใจลึก ๆ
“กลับไปแล้วครับ” เขาตอบเสียงเบา
ยายมนมองสีหน้าของชายหนุ่มรุ่นลูกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามต่ออย่างรู้ทัน
“มีอะไรไม่สบายใจกันอีกหรือเปล่าคะ”
เกริกถอนหายใจยาว
ท่าทางนั้นทำให้หญิงชราเข้าใจทุกอย่างแทบจะทันที
“เชือกว่าวน่ะ...” เธอพูดขึ้นช้า ๆ “ดึงแรงไปก็ขาด ปล่อยหลวมไปก็หาย บางเรื่อง…คงต้องปล่อยให้เด็กเรียนรู้เอง”
พูดจบยายมนก็เดินกลับออกไปเงียบ ๆ ทิ้งให้เกริกนั่งนิ่งอยู่คนเดียว กับความรู้สึกผิดที่ทับถมอยู่ในใจ...
โรงพยาบาลเอกชน
รถแท็กซี่ค่อย ๆ จอดเทียบตรงประตูทางเข้าในช่วงเย็น ผู้คนเดินเข้าออกไม่ขาดสาย
มิลินจ่ายค่าโดยสาร ก่อนจะค่อย ๆ เปิดประตูลงจากรถ
ทันทีที่เท้าข้างขวาแตะพื้น ความเจ็บตรงข้อเท้าก็แล่นขึ้นมาจนเธอต้องเม้มปากแน่น มือเล็กรีบจับขอบประตูรถไว้พยุงตัว ร่างบางพยายามเดินเอง แม้ทุกก้าวจะเจ็บจนหน้าเริ่มซีด
“ระวังครับ”
เสียงทุ้มดังขึ้นใกล้ตัว
ยังไม่ทันที่มิลินจะหันไปมอง ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามาประคองแขนเธอไว้ทันที
“ข้อเท้าเจ็บใช่ไหมครับ”
มิลินชะงักเล็กน้อย ก่อนจะรีบดึงตัวเองออกอย่างเกรงใจ
“มะ…ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวเดินเองได้”
แต่พอขยับเท้า ความเจ็บก็ทำให้เธอเซเกือบล้ม โชคดีที่อีกฝ่ายจับไว้ทัน
ชายหนุ่มขมวดคิ้วนิด ๆ คล้ายไม่เห็นด้วย ก่อนหันไปมองด้านในอาคาร
“รอสักครู่ครับ”
พูดจบ เขาก็เดินหายเข้าไปเพียงไม่กี่วินาที ก่อนกลับมาพร้อมรถเข็นคนไข้
มิลินมองอย่างลังเล
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ เกรงใจ…”
“นั่งเถอะครับ เดี๋ยวข้อเท้าจะหนักกว่าเดิม”
น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง สุภาพ แต่ฟังแล้วทำให้คนอื่นปฏิเสธยากอย่างประหลาด
สุดท้ายมิลินจึงยอมค่อย ๆ นั่งลงบนรถเข็น
“ขอบคุณนะคะ”
เธอเงยหน้าพูดกับอีกฝ่ายตรง ๆ อีกครั้ง
ชายหนุ่มอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบต้น ๆ เสื้อเชิ้ตสีอ่อนกับนาฬิกาหรูบนข้อมือทำให้ดูสะอาดสะอ้านและภูมิฐานเกินกว่าจะเป็นพนักงานทั่วไป
อีกทั้งเขาไม่ได้ใส่ชุดบุคลากรของโรงพยาบาล
มิลินจึงเดาในใจว่า อีกฝ่ายคงเป็นญาติคนไข้…หรือไม่ก็ลูกค้าของโรงพยาบาล
“ไม่เป็นไรครับ”
เขาตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเข็นรถพาเธอเข้าไปด้านในอย่างไม่รีบร้อน
และในจังหวะนั้นเอง พนักงานชายเวรเปลคนหนึ่งรีบวิ่งหน้าตื่นออกมา สีหน้าดูตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นชายหนุ่มที่ไม่ใช่พนักงานกำลังเข็นรถให้คนเจ็บด้วยตัวเอง
“ขะ…ขอโทษครับ ผมดูไม่ทันเอง”
อีกฝ่ายรีบก้มหน้าเหมือนรู้สึกผิดที่ปล่อยให้
ชายหนุ่มแค่หันไปมอง ก่อนตอบเรียบ ๆ
“ไม่เป็นไร”
น้ำเสียงไม่ได้ดุ แต่พนักงานคนนั้นกลับยิ่งหน้าเสียกว่าเดิม
มิลินมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ
แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ รถเข็นก็หยุดลงหน้าจุดคัดกรองผู้ป่วยพอดี
“ถึงแล้วครับ”
เขาพูดพลางปล่อยมือออกจากรถเข็นช้า ๆ
มิลินรีบหันไปยกมือไหว้เล็กน้อย
“ขอบคุณมากนะคะ”
ชายหนุ่มยิ้มเพียงนิด ก่อนตอบกลับสั้น ๆ
“ดูแลตัวเองดี ๆ ล่ะครับ”
แล้วเขาก็เดินจากไป
ท่ามกลางสายตาของพนักงานหลายคนที่มองตามแผ่นหลังนั้นอย่างเกรงใจ…
