บทที่ 2 "สายน้ำ"
สามวันก่อน...สายน้ำ เด็กหนุ่มวัยยี่สิบปีเดินตามหลวงตาบิณฑบาตในช่วงเวลาหกโมงเช้า ร่างเล็กสวมเสื้อป่านสีน้ำตาลอ่อนที่ตอนนี้ซีดจนกลายเป็นสีเหลือง ตามชายเสื้อและกางเกงถูกปะจนเป็นรอยเย็บ บ่งบอกฐานะของผู้ใส่ได้เป็นอย่างดีว่ายากจนขัดสนมากแค่ไหน
สายน้ำเป็นเด็กกำพร้า แม่สิ้นใจตายตั้งแต่สายน้ำยังเป็นเด็ก ไม่มีญาติพี่น้อง บ้านก็โดนยึดเพราะเป็นหนี้สินจนต้องอาศัยนอนกระท่อมท้ายวัดที่หลวงตาเป็นคนสั่งให้คนมาสร้างไว้ให้
โชคดีที่ได้หลวงตาช่วยเหลือ สายน้ำจึงมีข้าวก้นบาตรกินประทังชีวิต และยังมีตาคงและยายแม้น สองสามีภรรยาที่เป็นสัปเหร่อประจำหมู่บ้านที่คอยดูแลไม่ต่างจากพ่อแม่แท้ ๆ
ทุก ๆ เช้า สายน้ำจะต้องมาบิณฑบาตกับหลวงตาและน้องชายคนสนิทอย่างน้ำมนต์ ขณะที่สายน้ำเดินตามหลังหลวงตานั้นก็ได้รับสายตาดูถูกเหยียดหยามและคำก่นด่าจากชาวบ้านมาตลอดทาง
“อีลูกศัตรูชาติ ไปเลยนะ อย่ามาผ่านหน้าบ้านกู ไป๊” บางคนที่เห็นสายน้ำเดินผ่านก็ตะเบ็งเสียงไล่ ยืนเท้าเอวหาเรื่อง ราวกับไม่เห็นพระเห็นเจ้า
“ไป๊ เดี๋ยวแม่จะเอาน้ำสาดแม่ง” บ้างก็ถือกะละมังใส่น้ำล้างเท้า ตั้งท่าจะเทใส่ ทำท่าทางรังเกียจราวกับสายน้ำไม่ใช่คน
ทุกคนรังเกียจสายน้ำเพียงเพราะเขาเกิดจากพ่อที่เป็นทหารชาวต่างชาติที่เข้ามาในช่วงสงคราม
“จิ๊ ลูกคนชั่ว” สายน้ำโดนตั้งแง่ด่าตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก จนโตก็ยังคงโดนแบบนี้ คนตัวเล็กหน้าเจื่อนถอดสี แม้จะโดนด่า โดนรังเกียจสักกี่ครั้ง สายน้ำก็ไม่เคยชิน ร้องไห้ในใจไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง จะต้องทำยังไงทุกคนถึงจะทำกับเขาเหมือนสายน้ำเป็นคนคนหนึ่ง
“โยม อุตส่าห์ตื่นเช้ามาทำบุญ ก็ทำตัวให้สมกับที่ตั้งใจจะทำบุญหน่อย” หลวงตาเอ่ยปรามหญิงชาวบ้านที่ด่าทอสายน้ำ เธอก้มหน้า ใบหน้าเจื่อนสี ก่อนจะกลับไปใส่บาตรอีกครั้ง
“ขอโทษเจ้าค่ะหลวงตา” เมื่อพอใส่บาตรจนมาถึงพระรูปสุดท้ายก่อนจะถึงตัวสายน้ำเจ้าหล่อนก็ไม่วายหันมาด่าสายน้ำอีกครั้ง พร้อมจ้องมองด้วยแววตารังเกียจ ทั้ง ๆ ที่สายน้ำก็ไม่เคยไปทำอะไรให้เธอมาก่อน
“อีลูกศัตรูชาติ”
“โยม...” หลวงตาปรามเสียงเรียบ เธอหันกลับมายิ้มหน้าเจื่อนก่อนจะนั่งลงกับพื้นเพื่อรับพร
“อายุ วรรณะ สุขะ พละ” สายน้ำเดินตามมาอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งพ้นจากบ้านหลังนั่น หลวงตาและพระรูปอื่น ๆ ก็หยุดเดิน
“สายน้ำเอ๊ย” หลวงตาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ร่างเล็กรีบเดินไปหาหลวงตาทันที เขายืนห่างจากหลวงตาพอประมาณ ก้มหัวด้วยความนอบน้อม
“จ้ะหลวงตา”
“เอ็งกลับวัดก่อนเถิด” หลวงตาท่านกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ คนตัวเล็กหน้าเจื่อนทำอะไรไม่ถูก รู้สึกไม่ดีที่ต้องหนีกลับก่อน
“แต่สายน้ำต้องช่วยหลวงตา...”
“ไม่เป็นไร ข้ามีไอ้มนต์อยู่” หลวงตาพูดพลางพยักหน้าไปยังเด็กหนุ่มใบหน้าทะเล้น ที่ยืนยิ้มกว้างสดใสให้กำลังใจเขา
“กลับเถอะจ้ะ พี่อยู่ไปก็มีแต่จะโดนชาวบ้านด่า” น้ำมนต์เสริมทัพ สายน้ำที่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่อยากทำให้หลวงตาอึดอัด ยอมกลับแต่โดยดี เขารู้ว่าหลวงตาท่านเป็นห่วงแค่ไหน
“จ้ะหลวงตา งั้นสายน้ำกลับวัดก่อนนะจ๊ะ” สายน้ำโค้งหัวน้อย ๆ ก่อนจะเดินแยกออกมาจากอีกทาง สองเท้าเดินลัดเลาะไปตามถนนหนทางเล็ก ๆ ที่ตัดผ่านสวนชาวบ้านไปยังด้านหลังวัด แม้จะเดินห่างจากบ้านคน สายน้ำก็ไม่วายพบเจอคนใจร้ายที่ตั้งแง่รังเกียจเขา
“รีบผ่านไปเลยนะ ลูกอีศัตรูชาติ” สายน้ำรีบเดินก้มหน้ามองพื้น เดินไม่ทันไรก็รู้สึกถึงของแข็งบางอย่างกระแทกใส่หัว
โป๊ก!
“โอ๊ย!” เสียงของแข็งกระทบหัวจนเกิดเสียงดัง เลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลอาบหน้าผาก สายน้ำกุมบาดแผลด้วยความเจ็บ น้ำตานองหน้า
“ฮ่า ๆ สมน้ำหนัก ไอ้ลูกศัตรูชาติ” สายน้ำผินหน้ามองไปยังต้นเสียงก็เจออันธพาลในหมู่บ้าน อีกฝ่ายโยนก้อนหินในมือขึ้นลงหลายครั้งก่อนจะปาใส่สายน้ำก้อนแล้วก้อนเล่า
“ฮึก...เจ็บจัง” สายน้ำหลบไม่พ้น รีบก้มหน้าก้มตาวิ่งทั้งน้ำตา จนอันธพาลพวกนั้นเลิกตาม คนตัวเล็กวิ่งไปร้องไห้ไปด้วยความเจ็บ เจ็บตัวไม่เท่าไรแต่เจ็บใจมากกว่า
เราไปทำอะไรให้กัน ทำไมต้องทำร้ายกันแบบนี้ สายน้ำพร่ำเพ้อถามตัวเองอยู่ในใจ มือที่กุมหน้าผากตอนนี้เต็มไปด้วยเลือด สายน้ำไม่มีเวลาหยุดพักแม้แต่จะเช็ดเลือด เพราะกลัวว่าคนพวกนั้นจะพากันมาทำร้ายเขาอีก สายน้ำเดินกลับมาถึงกระท่อมหลังวัดที่ถูกปลูกติดกับบ้านตาคงและยายแม้น ทันทีที่ตาคงเห็นหลานรักได้รับบาดเจ็บก็รีบวิ่งเข้ามาพยุง
“เฮ้ย สายน้ำ นั่นเอ็งไปโดนอะไรมา”
“สายน้ำหกล้มจ้ะตา” สายน้ำตั้งใจโกหก เขาใช้มือข้างที่ว่างเช็ดน้ำตาตัวเองออกลวก ๆ ก่อนที่ร่างเล็กจะถูกตาคงพยุงไปนั่งที่ตั่งไม้ไผ่หน้ากระท่อม
“เอ็งไปโดนไอ้พวกนักเลงนั่นทำร้ายมาแล้วอีกใช่ไหม”
“สายน้ำ” ตาคงจี้จุดถาม สายน้ำที่ปฏิเสธไม่ได้ก็ร้องไห้โฮออกมาราวกับเด็กน้อย
“ฮึก ตา สายน้ำเจ็บ”
“เอ็งนี่นะ วันหลังข้าจะไม่ให้ตามหลวงตาออกไปบิณฑบาตแล้ว” ตาคงที่เห็นสายน้ำเจ็บก็ใช้ผ้าขาวม้ามาเช็ดคราบเลือดให้ จะให้ใช้อุปกรณ์ทำแผลอย่างใครอื่นเขาก็ไม่มีปัญญาซื้อ เป็นสัปเหร่อเผาผีจะได้เงินสักแค่ไหนกันเชียว
“แต่ถ้าสายน้ำไม่ไป เราจะไม่มีข้าวกินนะจ๊ะ”
“ไม่เป็นไร ข้าหาเลี้ยงเอ็งและยายแม้นได้”
“ตา...” สายน้ำเอ่ยเรียกชายชราเสียงแผ่ว แววตาหม่นหมอง สายน้ำไม่อยากเป็นภาระให้ตายาย
“ไม่เป็นไรลูกเอ๊ย มา ตาทำแผลให้” ตาคงบดยาสมุนไพรประคบแผลให้สายน้ำอย่างเบามือ แม้สายน้ำจะไม่ใช่ญาติแต่ตาคงและยายแม้นก็รักเสมือนลูก
แท้ ๆ เพราะสองตายายไม่มีลูก จึงรักและเอ็นดูสายน้ำเหมือนเป็นลูกคนหนึ่ง
“เดี๋ยวสายน้ำทำเองก็ได้จ้ะ ตาไปหายายเถอะ เดี๋ยวยายรอนาน” สายน้ำรู้ดีว่าวันนี้ตาคงจะไปที่ไหนก็รีบอาสาทำแผลเอง
วันนี้ตาคงจะต้องไปเฝ้ายายแม้นที่ผ่าตัดหัวเข่าที่โรงพยาบาล ก่อนหน้านี้ยายแม้นล้มจนต้องผ่าตัด ซึ่งปกติเวลาตอนกลางคืนสายน้ำจะต้องเป็นคนไปเฝ้า สลับกับตาคงที่เป็นคนเฝ้าตอนกลางวัน
“เอางั้นเหรอ แต่เอ็งบาดเจ็บ” ตาคงสีหน้าไม่สบายใจ ใจจริงก็ไม่อยากทิ้งหลาน แต่ก็ทิ้งเมียที่อยู่โรงพยาบาลไม่ได้เหมือนกัน
“ไม่เป็นไรจ้ะตา แค่นี้เอง”
“งั้นข้าไปหายายเอ็งก่อน”
“จ้ะตา”
คล้อยหลังที่ตาคงเดินจากไป สายน้ำก็หยิบยาสมุนไพรขึ้นมาประคบแผลให้ตัวเองทันที ก่อนจะร้องไห้โฮออกมาด้วยความเสียใจ
“จะเจ็บ ฮึกฮือ”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา สายน้ำเมื่อทำแผลและต้มยากินเรียบร้อยก็ออกมาทำงานของตัวเองต่อ หน้าที่ของสายน้ำคือช่วยตาคงทำความสะอาดวัดพร้อมกับน้ำมนต์ คนตัวเล็กยืนกวาดลานท้ายวัดที่เป็นทางเชื่อมไปยังป่าช้า ตัดผ่านไปหมู่บ้านถัดไป แม้จะเจ็บแผลจนปวดหัวตุบ ๆ แต่สายน้ำก็ยังตั้งใจทำหน้าที่ตัวเองเป็นอย่างดี
“พี่สายน้ำ!” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลังเรียกความสนใจจากสายน้ำให้หันกลับไปมองเจ้าของเสียง
เป็นเด็กหนุ่มที่ชื่อว่าน้ำมนต์ อีกฝ่ายเดินมาหาเขาพร้อมกับถือถุงกับข้าวในมือ
“ว่าไงน้ำมนต์”
“หลวงตาให้ฉันเอากับข้าวมาให้พี่จ้ะ” น้ำมนต์ยืนยิ้มแฉ่ง เด็กหนุ่มวัย
สิบแปดปียื่นถุงกับข้าวให้กับสายน้ำ
“ขอบคุณนะ” น้ำมนต์มองหน้าสายน้ำ ก่อนจะตกใจที่พี่ชายคนสนิทบนใบหน้ามีอะไรแปลกไป
“แล้วนั่น...หัวพี่ไปโดนอะไรมาพี่น้ำ!”
“พี่หกล้มนะ” สายน้ำตั้งใจโกหก เพราะไม่อยากให้น้ำมนต์เป็นห่วง
“โธ่พี่นี่นะ ทำให้ฉันเป็นห่วงอยู่เรื่อยเลย”
“ขอโทษนะ”
“พี่สิควรจะขอโทษตัวเอง ที่ไม่ดูแลตัวเองให้ดี”
“แหะ ๆ” สายน้ำยิ้มเจื่อน น้ำมนต์ที่ไม่อยากให้สายน้ำคิดมากก็ขอตัวไปทำงานของตัวเองต่อ
“งั้นน้ำมนต์ไปเช็ดกุฏิหลวงตาก่อนนะพี่สายน้ำ”
“อือ เดี๋ยวพี่ไปช่วยนะ” สายน้ำอาสา ปกติพวกเขาสองคนจะช่วยกันทำงาน แต่วันนี้ตาคงไม่อยู่ สายน้ำเลยมากวาดลานท้ายวัดแทนในส่วนของตาคง ซึ่งน้ำมนต์ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรถ้าจะต้องทำงานคนเดียว
“ไม่เป็นไรพี่ แค่พี่กวาดตรงนี้ก็เหนื่อยแล้ว”
“เอางั้นเหรอ” สายน้ำถามเพื่อความแน่ใจ
“อืม กวาดเสร็จแล้วก็ไปพักเลยนะ” น้ำมนต์บอกด้วยความเป็นห่วง สายน้ำที่รู้เจตนาของน้ำมนต์ก็ทำเพียงพยักหน้า
“อือ” น้ำมนต์จากไปแล้ว สายน้ำก็ทำงานของตัวเองต่อ ทั้งกวาดขยะ ทั้งถอนหญ้า อึดใจเดี๋ยวก็มีเสียงควบม้าดังมาแต่ไกล
ฮี่! ฮี่! กุบกับ กุบกับ ฝีเท้าของอาชาวิ่งผ่านสายน้ำไปนับสิบ บนหลังอาน
มีชายฉกรรจ์สวมเสื้อเชิ้ตสีดำโพกผ้าปิดหน้าขี่ม้าผ่านไป ข้างกายชายนับสิบบริเวณเอวมีปืนสีทองเหน็บอยู่ สายน้ำรู้ดีว่าคนพวกนี้ล้วนไม่ใช่คนปกติ กลุ่มเสือกระสุนทอง จอมโจรชื่อดังภาคกลาง แม้จะเจอโจรอยู่ตรงหน้า สายน้ำก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว
เมืองนครชัย ที่สายน้ำอยู่เป็นเมืองของโจร แม้จะดูป่าเถื่อนและน่ากลัว แต่เสือร้ายพวกนี้ก็ไม่เคยทำร้ายชาวบ้าน ชาวบ้านที่นี่จึงเชื่อใจโจรมากกว่าตำรวจ เสือร้ายเหล่านี้ไม่ทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้ มีแต่คนธรรมดาที่ทำร้ายกันเอง หลังจากที่ม้าอาชาและคณะของเสือกระสุนทองผ่านไป ฝุ่นและขยะที่สายน้ำตั้งใจกวาดอยู่ก่อนหน้าก็ตลบอบอวล ทำให้คนตัวเล็กเบ้ปากบ่นออกมาด้วยความไม่พอใจ
“อื้อ ฝุ่นเต็มเลย อุตส่าห์กวาดไว้แล้วนะ” สายน้ำยกมือขึ้นปิดจมูก ก่อนจะเดินไปเตะเข่งขยะที่ล้มลงกับพื้น
“หึ๊ย บ้าเอ๊ย”
ฮี่! ฮี่! กุบกับ กุบกับ ครู่เดียวเสียงฝีเท้าและเสียงร้องของอาชาก็ดังขึ้น
อีกครั้ง ม้าสีดำเมี่ยมบนหลังอานมีชายหนุ่มสวมใส่เสื้อเชิ้ตสีแดง โพกผ้าสีดำบิดบังใบหน้า เห็นเพียงดวงตา เขาบังคับบังเหียนกลับมายังที่สายน้ำอยู่ สายน้ำก้มหน้าก้มตากวาดพื้นต่อเพราะไม่อยากสนใจอีกฝ่าย
พรึบ! เสียงของกระทบลม ธนบัตรจำนวนหลายสิบใบ มูลค่านับไม่ถ้วนถูกปาใส่สายน้ำ พร้อมกับก้อนอีกปึกหนึ่งที่ถูกมัดด้วยยางมัดแกง
“ผอมอย่างกับผีตายซาก เอาเงินนี่ไปซื้อข้าวกินไป” พูดจบเสือร้ายก็ยังไม่ไปไหน เขานั่งอยู่บนอานม้า สายตาจับจ้องไปยังคนตัวเล็กที่ตอนนี้มีท่าทีไม่พอใจ สายน้ำโยนไม้กวาดลงกับพื้นก่อนจะหันมาประจันหน้า
สองสายตาประสานกัน เสือลักษมณ์ตกตะลึงใบหน้าน่ารักที่จับจ้องมายังเขาด้วยความไม่พอใจ พลันทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงหัวใจของเสือลักษมณ์ที่เต้นไม่เป็นจังหวะ
ตึก ตึก ตึก
