บทที่ 14 Chapter 14
เมียสวมรอย บทที่ 14
พอคนตัวเล็กนอนลงได้ที่ เธอก็ขยับกายเข้าไปชิดเขาให้มากที่สุด จังหวะที่ขยับเข้าไปคนที่เธอคิดว่านอนหลับไปแล้ว ก็ได้ลืมตาขึ้นแล้วหันมามองโดยที่ยังนอนหงายอยู่
"?" มโนราห์ขยับตัวออกมาแบบอัตโนมัติ ทีแรกคิดว่าจะอ่อย ถ้าตื่นมาเห็นว่าเธอสวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อย เผื่อเขาอยากจะ... แต่แค่เห็นแววตานั้นมันก็ทำให้เธอลืมทุกอย่างไปได้ในพริบตา
คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแบบรำคาญ คนกำลังจะหลับมากวนอยู่ได้ แล้วกองทัพก็หันหลังให้โดยที่ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร
ถ้าเขาตั้งใจฟัง คงได้ยินเสียงเธอถอนหายใจออกมาแบบโล่งใจที่ไม่ถูกตำหนิ
เช้าวันต่อมา..
หญิงสาวตื่นขึ้นมาก็ไม่พบคนที่นอนอยู่ข้างๆ เมื่อคืนนี้แล้ว เราตื่นสายเหรอ
มโนราห์รีบลุกขึ้นมาจัดการกับร่างกายของตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนที่จะลงมาข้างล่าง
"ย่าว่าคืนพรุ่งนี้จะชวนคุณปู่ไปเล่นด้วย สงสัยจะรู้แน่เลยก็เลยชิงมาเยี่ยมย่าก่อนใช่ไหมครับ" เสียงนี้ดังแว่วเข้ามาเมื่อมโนราห์ลงมาถึงข้างล่าง
"อยู่แต่บ้านก็เลยอยากพาแกออกมาเปิดหูเปิดตาค่ะ"
"แล้วนี่ใครพามาล่ะ"
"คนขับรถที่บ้านค่ะ"
"แม่ไม่อยากให้นั่งรถบ่อยๆ ท้องเราก็ยิ่งโตมากแล้ว"
"คุณรามก็พูดแบบนี้แหละคะ แต่ถ้าคลอดแล้วกลัวไม่ได้ออกจากบ้าน" พอพูดจบสโรชาก็มองไปดูคนที่เพิ่งเดินออกมา
"สวัสดีค่ะ" มโนราห์ไหว้ทันทีที่เห็นว่าอีกฝ่ายมองมา
"สวัสดีจ้า" สโรชาเป็นอีกคนที่คิดว่ามโนราห์จะเหมือนแม่ไหม เพราะแค่มองตากันก็ไม่รู้นิสัยอยู่แล้ว
"ลงมาก็ดีแล้ว มาดูหลานชายเราสิ"
"หลานชายหรือคะ" มโนราห์มองดูหน้าเด็กแค่แว๊บหนึ่ง ก่อนที่จะปลายตามองไปที่แม่ของเด็ก
"หลานเราชื่อรามิล สวัสดีคุณอาสิครับ" สโรชาแนะนำให้มโนราห์รู้จักก่อนที่จะพูดกับลูกชาย ที่จริงแกยังสวัสดีไม่เป็นหรอก
มโนราห์ได้แต่ส่งยิ้มให้เด็กชายตัวน้อยๆ ที่กำลังยื่นมือมา ที่มโนราห์ไม่กล้ายื่นมือไปรับ เพราะกลัวพวกท่านจะไม่ชอบใจ
"สงสัยหลานอยากไปหาคุณอาแน่เลย" พุดตาลพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม เอ็นดูหลานชาย คิดว่าคงสัมผัสได้ด้วยตัวเองว่ามโนราห์ก็คือน้องสาวของพ่อ
แต่ถึงอย่างไรมโนราห์ก็ไม่กล้าอุ้ม เพราะกลัวพวกท่านรังเกียจ และไม่กล้าเข้าหน้าทุกคนด้วย เธอก็เลยขอตัวเข้าไปในครัว
จนถึงช่วงเย็นของวันเดียวกัน มโนราห์ขลุกอยู่แต่บนห้อง ไม่กล้าลงไปสู้หน้าใครสักคน ถึงเวลาจัดเตรียมอาหารเย็นถึงได้ลงมาช่วย
ดึกๆ คืนเดียวกัน..
หญิงสาวรออยู่จนดึกคนเป็นสามีก็ไม่กลับมา คงเพราะรู้ว่าเธออยู่ที่นี่มั้ง ถ้าเธอไม่อยู่ป่านนี้คงกลับบ้านแล้ว
เช้าวันต่อมา..
"ตากองทัพงานยุ่งเหรอคะ" พุดตาลเห็นว่าลูกชายของสามีไม่กลับบ้าน นางก็เลยถามสามีเพราะยังไงพ่อกับลูกก็ทำงานอยู่ที่เดียวกัน
"มันก็เป็นแบบนี้ประจำอยู่แล้ว" เกษมราษฎร์ตอบแบบไม่จริงจังนัก เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าทำไม ถ้าผู้หญิงที่แต่งงานด้วยคือคนที่ลูกชายชอบ มีใครบ้างจะไม่อยากกลับบ้าน
จนถึงช่วงเย็น..
มโนราห์ช่วยจัดเตรียมอาหารเย็น แต่หญิงสาวไม่ขอทานด้วย เธอให้เหตุผลว่าตอนกลางวันทานไปเยอะยังอิ่มอยู่เลย
เพราะเราใช่ไหม เขาถึงไม่กลับบ้านตัวเอง เรานี่เป็นตัวปัญหาได้ทุกที่ อยู่ที่ไหนก็สร้างแต่ปัญหาให้คนอื่น ..หญิงสาวยืนมองตัวเองในกระจก แล้วถามตัวเองว่าตั้งแต่เกิดมามีใครต้องการเธอหรือยัง คำตอบที่ได้คือไม่มีเลย ไม่มีเลยจริงๆ
เช้าวันต่อมา..
จะกลับบ้านก็ไม่ได้ กลับต่างประเทศช่วงนี้ก็ยังไม่ได้เพราะเอกสารอยู่ในกระเป๋าใบที่เขาทิ้งไปทั้งหมด "พ่อ" ถึงแม้พ่อจะเป็นคนไม่ดีในสายตาของหลายๆ คน แต่พอเธอได้อยู่กับพ่อได้คุยกับพ่อ มันทำให้มโนราห์รู้สึกว่ายังมีคนที่มองเห็นเธอมีตัวตนอยู่บ้าง
"หนูจะไปไหนเหรอ" พุดตาลเห็นมโนราห์หิ้วกระเป๋าลงมา จะไม่ให้ถามก็คงไม่ได้
"โมนา..จะกลับบ้านค่ะ" จะบอกท่านได้ยังไงว่าจะไปหาพ่อ เพราะพ่อของเธอทำไว้กับท่านเยอะ
"ตากองทัพคงติดราชการก็เลยไม่ได้กลับบ้าน หนูอย่าคิดมากนะ" ถ้าจะรั้งตัวไว้ก่อนก็กลัวว่าคืนนี้กองทัพจะไม่กลับมาอีก
"คงเป็นแบบนั้นแหละค่ะ หน้าที่การงานของเขาก็สำคัญเหมือนกัน" นี่หรือคือการปั้นหน้า ทั้งๆ ที่รู้กันอยู่ว่าทำไมเขาถึงไม่กลับมา เพราะมีเธออยู่บ้านหลังนี้ไงเขาถึงไม่กลับ ฉะนั้นเธอควรไปสะ
"เดี๋ยวแม่ให้รถไปส่ง"
"ไม่ต้องหรอกค่ะ โมนาไปก่อนนะคะ" หญิงสาวหิ้วกระเป๋าเดินออกมา ที่เธอไม่ให้รถไปส่งเพราะจะไม่กลับบ้าน ถ้ากลับไปคงถูกแม่เล่นงานหนักยิ่งกว่าเดิมแน่
พุดตาลได้แต่มองตามหลังเด็กที่หิ้วกระเป๋าเดินออกไป คิดถึงตัวเองตอนที่เฝ้ารอสามีอยู่ที่บ้าน รอแล้วรอเล่า จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็น 10 ปี นางไม่อยากให้ใครมาพบเจอชะตากรรมแบบนี้เลย แต่จะยื่นมือเข้าไปมากกว่านี้ก็ไม่ได้ เพราะรู้กันอยู่ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกสาวของใคร ถ้าทำอะไรไปดีไม่ดีอาจจะถูกถอนหงอกก็ได้
มโนราห์ได้ยินพ่อบอกว่า ย้ายไปอยู่จังหวัดหนึ่งของทางภาคเหนือ เธอก็เลยนั่งรถประจำทาง เสี่ยงไปดูเอาว่าจะไปถูกไหม คิดว่าไปถึงที่นั่นค่อยถามคนแถวนั้นว่าค่ายทหารอยู่ที่ไหน
บ้านเมืองที่นี่แตกต่างจากที่ที่เธอจากมา การขึ้นรถประจำทางไม่ได้สวยหรูแบบที่คิดไว้ แต่เธอก็ต้องปรับตัว แม้แต่ตอนขึ้นนั่งรถแล้ว คนที่นั่งข้างๆ ก็ยังมองเธอเหมือนผู้หญิงอย่างว่า
หญิงสาวทำได้แค่นั่งกอดกระเป๋าตัวเอง พยายามมองเฉพาะหน้าต่างของรถประจำทาง
"ใกล้ถึงหรือยังคะพี่"
"น้องไม่เคยมาหรือไงทำไมถามบ่อยจัง.. ถ้าถึงจะบอกเองหรอกน่า" พนักงานประจำรถนั้นเวลาเดินผ่านทีไรมโนราห์ก็ถาม เพราะเธอกลัวว่ารถจะพาขับเลยไป
จนรถประจำทางวิ่งมาจอดที่บขส.
"อ้าวแล้วนี่ไม่ลงหรือไง พอถึงที่ก็ไม่ลง"
"ถึงแล้วเหรอคะ" หญิงสาวนั่งมองหน้าพนักงานบนรถนั้น ไม่กล้าถามและก็ไม่กล้าลงกลัวว่ายังไม่ถึงจุดหมาย
คนตัวเล็กหิ้วกระเป๋าลงจากรถทัวร์ พอลงมาก็เจอกับกองทัพรถเล็กที่รอรับส่งผู้โดยสาร
"อุ๊ย เอากระเป๋าฉันคืนมานะ" หญิงสาวรีบแย่งกระเป๋าคืนเมื่อถูกคนที่มาถามว่าจะไปไหนแย่งไปถือให้
"เดี๋ยวไปส่งครับ ขึ้นรถคันนี้เลย"
"ไม่ไป" แล้วเธอจะกล้าขึ้นด้วยได้ยังไง แค่นี้ยังไม่มีมารยาทแล้ว
มโนราห์หอบกระเป๋าเดินออกมาให้ห่างจากกลุ่มรถพวกนั้นหน่อย
"แล้วเราจะไปหาพ่อยังไงเนี่ย" ตอนนี้ก็มืดมากแล้ว คงต้องหาที่พักแถวนี้ก่อน เพราะถ้าไปค่ายทหารไม่รู้ว่าพ่อจะพักอยู่ที่นั่นไหม ทำไมถึงจำเบอร์โทรพ่อไม่ได้ เธอตำหนิตัวเองตลอดระยะทางที่นั่งรถมา ถ้ามีโทรศัพท์ก็คงจะดี เพราะเบอร์โทรพ่ออยู่ในนั้น
🖊ชะนีติดมันส์ @มัดหมี่
