บทที่ 9 Chapter 9

เมียสวมรอย บทที่ 9

"แกหายไปไหนมา ทำตัวเหลวไหลแบบนี้ผู้ชายที่ไหนเขาจะชอบ"

"โอ๊ย โมนาเจ็บนะแม่"

"แล้วนี่ไปเอาชุดใครมาใส่" แค่มองก็รู้แล้วว่ามันเป็นชุดผู้ชาย

"ชุดของ..เออ" เธอหยิบชุดในตู้เสื้อผ้าห้องนั้นออกมาเปลี่ยน เพราะถ้าใส่เกาะอกเดินทางคงไม่ปลอดภัยแน่

"ใครเขารู้คงว่าแม่ไม่สั่งสอน! อย่าให้เห็นว่าทำตัวเหลวแบบนี้อีก" ถ้าเป็นแต่ก่อนแพรวพราวไม่สนใจหรอกว่าลูกจะกลับบ้านหรือไม่กลับ แต่ตอนนี้กำลังจับใส่ตะกร้าล้างน้ำ เพื่อประเคนให้กับผู้พันกองทัพ

แพรวพราวเป็นอีกคนที่ไม่คิดว่าลูกจะยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะคิดว่าทุกคนคงไม่แตกต่างจากตัวเอง ยิ่งวันนี้เห็นลูกสาวใส่ชุดผู้ชายมาแล้วด้วย คงไปมั่วสุมกับใครมา แต่เรื่องนั้นแพรวพราวไม่สนใจอยู่แล้ว สนใจแต่สิ่งที่ตัวเองต้องการ

มโนราห์แอบน้อยใจ ไม่มีแม้คำถามที่ดูจะเป็นห่วงเป็นใยออกจากปากคนเป็นแม่เลย มีแต่คำที่ดูถูก 

"ไปเข้าคอร์สเจ้าสาว รู้ไหมว่าคืนพรุ่งนี้ก็เป็นงานแต่งเราแล้ว"

"คืนพรุ่งนี้หรือคะ?"

"ใช่..ตอนนี้ทางฝั่งนั้นเริ่มจัดห้องกินเลี้ยงแล้ว"

"จริงเหรอคะ"

"แกจะสงสัยอะไรนักหนา ไปทำตัวให้สวยเข้าไว้ ถ้าแกจับผัวไม่อยู่อย่ามาเรียกฉันว่าแม่!"

"แม่ก็เป็นซะแบบนี้"

"อย่ามาดราม่าใส่ฉัน ให้ทำอะไรก็รีบไปทำ"

กลับมาถึงบ้านเหนื่อยๆ ว่าจะนอนพักแต่ต้องได้พาร่างกายอันเหนื่อยล้าออกจากบ้านมาอีก

ตายแล้วลืมถามเอาเงินจากแม่เลย ..ถ้ากลับเข้าไปต้องถูกแม่ด่าอีกแน่ แบบนี้แหละกว่าที่มโนราห์จะกลับมาถึงบ้านได้ เพราะต้องขออาศัยรถคนอื่นมาตลอดทาง ไม่ใช่ว่าเธอไม่มีเงินหรอก ตอนลงจากรถของเขามโนราห์ไม่ได้หยิบกระเป๋าลงมาด้วย และตอนนี้มันก็คงจะยังอยู่บนรถคันนั้น

เดินออกมาถึงหน้าปากซอย ก็เห็นป้ายรถเมล์ที่มีม้านั่ง ..อยู่ที่นี่จนค่ำแล้วกันค่อยเข้าบ้านดีกว่า โชคดีที่รถเมล์ป้ายนี้ไม่ค่อยมีคน มโนราห์ก็เลยของีบเอาแรงหน่อย ที่สาธารณะแบบนี้คงไม่มีใครทำอันตรายเธอหรอกมั้ง

ใครสัญจรผ่านไปมาต่างก็มองดูผู้หญิงหน้าตาดี นอนหลับอยู่ม้าที่ใช้สำหรับนั่งรอรถประจำทาง

อากาศประเทศไทยใครก็รู้ว่ามันร้อนแค่ไหน ถ้าไม่เหนื่อยจริงคงหลับไม่ได้แน่ หญิงสาวตื่นขึ้นมาอีกทีเพราะความหิว ไม่ได้กินข้าวมาก็หลายชั่วโมงแล้ว โชคดีตอนเดินทางมีคนใจดีให้กินด้วย

มโนราห์เห็นว่าตะวันคล้อยลงมากแล้ว กลับเข้าไปตอนนี้แม่คงไม่สังเกตเห็นเธอนะ หญิงสาวก็เลยเดินกลับมาที่บ้าน

โชคดีที่เข้ามาแล้วทางสะดวก มโนราห์รีบขึ้นไปบนห้องนอน

เช้าวันต่อมา..

"ทำไมปวดหัวจัง" หญิงสาวค่อยๆ ดันกายลุกขึ้น สงสัยไม่สบายแน่เลยเรา ..ถ้าสบายน่ะสิแปลก เจออากาศร้อนขนาดนั้น

คิดว่าอีกสักพักแม่คงให้คนมาตาม แต่จะลุกไปอาบน้ำก็ไม่ไหว มโนราห์ก็เลยทิ้งตัวลงนอนที่เดิม ถ้าแม่เห็นว่าไม่สบายคงไม่กวนมั้ง

ก๊อกๆ "แกรู้ไหมว่าตอนนี้กี่โมงกี่ยามแล้ว เปิดประตู" ทีแรกคิดว่าแม่จะให้คนขึ้นมาตามแต่ที่ไหนได้ขึ้นมาด้วยตัวเอง

"แม่คะโมนาขอนอนอีกสักพัก"

"บอกให้เปิดประตูไง"

ถ้าเธอไม่เปิด แม่ก็เปิดเข้ามาได้อยู่ดี แต่ถ้าแม่เป็นคนเปิด เธอก็เจ็บตัว มโนราห์จึงได้พาร่างกายที่เหนื่อยล้ามาเปิดประตูให้

"ทำไมหน้าแกโทรมแบบนี้ รู้ไหมว่าวันนี้เป็นวันแต่งงาน"

"รู้ค่ะ แต่เหมือนโมนาไม่สบาย"

"แกจะไม่สบายวันไหนก็ได้ แต่ไม่ใช่วันนี้ ไปอาบน้ำเตรียมตัวแต่งหน้า"

"ยังเหลือเวลาอีกเยอะขอโมนานอนหน่อยนะคะแม่"

"นี่แก!"

"โอ๊ย ก็ได้ค่ะ" อารมณ์ของแม่ช่วงนี้หนักกว่าตอนที่อยู่ต่างประเทศเยอะ แต่มโนราห์ก็ไม่ได้ถือสา เพราะคิดว่าแม่คงเสียใจเรื่องที่หย่ากับพ่อ

กึก! ของในมือผู้กองฉลามหล่นลงพื้น เมื่อได้ยินคำสั่งจากเจ้านาย

"เมื่อสักครู่ท่านผู้พันพูดว่าอะไรนะครับ"

"คืนนี้ไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้หน่อย"

"เพื่อนเจ้าบ่าวของใครครับ"

"ของกู"

"ท่านผู้พันจะแต่งงานหรือครับ"

"ไม่ต้องรู้หรอกน่า" หึ..บางทีมันอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่บุตรสาวของท่านพลเอกเรวทัต งานนี้คงไม่ถูกจัดขึ้นแน่ แต่เขามั่นใจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่างานนี้คงไม่มีเจ้าสาว ผู้หญิงที่ไหนถูกทำขนาดนั้นแล้วยังจะยอมแต่งงานกับผู้ชายคนนั้นอีก

จนถึงช่วงบ่ายของวันเดียวกัน..ที่กรม

"แกยังไม่กลับไปแต่งตัวอีกเหรอ"

"ทำไมต้องรีบด้วย"

"นี่แกเป็นเจ้าบ่าวนะ"

"พ่อไม่ต้องย้ำหรอกน่ารู้แล้ว"

"แกรู้ไหมว่าตอนนี้ท่านเรวทัตเดินทางมาแล้ว"

"ท่านมาด้วยเหรอ?"

"จะไม่มาได้ยังไงก็ลูกสาวแต่งงานทั้งคน"

"จริงด้วย" เจ้าบ่าวทุกคนอาจจะกลัวว่างานแต่งจะล่มถ้าไม่มีเจ้าสาว แต่กับกองทัพแล้ว ถ้ามีเจ้าสาวเขาอาจจะกลัวก็ได้

แอะ เสียงนี้ดังขึ้นขนาดที่ช่างกำลังแต่งหน้าเจ้าสาว

"คุณจะไหวไหมคะเนี่ย"

"ไม่ไหวก็ต้องไหวแหละค่ะ" นี่ขนาดช่าง ยังถามแบบเป็นห่วงเลย แต่กับแม่ของตัวเองแท้ๆ หญิงสาวมองไปดูแม่ที่กำลังแต่งสวยเหมือนกัน เพราะแพรวพราวรู้ว่าสามีมางานนี้ด้วย ก็เลยอยากจะแต่งตัวสวยให้สามีรู้สึกเสียดายตัวเอง

จนถึงเวลาที่แขกทยอยกันเข้ามาในงาน..

"เชิญด้านในได้เลยค่ะ" พุดตาลยืนรับแขกอยู่ด้านหน้ากับสามี ส่วนลูกๆ กำลังช่วยกันอยู่ในงาน

"ยินดีด้วยนะครับท่าน"

"ขอบคุณมากครับ เชิญเข้าไปข้างในกันก่อนเลยครับ"

"ใกล้จะได้ฤกษ์แล้ว ทำไมผู้พันยังไม่มาอีกล่ะคะ"

"เดี๋ยวผมโทรตามดีกว่า"

"ไม่ต้องโทรแล้วค่ะมาโน้นแล้ว" พุดตาลมองไปด้านนอกเห็นว่ากองทัพกำลังเดินมากับลูกน้องคนสนิท

จากใบหน้าที่ยิ้มอยู่ก็หุบลงเมื่อมองไปด้านหลังกองทัพเห็นว่าใครที่เดินมา

"มาสักทีนะ พ่อกลัวว่าจะมาไม่ทันฤกษ์"

"พูดเหมือนว่าเจ้าสาวมาแล้วอย่างนั้นแหละครับ"

"ตอนนี้มาแล้ว รอเจ้าบ่าวไปรับอยู่ห้องข้างๆ"

"อะไรนะครับ?!" ขณะที่กองทัพกำลังจะพูดอะไรอีก ต้องได้หยุดลงเมื่อเห็นว่าพ่อของฝ่ายหญิงเดินมาหยุดด้านหลังตัวเอง

"ฉันดีใจที่นายมา" คนที่เอ่ยพูดก่อนก็คือเกษมราษฎร์

"อืม" เรวทัตตอบรับแค่เปล่งเสียงออกมาจากลำคอเล็กน้อย "แล้วนี้เจ้าสาวเราล่ะ" แล้วเรวทัตก็หันมาพูดกับว่าที่ลูกเขย

"อยู่ห้องใกล้ๆ นี่แหละครับ ได้ยินว่าใกล้ได้ฤกษ์แล้ว ผมขอตัวไปรับเธอก่อนนะครับ"

แต่กองทัพยังไม่ได้ไปจากตรงนั้นเลยด้วยซ้ำ ก็เห็นเจ้าสาวเดินออกมาพร้อมกับแม่ของเธอ

"??" คนที่แปลกใจ จะเรียกว่าแปลกใจก็คงไม่ใช่แล้ว ต้องเรียกว่าตกใจก็คือผู้กองฉลาม เพราะคนที่เป็นเจ้าสาว ก็คือผู้หญิงคนที่ไปเที่ยวกับเขาในคืนนั้น

"พ่อคะ" มโนราห์มีรอยยิ้มขึ้นมาเมื่อเห็นว่าพ่อมาร่วมงานแต่งของเธอด้วย

"พ่อ?!!" จากที่ฉลามแปลกใจตกใจ ตอนนี้แทบจะเรียกว่าช็อก เพราะคนที่เจ้าสาวเรียกว่าพ่อก็คือท่านพลเอก

เรวทัตเอื้อมมือไปจับมือเจ้าสาวเพื่อที่จะส่งให้กับเจ้าบ่าว และกองทัพก็ต้องได้ยื่นมือไปรับเจ้าสาวต่อจากพ่อของเธอ

"ฝากเราด้วยนะ"

"ครับ" จะไม่ตอบรับก็ไม่ได้

"พ่อจะไปไหนคะ"

"พ่อส่งเราได้แค่นี้ ขอให้เรามีความสุขนะ" จากที่กำลังจะเดินไปเรวทัตหันกลับมาลูบผมลูกสาวเบาๆ

"คุณพ่อไม่อยู่ร่วมงานก่อนหรือคะ"

"อย่าให้พ่ออยู่เลย"

"พ่อคะ พ่อ.." จะร้องไห้ออกมาก็ไม่ได้ เพราะถ้าร้องไห้แม่ต้องไม่ชอบใจมากแน่

🖋ชะนีติดมันส์ @มัดหมี่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป