บทที่ 13 หนี้ที่ไม่ได้ก่อ(1)
“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณน้อง พี่เห็นนั่งเขี่ยข้าวตั้งแต่เขาเอามาเสิร์ฟแล้ว หรือว่าอกหักรักคุด”
สุริยาเอ่ยแซวกลั้วหัวเราะ ทว่าคนถูกพูดถึงกลับไม่มีท่าทีขำขันตามเหมือนทุกครั้ง ใบหน้ากลมนั้นหม่นหมองจนเขาต้องชะงัก และหุบยิ้มทันทีก่อนจะขยับนั่งตัวตรง
“สรุปหล่อนเป็นอะไร มีอะไรจะเล่าให้ฟังไหม”
คราวนี้ฟาริศายอมเงยหน้าขึ้นมองหัวหน้าแผนกตัวเอง ก่อนวางช้อนในมือลงบนจานแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง
“เมื่อวาน ... น้องสาวฟาไปมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นมา จนต้องไปโรงพักน่ะค่ะ ดีที่เขาไม่เอาเรื่องต่างฝ่ายต่างขอโทษกันเรื่องก็เลยจบง่ายๆ”
“ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วจะมานั่งเครียดทำไม...”
สุริยาว่าอย่างงง ๆ ก่อนจะชะงักไปเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
“แต่เดี๋ยวนะพี่จำได้ว่าฟามีน้องสาวนี่นา...”
“ใช่ค่ะ แล้วคู่กรณีก็เป็นผู้ชายด้วย”
เขาถึงกับย่นคิ้ว สีหน้าเหมือนกำลังประมวลผล ก่อนมุมปากจะฉีกยิ้มออกมาพร้อมเอ่ยเสียงดัง
“เลิศ! น้องสาวเธอก็เปรี้ยวใช่เล่น”
“มันไม่น่าภูมิใจตรงไหนเลยนะคะ!” ฟาริศาทำหน้าเหนื่อยใจ “ส่งให้ไปเรียนมวยไทยเอาไว้ป้องกันตัว กลายเป็นเอาไปซัดหน้าคนอื่นจนได้ขึ้นโรงพัก...”
“แต่ยังดีนะที่อีกฝ่ายไม่เอาเรื่อง” สุริยายังพยายามปลอบใจ
“ก็ใช่ค่ะ ... แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า...” เธอพูดเสียงเบาลงแล้วโน้มตัวฟุบหน้าลงกับโต๊ะอาหาร
“ผู้ชายคนนั้นน่ะ ... ดันเป็นน้องชายท่านประธานเนี่ยนะสิ”
“ฮะ!!” สุริยาอุทานลั่นจนข้าวที่เคี้ยวอยู่แทบพุ่งออกจากปาก
“น้องต่างแม่คุณธีรณัฐนะเหรอ”
“ค่ะ...”
“โอ๊ย ตายแล้ว! ... แล้วเขาพูดอะไรกับเธอไหม”
“เขาไม่ได้ว่าอะไรเลยค่ะ นิ่งมากจนน่ากลัวเลยละ”
ฟาริศาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ส่วนสุริยาเอามือทาบอกอย่างคนอินจัดกับเรื่องเล่าที่ได้ยิน
“โอ้แม่เจ้า! แล้วแบบนี้จะมองหน้าท่านยังไงล่ะเนี่ย”
“นั่นสิคะ เมื่อเช้าตอนเดินผ่านเขายังไม่มองหน้าฟาเลย”
“อย่าเพิ่งคิดมาก ถ้าเขาไม่ได้พูดอะไรแสดงว่าเขาคงจบเรื่องนี้ไปแล้วแหละ เราก็แค่ทำงานของเราไป แต่ตอนนี้กินข้าวก่อน จะหมดเวลาพักเที่ยงแล้ว”
ว่าจบก็ต่างลงมือกินข้าว แล้วเตรียมตัวทำงานช่วงบ่าย
ฟาริศานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แว่นตากรองแสงกรอบบางวางอยู่บนสันจมูก ริมฝีปากเม้มแน่นเข้าหากันขณะที่เธอกำลังพิมพ์แก้แผนการสื่อสารการตลาดสินค้าตัวเดิมสำหรับไตรมาสหน้า
หน้าจอคอมพิวเตอร์แสดงหน้าพาวเวอร์พอยต์ที่เธอใส่กราฟแห่ง วิเคราะห์ยอดขายย้อนหลัง พร้อมแนวทางการปรับแผนโปรโมตสินค้าตัวเก่าที่ยอดขายเริ่มลดลง
เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ขณะเลื่อนดูตารางงบประมาณที่เธอแบ่งสัดส่วนสำหรับโฆษณาออนไลน์
“ตรงนี้มันเกินงบมา8%นี่...” เธอบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมาคำนวณซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
ขณะนั่งตรวจงานอยู่นั้น การแจ้งเตือนจากแอปไลน์ดังขึ้น แต่ฟาริศาไม่ได้หันไปสนใจ เธอเลือกจดจ่ออยู่กับตัวเลขตรงหน้า เพราะรู้ดีว่าแผนงานทุกอย่างจะต้องส่งให้พี่สุริยาภายในเย็นนี้ และที่สำคัญต้องผ่านตาของคุณธีรณัฐ ก่อนนำเสนอบอร์ดบริหารอีกชั้นหนึ่ง
แค่คิดว่าพรุ่งนี้ต้องเผชิญหน้ากับเขา ท้องไส้ก็รู้สึกปั่นป่วนขึ้นมา วันนี้แค่โชคดีที่ไม่ต้องเจอกัน แต่โพรเจ็กต์ที่เธอรับผิดชอบอยู่ก็ยังต้องเจอหน้ากันอยู่ดี
ถ้าเจอหน้ากันจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย ตอนกลางวันกับตอนเย็นยังพูดคุยเรื่องงานอยู่เลย ตกกลางคืนทั้งเธอแล้วก็เขากลายเป็นผู้ปกครองของเรื่องทะเลาะวิวาทที่น้องพวกเขาก่อขึ้นมา
ฟาริศาสะบัดความคิดนั้นออกจากหัว สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหันกลับไปจ้องหน้าจออีกครั้ง มือเรียวกดบันทึกไฟล์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะพิมพ์อีเมลแนบไฟล์
From : farisa.ntr@gmail.com
TO : Teeranat.mtk@gmail.com
เรียนคุณธีรณัฐ
ดิฉันแนบแผนการตลาดสินค้าตัวเดิมไตรมาสหน้า พร้อมปรับงบประมาณตามข้อเสนอเบื้องต้น หากมีจุดไหนต้องการให้ปรับเพิ่มเติม แจ้งได้นะคะ
ขอบคุณค่ะ
ฟาริศา
หลังจากตรวจทานทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอกดส่ง แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า พอเหลือบมองนาฬิกาจึงเห็นว่าอีกแค่ห้านาทีก็จะเลิกงานแล้ว
ข้าวของบนโต๊ะถูกจัดเข้าที่เรียบร้อย ก่อนจะหยิบกระเป๋าสะพายใบเดิมใบเดียวขึ้นคล้องแขน
“จะกลับแล้วเหรอน้องฟา” แพรพายเงยหน้าจากงาน แล้วเอ่ยทัก
“ค่ะ พอดีงานทั้งหมดฟาเคลียร์เรียบร้อยแล้ว”
เธอส่งยิ้มให้ ก่อนจะก้าวออกจากห้องไปเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้รบกวนเพื่อนร่วมงานที่ยังทำงานไม่เสร็จเรียบร้อยดี
ไม่รู้ว่าการเลิกงานตรงเวลามันกลายเป็นเรื่องผิดแปลกไปตั้งแต่เมื่อไร แต่ทุกครั้งที่มีคนทำงานเสร็จเร็วแล้วกลับบ้านตรงเวลา มักจะตกเป็นเป้าสายตาของเพื่อนร่วมงานบางคนทุกครั้ง
แต่สายตาพวกนั้นไม่เคยมีผลกับฟาริศาเลยแม้แต่น้อย เธอทำงานเสร็จก่อนเวลาเลิกงานทุกวัน และกลับบ้านตรงเวลาตลอด เพราะบางวันเธอก็ต้องไปทำหน้าที่ลูก ช่วยแม่ขายของที่ตลาดกลางคืนเหมือนกัน
รถเมล์สายประจำแล่นช้า ๆ ไปตามเส้นทางคุ้นเคย ฟาริศานั่งพิงหน้าต่าง มือยังจับสายกระเป๋าสะพายแน่นอย่างคนกำลังคิดอะไรในใจ สายตาเหม่อลอยผ่านกระจก มองถนนที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากตึกสูงเป็นบ้านเรือนสลับกันไป
เมื่อรถจดหน้าปากซอย เธอลงแล้วเดินเท้าเข้าบ้านอย่างเคยชิน แต่ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป เสียงสะอื้นดังมาจากอีกฝั่งของตัวบ้าน เธอชะงักแล้วหันไปต้นทางเสียง
“แม่...”
ฟาริศาเอยเรียกก่อนจะรีบเดินเข้าไปในบ้าน แล้วต้องชะงักเมื่อเห็นมารดานั่งอยู่กับพื้นห้องนั่งเล่น ท่ามกลางเอกสารหลายแผ่นที่กระจายอยู่เต็มพื้น เธอเหลือบมองแล้วเห็นว่าบางแผ่นมีตราธนาคารเด่นหรา และบางแผ่นคือจดหมายทวงหนี้
“แม่เป็นอะไรคะ ทำไมถึงร้องไห้”
เธอรีบทรุดตัวลงนั่งข้างแม่ด้วยความตกใจ มือบางหยิบเอกสารขึ้นมาอ่าน ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างขึ้น หัวใจหล่นวูบลงทันที
“หนังสือแจ้งเตือนการผิดนัดชำระหนี้ และคำเตือนขั้นสุดท้ายก่อนดำเนินการฟ้องร้องทางกฎหมาย...”
