บทที่ 15 หนี้ที่ไม่ได้ก่อ(3)
ที่พึ่งสุดท้ายที่เธอนึกถึงคงหนีไม่พ้น ‘ใบหม่อน’ เพื่อนสนิทคนสุดท้าย และคิดว่าน่าจะพอมีให้เธอยืมมากที่สุด เพราะเธอเป็นเจ้าของผับชื่อดังย่านใจกลางเมือง
“ซาวันนี้อยู่ช่วยแม่ขายของไปก่อนนะ พี่มีนัดกับคุยธุระกับเพื่อนน่าจะกลับดึก ฝากบอกแม่ด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง”
ฟาริศายกข้อมือดูนาฬิกาบนข้อมือเห็นว่าจะห้าทุ่มแล้ว ใบหม่อนน่าจะเข้าไปดูงานที่ผับ เธอคว้ากระเป๋าสะพายออกไปเลย โดยลืมไปว่าตัวเองแต่งตัวไม่เรียบร้อยเท่าไร
ซาริตามองตามหลังพี่สาว ยังไม่ทันจะอ้าปากขานรับร่างอ้วนนั้นก็เดินหายไปกับฝูงคนที่มาเดินเลือกซื้อของกินในตลาดนัดกลางคืนแล้ว
เธอไม่มีเวลามากพอที่จะคิดสงสัย หันกลับไปคุยกับลูกค้าต่อ แล้วรับหมึกเสียบไม้ที่พวกเขาเลือกส่งไปให้แม่ย่างทางด้านหลัง
หลายวันมานี้ฟาริศารู้ว่าแม่เพิ่มปริมาณสินค้ามากขึ้น เพื่อที่จะได้เพิ่มรายได้ในการขาย ทั้งเธอและแม่ต่างช่วยกันหาเงินคนละทาง สิ่งไหนประหยัดได้หรือว่าไม่จำเป็นก็จะตัดทิ้งออกไปเลย
เรื่องภาระหนี้สินของที่บ้าน ไม่มีใครบอกซาริตาสักคนเพราะเห็นว่าช่วงนี้กำลังสอบ และใกล้ขึ้นเรียนชั้นปีที่สี่แล้ว จึงไม่อยากให้มานั่งเครียดเรื่องนี้
วินาทีที่คนเจ้าเนื้อก้าวเข้ามาในสถานที่อโคจร ที่เต็มไปด้วยทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติ เธอตกเป็นเป้าสายตาคนเหล่านั้นทันที
ดวงตาแต่ละคู่ที่มองมาไม่ได้ตกตะลึงในความสวย เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นที่เดินเข้ามา แต่มันกลับเป็นสายตาเหยียด ๆ บางคนหันไปกระซิบกระซาบกันพลางปรายตามองมาทางเธอ ราวกับว่ารูปร่างเธอไม่สมควรปรากฏในพื้นที่แห่งนี้
“คุณฟาริศาหรือเปล่าคะ คุณใบหม่อนให้ไปหาที่ห้องทำงานค่ะ”
“ออค่ะ ขอบคุณนะคะ”
ฟาริศาตอบรับ แล้วมองตามมือที่ผายไปยังด้านในสุดของร้าน เธอสูดลมหายใจเข้าจนสุดปอด แล้วเดินผ่านสายตาคนพวกนั้นไปแบบไม่สนใจ
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าชุดที่สวมไม่ได้อวดส่วนเว้า ส่วนโค้งเฉกเช่นผู้หญิงคนอื่น ไม่ได้สวยแบบพิมพ์นิยมของผู้ชายในประเทศนี้ แต่เธอก็สวยในแบบของเธอไม่ต้องทำตัวให้ดูดีในสายตาใคร
“ยัยฟา ทางนี้”
เสียงของใบหม่อนร้องเรียกจากมุมหนึ่งของสุดทางเดิน พร้อมกับโบกมือหย็อย ๆ ส่งมาให้ ฟาริศารีบสาวเท้าเข้าไปหา
“ลมอะไรหอบให้ผู้หญิงติดบ้านอย่างแก มาหาฉันถึงที่นี่” ใบหม่อนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มดีใจ หลังจากไม่ได้เจอกันมาพักใหญ่ มีแค่ติดต่อพูดคุยกันทางไลน์เท่านั้น
“ลมหนี้สินยังไงล่ะ”
เธอตอบเสียงเรียบ ก่อนจะเหลือบมองไปทางอื่น ความอายที่ต้องบากหน้ามายืมเงิน ทำให้เธอไม่กล้าสบตาเพื่อนโดยตรง
“ลมหนี้สิน? หมายความว่ายังไง เกิดอะไรขึ้นกับแก” เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อน ดวงตาคู่สวยเลิกขึ้น แสดงออกความสงสัยในคำพูดของเพื่อนเมื่อครู่
ฟาริศาเม้มริมฝีปากแน่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เล่าเรื่องราวทั้งหมด ให้ฟัง น้ำเสียงที่เล่ากดต่ำเหมือนคนไร้ทางออก
“...เราไปธนาคารมาหลายที่แล้ว แต่ก็กู้ไม่ผ่าน เพราะไม่มีหลักทรัพย์อะไรไปค้ำประกัน ลองยืมเพื่อนคนอื่นแล้วแต่ก็โดนปฏิเสธหมด”
เธอหัวเราะแห้ง ๆ ปนประชด แล้วหยุดพ่นลมหายใจก่อนพูดต่อ
“ที่เรามาหาหม่อน ก็เพราะว่า ...”
“จะมายืมเงิน”
ฟาริศาพูดยังไม่ทันจบ ใบหม่อนก็เอ่ยขัดขึ้นมาก่อน แล้วก็นิ่งไปเพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหลังเคาน์เตอร์ ดึงลิ้นชักตู้แล้วหยิบซองสีครีมใบหนึ่งออกมา
“ช่วงนี้ร้านฉันรายได้ก็ไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะเศรษฐกิจถอยหลัง แต่ฉันก็พอมีสำรองอยู่บ้าง”
ใบหม่อนยื่นซองใบนั้นมาให้
“ในนี้มีอยู่สองแสน ... เราช่วยได้เท่านี้จริง ๆ “
ฟาริศานิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาร้อนผ่าวจนต้องกะพริบถี่ ๆ เพื่อกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหล มืออวบเอื้อมไปรับซองนั้นมา แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ได้เท่านี้ เราก็รู้สึกโชคดีมากแล้วหม่อน ขอบใจมากจริง ๆ นะ ที่ไม่เคยทิ้งเรา แม้ตอนที่ลำบาก”
ใบหม่อนเห็นเพื่อนร้องไห้แล้วก็รู้สึกสาร เธอเอื้อมมือไปลูบไหล่เพื่อปลอบโยน ฟาริศาไม่ใช่คนที่จะผิดคำพูด และไม่เคยพึ่งพาเพื่อนคนไหนเลยตั้งแต่รู้จักกันมา แต่ครั้งนี้มันเป็นปัญหาที่เจ้าตัวไม่ได้ก่อ แล้วยังต้องมารับผิดชอบอีกด้วย
“ไม่เป็นไรเลยเว้ย ... แกจำได้ไหมตอนที่ฉันเพิ่งเปิดผับแล้วเจอปัญหาเรื่องเงินหมุนเวียน พนักงานลาออกรายวัน ลูกค้าก็ยังไม่มี ก็เป็นแกไม่ใช่เหรอที่ยื่นมือเข้ามาช่วย
“จำได้สิ ตอนนั้นแกโทรมาร้องไห้กลางดึก” ฟาริศายิ้มบาง ๆ
“ก็ไม่ใช่เพราะเหรอ ที่โอนเงินมาให้ฉันก้อนหนึ่ง โดยไม่ถามอะไรเลย แถมยังช่วยวางแผนการตลาดจนร้านฉันมีชื่อเสียงขึ้นมา จำได้ไหม?”
เธอพยักหน้าเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มทั้งน้ำตา
“เราจะหาทางคืนเงินให้แน่ ๆ อาจจะใช้เวลาหน่อย แต่เราจะไม่ลืมวันนี้เลย”
“เออน่า เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน จัดการปัญหาได้เมื่อไรเราค่อยมาว่ากันอีกทีก็แล้วกัน”
สองสาวอยู่คุยกันพักใหญ่ โดยที่ใบหม่อนเองก็เลือกดื่มไวน์ไปด้วย เธอชวนให้ฟาริศาดื่ม เจ้าตัวรีบปฏิเสธเพราะมีประชุมตอนเช้า
หลังจากเห็นว่าเวลาเลยมาค่อนข้างดึก ฟาริศาจึงขอตัวกลับ แต่พอเหลือบมองไปยังทางออกเห็นผู้คนพลุกพล่านเต็มไปหมด เธอจึงเลือกเดินออกทางด้านหลัง ซึ่งเป็นทางผ่านตรงโต๊ะวีไอพี
ขณะกำลังเดินผ่านสายตาเธอไปสะดุดกับชายหญิงคู่หนึ่ง ผู้หญิงเธอไม่รู้ว่าเป็นใคร ผู้ชายคนนั้นที่เห็นเพียงแค่ข้างหลัง เธอกลับจำเขาได้อย่างแม่นยำ...
‘คุณธีรณัฐ...’
