บทที่ 17 หลบไม่พ้น(2)
คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวคือผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร หรือจะเป็นอย่างที่ข่าวเขาลือกันว่า คุณธีรณัฐมีคนรักอยู่แล้ว ... ทว่าอีกข่าวลือหนึ่งก็บอกว่าเขาไม่เคยลืมแฟนเก่า
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันนะ แต่เขาก็ดูเหมาะสมกันดี...”
ไม่เป็นไรนะฟา แค่ได้แอบมองอย่างนี้ก็ดีแล้ว เรากับเขามันห่างกันคนละชั้น ยังไงความเป็นจริงมันก็ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่ดี
มุมปากฉีกยิ้มให้กับตัวเองในเงามืด ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วกระชับกระเป๋าสะพายเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินไปเรียกรถแท็กซี่กลับบ้าน
พอมาถึงเธอเห็นแสงไฟที่บ้านยังเปิดอยู่ทั้งที่เวลาก็ล่วงเลยจะเข้าตีหนึ่งแล้ว เปิดประตูเข้ามาด้านในก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังทำอะไรอยู่ในห้องครัว
“แม่ยังไม่นอนเหรอ ดึกแล้วนะ”
“อ้าว กลับมาแล้วเหรอลูก แม่กำลังเตรียมของไว้ขายน่ะ”
ปากว่าแต่มือก็ยังคงง่วนอยู่กับการเสียบหมึกใส่ไม้ ฟาริศาเดินเข้าไปใกล้กำลังจะถกแขนเสื้อขึ้น แต่ผู้เป็นมารดาร้องห้ามเสียก่อน
“ไม่ต้อง ๆ ขึ้นไปอาบน้ำนอนได้เลย มันจะเสร็จแล้ว”
“ช่วยกันแป๊บเดียว แม่จะได้ขึ้นไปอาบน้ำนอนพร้อมหนูไง”
อินตามองหน้าลูกสาวที่มักจะรั้นคำสั่งของเธอ แล้วถอนหายใจออกมา ห้ามไปก็เท่านั้น ฟาริศาไม่เคยฟังอยู่แล้ว
“เห็นยายซาบอกว่าลูกไปหาเพื่อนมาเหรอ”
“ค่ะ”
“ไปหาใคร ร้อยวันพันปีแม่ไม่เคยเห็นแกออกไปหาเพื่อนดึกดื่น”
“ไปหาใบหม่อนมาค่ะ”
มือเหี่ยวย่นที่กำลังหยิบหมึกขึ้นเสียบชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามต่อ “ไปยืมเงินใช่ไหม?”
“ค่ะ แม่รู้ได้ยังไงคะ”
อินตาเสียบหมึกไม้สุดท้ายเสร็จแล้ว ก่อนจะเก็บของทุกอย่างเข้าที่แล้วจะนำไปล้าง “ไม่งั้นฉันจะเป็นแม่แกได้เหรอ”
“ใบหม่อนให้ยืมเงินมาสองแสนค่ะ ถึงจะไม่พอแต่ถ้าเราหาทางอื่นมาช่วย อย่างน้อยมันก็น่าจะได้”
อินตานิ่งไปแล้วมองหน้าลูกสาวคนโตของบ้าน ที่กลายมาเป็นเสาหลักตั้งแต่เรียนจบ แถมตอนนี้ยังต้องมาแบกรับภาระหนี้สินที่ไม่ได้ก่ออีกต่างหาก
“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิคะแม่ หนูรู้นะว่าแม่คิดอะไรอยู่”
“ก็มันอดที่จะคิดไม่ได้นี่”
“คิดได้ค่ะ แต่อย่าเครียดฟาบอกแล้วไงคะ ว่าจะรักษาบ้านหลังนี้เอาไว้ แต่ตอนนี้แม่ต้องขึ้นไปอาบน้ำนอนได้แล้วค่ะ พรุ่งนี้ยังต้องตื่นไปตลาดแต่เช้าอีก”
ฟาริศายกมือแม่ขึ้นมากุมแล้วตบเบา ๆ เพื่อให้กำลังใจ พอเห็นท่านเดินออกไปแล้ว เธอจึงหันกลับมาจัดการล้างอุปกรณ์ที่เหลือเข้าที่ให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินกลับขึ้นมาบนห้องของตัวเอง
การได้อาบน้ำเย็น ๆ ทำให้ร่างกายสดชื่นอย่างถนัดตา พอแต่งตัวเรียบร้อยเธอก็เปิดไฟโคมตรงหัวเตียง เพื่อจัดเตรียมเอกสารการประชุมสำหรับพรุ่งนี้
ร่างท้วมนั่งลงหน้าโต๊ะไม้เก่า ๆ ที่เธอใช้ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย สีหน้าจริงจังขณะเปิดแฟ้มงาน เรียงเอกสารสรุปตัวเลขรายจ่ายไตรมาสล่าสุด ตรวจกำหนดการ และเช็กวาระการประชุม
แต่ไม่ว่าจะพยายามมีสมาธิแค่ไหน ภาพเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้ากลับยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่หาย หญิงสาวหลับตาแน่น หายใจเข้าลึกพยายามไล่ความรู้สึกที่กำลังจะทำให้ใจพัง ทั้งที่ไม่มีสิทธิ์โกรธหรือเสียใจด้วยซ้ำ แต่ทำไมมันถึงรู้สึกเจ็บตรงนี้จัง...
มืออวบยกขึ้นลูบตรงหน้าอกข้างซ้าย ก่อนจะเปลี่ยนไปหยิบแฟ้มงานวางลงในกระเป๋า แล้วตัดใจเดินไปปิดไฟ และทิ้งตัวลงนอนทั้งที่สมองยังคิดวุ่นวายเรื่องราวในชีวิตที่เกิดขึ้นไม่หยุด
“เตรียมเอกสารไตรมาสนี้พร้อมแล้วใช่ไหม” สุริยาเอ่ยถามในช่วงเช้าของวันถัดมา
ฟาริศาที่กำลังจัดเรียงแฟ้มอยู่นั้นเงยหน้าขึ้นมาแล้วพยักหน้ารับ แต่พอสุริยาหันไปเจอก็ถึงกับยกมือทาบออก ร้องอุทานออกมาเสียงดัง
“ผีตายโหง!”
“ผีตายโหงที่ไหนคะ” ฟาริศาหันมองไปรอบห้อง
“ก็หล่อนนี่ไง ไปทำอะไรมาขอบตาดำ หน้าซีดเป็นผีเลย”
เรียวนิ้วชี้จิ้มไปยังหน้าผากของใบหน้ากลม มืออวบได้แต่ยกขึ้นมาจับแก้มแล้วหันไปส่องกระจกที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน
“ตายจริง ขนาดกลบด้วยเครื่องสำอางแล้วนะ ยังกลบไม่มิดเลย”
“แล้วไปทำอะไรมา ตาถึงเป็นแบบนั้น ไม่หลับไม่นอน ดูซีรีส์จีนดึกอีกแล้วใช่ไหม ข้ามกำแพงเมืองจีนกลับมาก่อนนะยะหล่อน”
“ฟาไม่ได้ดูสักหน่อย เมื่อคืนนอนดึกค่ะ แถมยังนอนไม่หลับอีกต่างหาก”
รอยยิ้มแหย ๆ ส่งไปให้หัวหน้างาน แต่ก็ไม่ได้บอกว่านอนไม่หลับเพราะอะไร พี่เขาแค่มองค้อนแกมหยอกส่งมาให้แล้วเดินนำหน้าไปยังห้องประชุม
