บทที่ 4 ความแตกต่างที่เหมือนกัน(1)
“ทำไมปีนี้ถึงเอางบประมาณไปทุ่มกับงานเลี้ยงบริษัทมากมายขนาดนั้น”
น้ำเสียงแหลมเอ่ยขึ้นขณะที่นั่งเชิดหน้า พลางยกกาแฟขึ้นจิบ ใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นประปราย แม้จะผ่านการร้อยไหม ฉีดโบท็อกมาแล้ว
ธีรณัฐรู้ดีว่าประโยคนั้นติติงตนเอง แต่เขาก็เลือกที่จะเมินเฉย
อมราเป็นภรรยาของพ่อเขา เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นแม่เลี้ยงที่ไม่ค่อยลงรอยกับเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว
ต่อหน้าผู้เป็นบิดา อมรามักจะทำตัวเป็นผู้หญิงอ่อนโยน แต่พอลับหลังก็กลายเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย คอยจิกคอยกัดเขาไม่เลิก ยอมรับว่าตอนยังเล็กเขาเลือกที่จะนิ่งเฉยไม่โต้ตอบ เพราะเห็นแก่หน้าผู้เป็นพ่อ
ทว่านับจากวันที่ผู้หญิงคนนี้เริ่มลามปามด่ามาถึงแม่ตนเองที่เสียไป ความอดทนทั้งหมดจึงหมดลงทันที
“ไม่ได้ยินที่ฉันถามหรือไง” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบ แล้วทำเป็นไม่สนใจตนเองเหมือนทุกครั้ง อมราจึงเลือกถามขึ้นมาใหม่
“ได้ยินแต่ผมไม่อยากตอบ”
เขาเหลือบตามองครู่หนึ่ง ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งก่อนจะย่อตัวนั่งลงเก้าอี้เยื้องกัน แม่บ้านรีบเอามื้อเช้าเข้ามาเสิร์ฟ
“ฉันก็มีหุ้นส่วนในบริษัทเหมือนกัน เธอก็ควรจะบอกฉันเรื่องนี้”
คราวนี้ใบหน้าเรียบนิ่งยกยิ้มมุมปาก หุ้นส่วนที่พ่อเขาแบ่งให้ไม่ถึง3% เสียด้วยซ้ำ แถมยังทำตัวไม่มีประโยชน์ รอแค่เงินปันผลประจำปีก็เท่านั้น
“พนักงานทำงานหนักมาทั้งปี ก็ควรได้รับอะไรดี ๆ เป็นการตอบแทนบ้าง”
“ไม่จำเป็น ถึงยังไงพวกมันก็ได้รับเงินเดือนเป็นการตอบแทน ใช้แรงแลกเงินมันก็ถูกต้องแล้ว”
อมรายังคงพูดลอยหน้าลอยตา แสดงความเห็นแก่ตัวออกมา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชีวิตนี้ทำอะไรถึงไม่ดีขึ้นเลย
“ก็เพราะคิดแบบนี้ไง ทำอะไรก็ไม่ก้าวหน้า ทำอะไรก็เจ๊งทั้งแม่
ทั้งลูก”
คราวนี้ธีรณัฐพูดจากระทบกระทั่ง แล้ววางช้อนในมือลงดวงตาที่จ้องมองแข็งกร้าว ราวกับประกาศให้รู้ว่าเขาไม่ใช่เด็กน้อยที่เธอจะมาข่มขู่
“นี่เธอกล้าว่าฉันเหรอ!”
ร่างท้วมลุกขึ้นใช้มือตบโต๊ะเสียงดัง พลางชี้หน้าของธีรณัฐด้วยความโกรธ ทว่าชายหนุ่มกลับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีเรียบเฉย
“นี่แก ...”
“เสียงดังอะไรกัน!”
ธีรนัยเดินแขนคัดหลังเข้ามา ใบหน้าดุทำเอาอมราต้องเงียบปากทันที เพราะเธอรู้ดีว่าลูกชายคนโตของตระกูลคือลูกรักของผู้เป็นสามี แต่มีเหรอว่าคนอย่างเธอจะยอมให้ลูกเมียเก่ามาวางอำนาจใส่
“ฉันแค่ถามตาธีเรื่องงบงานเลี้ยงของพนักงานว่าจำเป็นด้วยเหรอว่าต้องไปถึงต่างประเทศ แต่ลูกคุณก็เอาแต่ต่อว่าฉัน...”
ขณะพูดอมราก็แสร้งทำตัวน่าสงสารไปด้วย ธีรณัฐเหลือบตามองผู้เป็นบิดาครู่หนึ่งแล้วส่ายหัว ก่อนจะคว้าเอาเสื้อสูทที่วางพาดอยู่เก้าอี้แล้วออกไปทำงานทันที
ธีรนัยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ กับท่าทีเมินเฉยของลูกชาย ซึ่งเรียกว่าความเคยชินได้หรือเปล่าเพราะตั้งแต่เขาเลือกที่จะแต่งงานใหม่ความห่างเหินระหว่างเขากับลูกก็ไกลออกไปจนกู่แทบไม่กลับ
“ทำไมมองหน้าฉันแบบนั้นล่ะคะ?”
ชายสูงวัยหันมองภรรยาด้วยสีหน้าเอือมระอา เขารู้ดีว่าเมียกับลูกไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไร แต่ก็ไม่เคยเห็นธีรณัฐเอ่ยปากหาเรื่องก่อนสักครั้ง
“คุณเลิกหาเรื่องตาธีสักทีได้ไหม”
“ฉันไม่ได้หาเรื่องค่ะ ก็แค่อยากรู้ว่าเราจำเป็นด้วยเหรอต้องเปลืองเงินพาพนักงานไปไกลถึงต่างประเทศ”
อมราจีบปากจีบคอพูด สองแขนยกขึ้นกอดอกเหมือนคนถือตัว
“เรื่องภายในบริษัทตาธีคือประธานแล้วคุณอย่าลืม การที่จะทำอะไรมันต้องผ่านบอร์ดบริหารอยู่ คุณอย่าเข้าไปก้าวก่าย”
“นี่ฉันพูดหรือทำอะไรไม่ได้เลยหรือไง” น้ำเสียงเริ่มขุ่นขึ้น
“ใช่ เพราะคุณมันจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง”
อมราขึงตาใส่ แล้วสะบัดหน้าหันไปทางอื่น ธีรนัยเห็นอย่างนั้นพานทำให้ทานมื้อเช้าไม่ลง จึงร้องเรียกให้คนเอารถออก ตนมีธุระจะต้องไปทำ
“นี่คุณจะไปไหน ไม่กินข้าวเหรอคะ?”
“ไม่หิว! กินไม่ลง”
ธีรนัยตะโกนตอบ แล้วก้าวเท้าขึ้นรถ คุณผู้หญิงของบ้านได้แต่มองตามหลังรถที่เคลื่อนออกไปด้วยความหงุดหงิดใจ ก่อนจะเหลือบตามองโต๊ะอาหารซึ่งคนในบ้านไม่เคยกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเลยสักครั้ง
“คุณผู้หญิงจะรับขนมหวานเพิ่มไหมคะ”
ป้าอรแม่บ้านประจำที่นี่เอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าผู้เป็นเจ้านายเอาแต่นั่งหน้าบึ้ง เธอหวังดีจึงเอ่ยถาม เผื่อว่าของหวานจะทำให้อารมณ์ดีขึ้นบ้าง
“ไม่กิน! แล้วนี่ตาภพตื่นหรือยัง วันนี้มีเรียนไม่ใช่เหรอ”
ขึ้นเสียงใส่แล้วก็หันไปถามหาลูกชายของตนเอง ที่ตะวันสายโด่งแล้วยังไม่เห็นลงมากินข้าว แม่บ้านได้ยืนอ้ำอึ้งไม่กล้าพูด
“นิ่งทำไม ไม่ได้ยินที่ฉันถามเหรอ”
“ดะ ... ได้ยินค่ะ คือว่าเมื่อคืนคุณธนภพไม่ได้กลับมานอนที่บ้าน”
“อีกแล้วเหรอ กี่วันแล้วเนี่ย...”
อมราพ่นลมหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่ายของลูกชายตนเอง เพราะเป็นแบบนี้ยังไงล่ะ ธีรนัยถึงไม่เคยไว้ใจให้ทำงานใหญ่เลยสักครั้ง มีแต่บอกให้ตั้งใจเรียนให้จบก็พอ คิดเรื่องนี้ทีไร รู้สึกได้ว่าลมจะจับทุกที ไม่เคยมีอะไรเป็นดั่งใจเธอเลยสักอย่าง
