บทที่ 4 ตอนที่ 3 เด็กฝึกงานคนพิเศษ(70%)
ตอนที่ 3
เด็กฝึกงานคนพิเศษ
เช้าวันที่สองของการฝึกงาน น้ำขิง พิชญามาถึงอาคารวัฒนากร กรุ๊ปก่อนเวลาเกือบสี่สิบนาที
หญิงสาวยืนอยู่หน้าประตูกระจกบานใหญ่ เงยหน้ามองตึกสูงที่สะท้อนแสงแดดยามเช้าจนแสบตา มือเล็กกำสายกระเป๋าผ้าแน่นราวกับมันเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยยึดเธอไว้ไม่ให้หันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไปเสียเดี๋ยวนั้น เมื่อวานเป็นวันแรกของการฝึกงาน และเป็นวันแรกที่ชีวิตของเธอเหมือนถูกผลักขึ้นไปอยู่บนเวทีโดยไม่ทันตั้งตัว จากนักศึกษาฝึกงานธรรมดาที่ควรได้เริ่มงานในแผนกบริหารโครงการเหมือนคนอื่น เธอกลับถูกภูริช วัฒนากร ท่านประธานหนุ่มผู้เย็นชา สั่งย้ายขึ้นไปทำงานบนชั้นผู้บริหารต่อหน้าพนักงานทั้งแผนก
สายตาของผู้คนเมื่อวานยังติดอยู่ในความทรงจำ
บางคนสงสัย บางคนอิจฉา บางคนดูถูก และบางคน...มองเธอเหมือนเธอเป็นผู้หญิงที่ใช้หน้าตาแลกโอกาส
น้ำขิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปสนใจ เธอมาฝึกงาน ไม่ได้มาหาคนรัก
เธอมาเพื่อเรียนให้จบ หาประสบการณ์ และเอาใบผ่านงานไปใช้สมัครงานหลังจบการศึกษา เธอไม่ได้ต้องการเป็นคนพิเศษของใครทั้งนั้น โดยเฉพาะของผู้ชายที่ชื่อภูริช
“ขิง!”เสียงเรียกสดใสดังมาจากด้านหลัง
น้ำขิงหันไปเห็นพาขวัญเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาพร้อมแก้วกาแฟเย็นสองแก้วในมือ เพื่อนสาวยื่นแก้วหนึ่งให้เธอด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“มาเช้ามาก แกนอนไหมเนี่ย”น้ำขิงรับแก้วกาแฟมาแล้วฝืนยิ้ม
“นิดหน่อย”
“นิดหน่อยของแกนี่คือกี่ชั่วโมง”
“สาม”
“น้ำขิง!”พาขวัญทำเสียงดุทันที
“ถ้าแกยังนอนวันละสามชั่วโมงแบบนี้ อีกไม่นานได้ล้มกลางบริษัทแน่ แล้วชั้นผู้บริหารนั่นก็ไม่ใช่สนามเด็กเล่นนะ เขาใช้งานหนักแค่ไหนก็ไม่รู้”
น้ำขิงหลุบตาลง
“ขิงรู้ แต่ขิงต้องอดทน”
“เพราะแม่?”หญิงสาวพยักหน้า
พาขวัญถอนหายใจเบา ๆ สีหน้าลดความขี้เล่นลง
“แกไม่เคยคิดจะบอกใครให้ช่วยเลยหรือไง”
“บอกไปก็ไม่มีใครช่วยขิงได้ตลอดหรอก ขิงต้องช่วยตัวเอง”
“แกดื้อจริง ๆ”น้ำขิงยิ้มบาง ๆ
“ไม่ดื้อก็อยู่มาไม่ได้จนวันนี้หรอก”
พาขวัญมองเพื่อนแล้วได้แต่ส่ายหน้า ท่าทางของน้ำขิงดูบอบบางเหมือนแก้วใส แต่พอถึงเวลาต้องสู้ เธอกลับแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาด เป็นความแข็งแกร่งที่ไม่ได้เกิดจากความไม่กลัว แต่เกิดจากการไม่มีทางเลือกมากกว่า ทั้งสองเดินเข้าอาคารไปพร้อมกัน
ทันทีที่ผ่านล็อบบี้ น้ำขิงก็สัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ที่มองมา บางคนมองผ่าน ๆ บางคนหันไปกระซิบ บางคนยิ้มให้เหมือนสุภาพ แต่รอยยิ้มนั้นกลับมีความหมายมากกว่าคำทักทาย
ข่าวเรื่องเด็กฝึกงานที่ถูกท่านประธานเรียกขึ้นชั้นผู้บริหารตั้งแต่วันแรก คงแพร่ไปทั่วบริษัทแล้ว
เร็วกว่าที่เธอคิดเสียอีก
“อย่าไปสนใจ” พาขวัญกระซิบ
น้ำขิงพยักหน้า ทั้งที่ในใจเริ่มอึดอัด“ขิงไม่สน”
เธอพูดเหมือนบอกเพื่อน แต่จริง ๆ แล้วกำลังบอกตัวเอง
ชั้นสามสิบแปดเงียบกว่าทุกชั้นเหมือนเดิม
ประตูสำนักงานผู้บริหารเปิดออกด้วยระบบคีย์การ์ด น้ำขิงเดินตามหลังมณีรัตน์ เลขาหน้าห้องท่านประธาน เข้าไปด้านใน กลิ่นน้ำหอมสะอาดกับกลิ่นกระดาษเอกสารใหม่ลอยอยู่ในอากาศ ทุกอย่างเป็นระเบียบ เรียบหรู และกดดันอย่างบอกไม่ถูก
“วันนี้ตารางงานท่านประธานแน่นมาก”
มณีรัตน์พูดโดยไม่หันมามอง“เก้าโมงประชุมฝ่ายการเงิน สิบโมงครึ่งประชุมโครงการโรงแรมริมแม่น้ำ บ่ายโมงครึ่งคุยกับนักลงทุนต่างชาติ บ่ายสามมีนัดฝ่ายกฎหมาย และห้าโมงเย็นมีประชุมสรุปงบประมาณประจำไตรมาส”น้ำขิงรีบเปิดสมุดจด
“ค่ะ”
“หน้าที่ของเธอวันนี้คือช่วยจัดเอกสารประชุม ตรวจชุดเอกสารก่อนส่งเข้าห้อง ประสานฝ่ายโครงการ และเตรียมแฟ้มข้อมูลให้ครบทุกวาระ ห้ามผิด ห้ามตกหล่น ห้ามช้า”
“ค่ะ”
“ถ้าไม่เข้าใจให้ถาม อย่าเดาเอง เพราะเอกสารทุกแผ่นบนชั้นนี้มีผลกับเงินเป็นร้อยล้าน”น้ำขิงกลืนน้ำลายเบา ๆ
“เข้าใจค่ะ”มณีรัตน์หยุดเดินแล้วหันมามองเธอเต็มตา
“และอีกเรื่อง”
“คะ?”
“ไม่ว่าเธอจะขึ้นมาที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร จงทำงานให้ดีพอที่คนอื่นจะไม่มีสิทธิ์ดูถูกเธอ”น้ำขิงชะงัก คำพูดนั้นไม่ได้นุ่มนวล แต่กลับทำให้หัวใจเธออุ่นวาบอย่างประหลาด
“ค่ะ ขิงจะพยายามค่ะ”
“ไม่ใช่พยายาม ต้องทำให้ได้”น้ำขิงยิ้มเล็กน้อย
“ค่ะ ขิงจะทำให้ได้”
มณีรัตน์พยักหน้าสั้น ๆ ก่อนวางแฟ้มหนาเกือบคืบลงบนโต๊ะทำงานเล็กที่จัดไว้ให้
“เริ่มจากแฟ้มนี้ ตรวจรายชื่อผู้เข้าประชุมและลำดับเอกสารทั้งหมด ภายในครึ่งชั่วโมง”น้ำขิงมองแฟ้มหนาตรงหน้าแล้วแทบอยากร้องไห้ ครึ่งชั่วโมง?
แฟ้มหนาขนาดนี้? แต่เธอไม่มีเวลาบ่น
หญิงสาวนั่งลงทันที เปิดแฟ้มหน้าแรก แล้วเริ่มตรวจทีละบรรทัดอย่างตั้งใจ
ภูริชมาถึงบริษัทตอนแปดโมงห้าสิบห้า เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเขาดังขึ้นหน้าห้องทำงาน ทุกคนบนชั้นผู้บริหารแทบจะตั้งตัวตรงโดยอัตโนมัติ ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทสีเทาเข้ม ตัดกับเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด ใบหน้าหล่อคมเย็นชาดังเดิม ทว่าดวงตาคมเข้มกลับหยุดลงที่โต๊ะทำงานเล็กใกล้มุมกระจกก่อนเป็นอันดับแรก
น้ำขิงกำลังก้มหน้าก้มตาตรวจเอกสารจนแทบไม่รู้ว่าเขาเดินเข้ามา
ผมยาวถูกรวบเป็นหางม้าต่ำอย่างเรียบร้อย เผยลำคอขาวผ่องและใบหน้าหวานที่ดูจริงจังเกินวัย ปลายปากกาขีดเครื่องหมายบนกระดาษอย่างรวดเร็ว นิ้วเรียวพลิกหน้าเอกสารทีละแผ่นโดยไม่เสียจังหวะ
ภูริชหยุดมองเธอเพียงเสี้ยววินาที เสี้ยววินาทีที่นานพอให้ธันวาซึ่งเดินตามหลังมาเลิกคิ้ว
“มาถึงก็หาคนก่อนเลยนะ”
ภูริชปรายตามองเพื่อนสนิท“พูดมาก”
ธันวาหัวเราะในลำคอ“ฉันยังไม่ได้เอ่ยชื่อใครเลย”
ภูริชไม่ตอบ เดินผ่านไปยังห้องทำงาน แต่น้ำขิงที่ได้ยินเสียงรองเท้าเพิ่งรู้ตัว เงยหน้าขึ้นพอดี สายตาของเธอสบกับเขาเพียงชั่วครู่ หัวใจพลันเต้นผิดจังหวะ
ภาพเมื่อคืนก่อนยังวูบผ่านเข้ามา ทั้งอ้อมแขน กลิ่นกาย และเสียงทุ้มต่ำที่บอกให้เธอไม่ต้องกลัวน้ำขิงรีบก้มหน้าลงทันที ท่าทางหลบสายตานั้นทำให้ภูริชชะงักเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เดินเข้าห้องไปโดยไม่พูดอะไร
ประตูปิดลง น้ำขิงถอนหายใจออกมาอย่างเงียบที่สุด
แต่ไม่พ้นสายตามณีรัตน์
เลขาสาวใหญ่เหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนพูดเรียบ ๆ
“ถ้าเอกสารยังไม่เสร็จ เธอไม่มีเวลามานั่งเหม่อ” น้ำขิงสะดุ้ง
“ขอโทษค่ะ”เธอรีบก้มหน้าทำงานต่อ
ตลอดช่วงเช้า น้ำขิงแทบไม่ได้ลุกจากโต๊ะ
เอกสารประชุมฝ่ายการเงินมีตัวเลขจำนวนมาก ตารางงบประมาณซับซ้อน และรายชื่อผู้อนุมัติที่ต้องเรียงให้ถูกต้อง เธอใช้สมาธิทั้งหมดตรวจทีละแผ่น แม้บางจุดจะไม่เข้าใจ แต่เธอก็กล้าถามมณีรัตน์ตามที่อีกฝ่ายบอกไว้ ตอนแรกมณีรัตน์ตอบสั้นและดุแต่เมื่อเห็นว่าน้ำขิงจดจำได้เร็ว ไม่ถามซ้ำ และไม่ทำผิดเรื่องเดิม เลขาสาวใหญ่ก็เริ่มอธิบายเพิ่มเติมมากขึ้น
“เอกสารการเงินต้องเรียงจากภาพรวมไปหารายละเอียด เริ่มจากงบสรุป ต่อด้วยตารางแจกแจง แล้วค่อยแนบหลักฐานประกอบ ถ้าเรียงผิด คนอ่านจะเสียเวลา”น้ำขิงพยักหน้ารัว ๆ
“ค่ะ”
“อย่าแค่จัดตามกระดาษที่เขาส่งมา ต้องรู้ด้วยว่าใครอ่านก่อน ใครอ่านหลัง”
“ค่ะ ขิงเข้าใจแล้วค่ะ”
“เข้าใจแล้วก็ทำ”น้ำขิงก้มหน้าทำต่อ ไม่นาน แฟ้มแรกก็เสร็จทันเวลา
มณีรัตน์ตรวจซ้ำอย่างละเอียด ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเธอ
“ผิดสองจุด แต่ถือว่าดีกว่าที่คิด”คำชมแบบประหยัดถ้อยคำทำให้น้ำขิงยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว
“ขอบคุณค่ะ”รอยยิ้มนั้นสดใสเสียจนคนที่เพิ่งเปิดประตูห้องทำงานออกมาทันเห็นพอดี
ภูริชนิ่งไปชั่วขณะ เขาเคยเห็นน้ำขิงหน้าซีด เห็นเธอตื่นกลัว เห็นเธอดื้อเงียบ เห็นเธอพยายามถอยหนี แต่เพิ่งเคยเห็นเธอยิ้มแบบนี้ ยิ้มเหมือนแสงแดดยามเช้าหลังฝนตก เรียบง่าย สดใส และทำให้พื้นที่เย็นชาบนชั้นผู้บริหารดูอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
“เอกสารประชุมการเงิน”เสียงของเขาดังขึ้น
น้ำขิงรีบหุบยิ้มแล้วลุกขึ้นทันที
“นี่ค่ะ ท่านประธาน”
เธอเดินเอาแฟ้มไปยื่นให้ด้วยท่าทางสุภาพ พยายามรักษาระยะห่างให้มากที่สุด
ภูริชรับแฟ้มไป ปลายนิ้วของเขาเฉียดโดนนิ้วเธอเพียงเล็กน้อย แต่น้ำขิงกลับสะดุ้งเหมือนถูกไฟช็อต เธอรีบดึงมือกลับ
ภูริชมองการกระทำนั้นนิ่ง ๆ“ฉันน่ากลัวขนาดนั้น?”น้ำขิงชะงัก
มณีรัตน์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลทำเหมือนไม่ได้ยิน แต่หูคงได้ยินชัดทุกคำ
“เปล่าค่ะ”
“แล้วทำไมต้องสะดุ้ง”
“หนูตกใจค่ะ”
“ตกใจเพราะฉันแตะมือ?”ใบหน้าของน้ำขิงร้อนวาบ
“ท่านประธานคะ...”เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างขอร้องด้วยสายตา ไม่ใช่ตรงนี้ อย่าพูดเรื่องแบบนี้ตรงนี้
ภูริชเห็นแววตานั้นชัด เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเปลี่ยนเรื่อง
“แฟ้มนี้เธอจัด?”
“ค่ะ”
“ผิดสองจุด”น้ำขิงหน้าสลดลงทันที
“ขอโทษค่ะ”
“แต่สำหรับคนทำครั้งแรก ถือว่าใช้ได้” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ คำชมจากเขาออกจะสั้น เย็น และฟังเหมือนไม่เต็มใจนัก แต่มันกลับทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นอย่างน่าหงุดหงิด
“ขอบคุณค่ะ”
“อย่าดีใจเร็ว งานต่อไปยากกว่านี้”พูดจบเขาก็เดินเข้าห้องประชุมไป น้ำขิงมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นโดยไม่รู้ตัว ผู้ชายอะไร ชมคนยังเหมือนดุ แต่เธอกลับเผลอยิ้มออกมานิด ๆ
“พิชญา”เสียงมณีรัตน์เรียก
น้ำขิงสะดุ้ง“ค่ะ”
“ถ้าว่างยิ้ม แปลว่างานน้อยไป”
“ไม่ว่างค่ะ!”
เธอรีบหันกลับไปที่โต๊ะ ทำให้มณีรัตน์แอบยกมุมปากเล็กน้อย
ช่วงพักกลางวัน น้ำขิงตั้งใจจะลงไปกินข้าวกับพาขวัญที่โรงอาหารพนักงาน แต่ยังไม่ทันเก็บของ โทรศัพท์ภายในบนโต๊ะก็ดังขึ้น เธอสะดุ้งก่อนรีบรับสาย
“สวัสดีค่ะ ชั้นผู้บริหาร น้ำขิงรับสายค่ะ”
เสียงปลายสายเป็นของภูริช
“เข้ามาในห้องฉัน”หัวใจของเธอกระตุก
“ตอนนี้เหรอคะ”
“ใช่”
สายถูกตัดทันที น้ำขิงมองโทรศัพท์อย่างอ่อนใจ ก่อนลุกขึ้นถือสมุดจดเข้าไปในห้องทำงานของเขา
“ท่านประธานมีอะไรให้ขิงทำคะ”
ภูริชนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน สายตายังจับอยู่บนเอกสาร
“กินข้าวหรือยัง”คำถามเรียบง่ายเกินคาดทำให้น้ำขิงกะพริบตา
“ยังค่ะ แต่เดี๋ยวขิงจะลงไป...”
“ไม่ต้องลง”
เขาหยิบถุงกระดาษสีน้ำตาลจากข้างโต๊ะวางลงตรงหน้า
“กินนี่”น้ำขิงมองถุงนั้นอย่างงุนงง
“อะไรคะ”
“ข้าว”
“ขิงลงไปกินกับเพื่อนก็ได้ค่ะ”
“คนเยอะ”
“โรงอาหารก็ต้องคนเยอะอยู่แล้วค่ะ”
“ฉันไม่ชอบ”น้ำขิงเงียบไปสองวินาที
“แต่คนที่จะกินคือขิง ไม่ใช่ท่านประธานนะคะ”
ครั้งนี้ภูริชเงยหน้าขึ้นมองเธอเต็มตา ดวงตาคมเข้มมีประกายบางอย่างคล้ายจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้ดุอย่างที่เธอคิด
“เธอผอมเกินไป”
“คะ?”
“เมื่อเช้าดื่มกาแฟอย่างเดียวเหรอ”น้ำขิงนิ่ง
เขารู้ได้ยังไง
ภูริชเหมือนอ่านสีหน้าเธอออก“ฉันเห็น”
“ท่านประธานคอยมองขิงทำไมคะ”คำถามหลุดออกไปก่อนที่น้ำขิงจะทันยั้งปาก ทันทีที่พูดจบ เธอก็อยากกัดลิ้นตัวเอง ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที
ภูริชวางปากกาในมือลงช้า ๆ
“นั่นสิ”เขาพูดเสียงต่ำ
“ฉันก็กำลังสงสัยอยู่เหมือนกัน”น้ำขิงรู้สึกเหมือนอากาศในห้องบางลง
เธอรีบหลบสายตา“ขิงขอตัวค่ะ”
“เอาข้าวไปด้วย”
“ขิง....”
“พิชญา”น้ำเสียงนั้นทำให้เธอชะงัก ไม่ดัง ไม่ดุ แต่มีอำนาจอย่างร้ายกาจ สุดท้ายน้ำขิงก็ต้องหยิบถุงข้าวขึ้นมา
“ขอบคุณค่ะ”
“กินให้หมด”เธอเม้มปาก
“ท่านประธานสั่งงานหรือสั่งอาหารคะ”
ภูริชมองเธอนิ่ง ก่อนมุมปากจะขยับน้อยมาก
น้อยจนถ้าไม่ตั้งใจดูคงไม่เห็น
“ทั้งสองอย่าง” น้ำขิงรู้สึกใบหน้าร้อนขึ้นอีกครั้ง
เธอรีบหมุนตัวเดินออกจากห้องทันที พอประตูปิดลง ภูริชก็นั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง เขามองมือของตัวเองที่เพิ่งยื่นอาหารให้เด็กฝึกงานคนหนึ่ง แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้ให้ใคร ไม่เคยสนว่าใครจะกินข้าวหรือไม่ ไม่เคยสังเกตว่าใครดื่มกาแฟแทนอาหารเช้า ไม่เคยหงุดหงิดเพียงเพราะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งหน้าซีด แต่น้ำขิงกลับทำให้เขาทำเรื่องที่ไม่เคยทำทั้งหมด น่ารำคาญ และน่าอันตราย
น้ำขิงถือถุงอาหารกลับมาที่โต๊ะด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน มณีรัตน์เหลือบมองถุงในมือเธอ
“ท่านประธานให้เหรอ”
น้ำขิงสะดุ้ง“เอ่อ...ค่ะ”
“งั้นก็กิน อย่าให้ท่านประธานต้องเรียกถาม”
น้ำขิงอยากบอกว่าเธอไม่ใช่นักโทษที่ต้องรายงานการกินข้าว แต่สุดท้ายก็ได้แต่นั่งลงเปิดถุง
ด้านในเป็นข้าวกล่องร้านอาหารสุขภาพราคาแพง มีข้าวกล้อง อกไก่ย่าง ผักลวก ซุป และผลไม้หั่นอย่างดี
น้ำขิงมองอาหารตรงหน้าแล้วนิ่งไป มันไม่ใช่อาหารหรูหราเว่อร์วัง แต่เป็นอาหารที่เลือกมาเหมือนรู้ว่าเธอต้องการอะไร
ย่อยง่าย ไม่มัน ไม่เลี่ยน และเหมาะกับคนที่เหนื่อยจนไม่ค่อยมีแรงกินข้าว เธอหยิบช้อนขึ้นมา ตักข้าวเข้าปากช้า ๆ รสชาติอ่อนแต่ดี อบอุ่นอย่างประหลาด
“ขิง!”ข้อความจากพาขวัญเด้งขึ้นมาในโทรศัพท์
‘แกอยู่ไหน ชั้นรอที่โรงอาหาร’
น้ำขิงรีบพิมพ์ตอบ‘ขอโทษนะ วันนี้งานเยอะ ลงไปไม่ได้’
‘อย่าบอกนะว่าท่านประธานใช้งานแกจนไม่ได้กินข้าว’น้ำขิงเหลือบมองกล่องอาหารตรงหน้าแล้วถอนหายใจ
‘เปล่า ขิงกินแล้ว’
‘กินอะไร’
น้ำขิงลังเล ก่อนพิมพ์ตอบสั้น ๆ‘ข้าวกล่อง’
‘ใครซื้อให้’
น้ำขิงมองข้อความนั้นนานกว่าปกติ สุดท้ายเลือกไม่ตอบ เพราะเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ระหว่างเจ้านายกับผู้ชายที่เคยอยู่กับเธอในคืนหนึ่ง ภูริชกำลังทำแบบนี้ในฐานะอะไรกันแน่
ช่วงบ่าย งานหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เอกสารโครงการโรงแรมริมแม่น้ำมีรายละเอียดมากกว่าที่น้ำขิงคิด ทั้งแบบก่อสร้าง งบลงทุน แผนการตลาด และรายงานผลกระทบต่อชุมชน เธอได้รับหน้าที่ช่วยสรุปประเด็นสำคัญจากแฟ้มหนาหลายร้อยหน้าเพื่อส่งให้ภูริชก่อนประชุม ตอนแรกน้ำขิงคิดว่าตัวเองทำไม่ได้
แต่เมื่อเปิดอ่านไปเรื่อย ๆ เธอกลับเริ่มสนุก
โครงการนี้ไม่ใช่แค่การสร้างโรงแรมหรู หากยังมีแผนพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างงานให้ชุมชน และปรับภูมิทัศน์บริเวณใกล้เคียง เธอจดประเด็นที่เห็นว่าสำคัญไว้หลายข้อ โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบต่อร้านค้าชาวบ้านเล็ก ๆ ที่อาจถูกเบียดออกจากพื้นที่
“ตรงนี้ควรระวังนะคะ”
เธอพึมพำกับตัวเอง“อะไรควรระวัง”
เสียงภูริชดังขึ้นจากด้านหลัง น้ำขิงสะดุ้งจนปากกาแทบหลุดมือ
“ท่านประธาน!”
“ฉันถาม”หญิงสาวรีบลุกขึ้น แต่เขายกมือห้าม
“นั่ง แล้วตอบ”น้ำขิงลังเล ก่อนชี้ไปที่เอกสาร
“ขิงอ่านรายงานผลกระทบแล้วค่ะ โครงการนี้ดีมาก แต่พื้นที่ด้านทิศตะวันออกมีร้านค้าชาวบ้านอยู่หลายร้าน ถ้าบริษัทเข้าไปพัฒนาโดยไม่ได้คุยกับชุมชนให้ดี อาจเกิดกระแสต่อต้านได้ค่ะ”
ภูริชมองเธอนิ่ง“ใครสั่งให้วิเคราะห์”
น้ำขิงหน้าซีด“ขอโทษค่ะ ขิงแค่...อ่านแล้วคิดว่า....”
“คิดว่าอะไร”
“คิดว่าถ้าเราอยากให้โครงการอยู่ได้นาน คนในพื้นที่ก็ควรได้ประโยชน์ด้วย ไม่ใช่แค่นักลงทุนค่ะ”
ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้ง น้ำขิงเริ่มใจเสีย เธอพูดมากเกินไปหรือเปล่า
เด็กฝึกงานวันสองวันอย่างเธอมีสิทธิ์อะไรไปวิจารณ์โครงการระดับพันล้าน แต่ภูริชกลับหยิบกระดาษที่เธอจดขึ้นมาดู
ลายมือของเธอเป็นระเบียบ อ่านง่าย มีการแบ่งหัวข้อชัดเจน และมีข้อสังเกตหลายจุดที่แม้แต่ทีมโครงการยังไม่ได้เขียนไว้ในสรุป
“เอาแผ่นนี้เข้าประชุมด้วย”น้ำขิงเบิกตากว้าง
“คะ?”
“ข้อสังเกตของเธอ มีประโยชน์”คำชมครั้งที่สองของวัน และครั้งนี้มันชัดเจนกว่าครั้งแรก น้ำขิงรู้สึกเหมือนหัวใจพองขึ้นเล็กน้อย
“ขอบคุณค่ะ”
“แต่อย่าเพิ่งดีใจ รายละเอียดบางจุดยังตื้นไป”
รอยยิ้มของเธอค้าง
“ค่ะ”
“แต่สายตาดี”พูดจบเขาก็เดินกลับเข้าห้องประชุมไปพร้อมกระดาษของเธอ น้ำขิงนั่งนิ่งอยู่กับที่หลายวินาที ก่อนจะยกมือขึ้นแตะหน้าอกตัวเอง
ทำไมต้องรู้สึกดีขนาดนี้ด้วย เขาแค่ชมงาน แค่ชมงานเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย แต่สำหรับคนที่ถูกมองว่าเป็นเด็กเส้นมาตั้งแต่เมื่อวาน การมีใครสักคนเห็นความสามารถของเธอจริง ๆ มันกลับมีค่ามากกว่าที่คิด
การประชุมบ่ายสามยืดยาวกว่ากำหนด น้ำขิงนั่งอยู่ด้านหลังห้อง คอยจดบันทึกและส่งเอกสารตามที่มณีรัตน์สั่ง เธอพยายามทำตัวเงียบที่สุด ไม่ให้เป็นจุดสนใจ แต่เมื่อประเด็นเรื่องชุมชนถูกยกขึ้นมา ภูริชกลับเอ่ยขึ้นกลางที่ประชุม
“ประเด็นนี้ใครเป็นคนสรุป”
ผู้จัดการโครงการรีบตอบ“ทีมงานผมครับ”
ภูริชวางกระดาษของน้ำขิงลงบนโต๊ะ“ไม่ใช่ ฉันหมายถึงแผ่นนี้” ทุกคนมองตาม
น้ำขิงตัวแข็งทันที มณีรัตน์เหลือบมองเธอเหมือนจะบอกให้เตรียมตัว
ภูริชหันมาทางเธอ“พิชญา อธิบาย”
น้ำขิงแทบหยุดหายใจ“คะ?”
“อธิบายข้อสังเกตของเธอให้ทุกคนฟัง”
