บทที่ 5 ตอนที่ 3 เด็กฝึกงานคนพิเศษ(100%)
สายตาทุกคู่ในห้องประชุมหันมาจับจ้องเธอทันที
ผู้บริหารหลายคนมองด้วยความแปลกใจ บางคนขมวดคิ้วเหมือนไม่พอใจที่เด็กฝึกงานถูกดึงเข้ามาในวงสนทนาระดับนี้ น้ำขิงลุกขึ้นช้า ๆ มือเย็นเฉียบ
แต่เมื่อเธอหันไปสบตาภูริช เขากลับมองเธอนิ่ง ๆ
ไม่ปลอบ ไม่ยิ้ม แต่สายตานั้นเหมือนบอกว่า ถ้ากล้าคิด ก็ต้องกล้าพูด น้ำขิงสูดลมหายใจเข้าลึก
“จากที่ขิงอ่านรายงานนะคะ พื้นที่ทิศตะวันออกของโครงการมีร้านค้าชุมชนประมาณสิบเจ็ดร้าน ส่วนใหญ่เป็นร้านเล็ก ๆ ที่อยู่มานาน ถ้าบริษัทเข้าไปพัฒนาโดยไม่ได้ทำความเข้าใจ อาจเกิดภาพลักษณ์เชิงลบได้ค่ะ”ห้องประชุมเงียบ
เธอพูดต่อด้วยเสียงมั่นคงขึ้น
“ขิงคิดว่า แทนที่จะย้ายร้านค้าออกทั้งหมด บริษัทอาจจัดพื้นที่บางส่วนให้เป็นโซนตลาดชุมชนหรือร้านท้องถิ่น เพื่อให้คนในพื้นที่ได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวด้วย โครงการจะดูเป็นมิตรกับชุมชนมากขึ้น และลดแรงต่อต้านได้ค่ะ”
เมื่อพูดจบ น้ำขิงก้มศีรษะเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก ผู้บริหารฝ่ายการตลาดคนหนึ่งขยับแว่น
“มุมนี้น่าสนใจนะครับ ถ้าทำดี ๆ อาจกลายเป็นจุดขายของโครงการได้ด้วย”อีกคนพยักหน้า
“ช่วยเรื่องภาพลักษณ์องค์กรได้”
ผู้จัดการโครงการที่ตอนแรกหน้าเสีย เริ่มจดตาม“ผมจะให้ทีมกลับไปศึกษาเพิ่มเติมครับ”น้ำขิงแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เธอไม่ได้ถูกตำหนิ แต่ความเห็นของเธอได้รับการยอมรับ
ภูริชเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ“เอาตามนี้ เพิ่มแผนชุมชนเข้าไปในโครงการ”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ“และให้พิชญาช่วยอ่านร่างแผนฉบับใหม่ก่อนส่งถึงฉัน”น้ำขิงตาโต
นี่เขากำลังเพิ่มงานให้เธอใช่ไหม แน่นอน แต่แปลกที่เธอกลับไม่รู้สึกแย่ออกจะรู้สึกเหมือนตัวเองมีค่า
หลังประชุมจบ ผู้บริหารหลายคนเดินออกไปพร้อมเสียงคุยเรื่องแผนชุมชน น้ำขิงกำลังเก็บเอกสารอยู่ด้านหลังห้อง จู่ ๆ ผู้จัดการโครงการคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหา
“น้องพิชญาใช่ไหม”
“ค่ะ”
“ข้อเสนอเมื่อกี้ดีนะครับ ไม่คิดว่าเด็กฝึกงานจะมองลึกขนาดนี้” น้ำขิงยิ้มเขิน
“ขอบคุณค่ะ ขิงแค่อ่านแล้วคิดตามค่ะ”
“ถ้ามีอะไรแนะนำเพิ่ม บอกพี่ได้เลยนะ”
“ค่ะ”
ผู้จัดการคนนั้นยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนเดินออกไป น้ำขิงยืนกอดแฟ้มไว้กับอก ความภูมิใจเล็ก ๆ ค่อย ๆ ผลิบานในใจ แต่ยังไม่ทันยิ้มเต็มที่ เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นด้านหลัง
“ยิ้มกว้างเชียว”
น้ำขิงหันขวับ ภูริชยังยืนอยู่ในห้องประชุม ไม่ได้ออกไปพร้อมคนอื่น
“ท่านประธานยังไม่ไปเหรอคะ”
“ถ้าฉันไปแล้วจะเห็นเธอยิ้มให้ผู้จัดการโครงการไหม” น้ำขิงนิ่งไป ก่อนขมวดคิ้วนิด ๆ
“ขิงไม่ได้ยิ้มอะไรแบบนั้นนะคะ เขาชมงาน ขิงก็แค่ขอบคุณ”
“ฉันก็ชม เธอไม่เห็นยิ้มแบบนั้นให้ฉัน”
หญิงสาวอ้าปากค้าง นี่เขากำลังพูดเรื่องอะไร
ท่านประธานบริษัทใหญ่กำลังน้อยใจเด็กฝึกงานเพราะเธอไม่ยิ้มให้หรือ ไม่สิ คนอย่างภูริช วัฒนากรไม่น้อยใจใครหรอก เขาแค่หาเรื่องเธอเท่านั้น
“ท่านประธานชมเหมือนดุค่ะ”
“งั้น?”
“ขิงเลยไม่แน่ใจว่าควรยิ้มหรือควรกลัว”ดวงตาของภูริชวูบไหว ก่อนมุมปากจะขยับนิด ๆ อีกครั้ง
“งั้นคราวหน้าฉันจะชมให้น่ากลัวน้อยลง”
น้ำขิงชะงัก เธอไม่ควรยิ้ม ไม่ควรเลยแต่ริมฝีปากกลับทรยศ ค่อย ๆ ขยับขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
ภูริชมองรอยยิ้มนั้นนิ่ง หัวใจที่เคยแข็งกระด้างเหมือนถูกปลายนิ้วเล็ก ๆ แตะเบา ๆ แค่รอยยิ้มเดียว
ทำไมถึงทำให้ห้องประชุมเย็นชาดูสว่างขึ้นได้ขนาดนี้
น้ำขิงรู้ตัวว่าตัวเองเผลอยิ้มให้เขาก็รีบหุบยิ้มทันที
“ขิงขอตัวไปทำงานต่อนะคะ”เธอรีบเดินออกจากห้องประชุม
ภูริชมองตามหลังเธอไป คราวนี้เขาไม่ได้ห้าม
เพราะเริ่มรู้แล้วว่า ยิ่งเขาดึง เธอยิ่งตกใจแต่ถึงเธอจะพยายามถอยห่างแค่ไหน เขาก็ยังมองเห็นเธอชัดขึ้นทุกที
เลิกงานวันนั้น น้ำขิงตั้งใจรีบกลับโรงพยาบาลไปหาแม่ แต่เมื่อเดินลงมาถึงล็อบบี้ เธอกลับได้ยินเสียงซุบซิบจากพนักงานกลุ่มหนึ่งใกล้ลิฟต์
“วันนี้เด็กฝึกงานคนนั้นได้พูดในห้องประชุมด้วยนะ”
“จริงเหรอ เด็กฝึกงานเนี่ยนะ?”
“ก็ท่านประธานหนุนหลังอยู่ จะทำอะไรก็ได้แหละ”
“สงสัยจะพิเศษจริง”
“ไม่รู้เก่งจริงหรือเก่งเพราะมีคนดัน”น้ำขิงหยุดเดิน คำพูดเหล่านั้นเหมือนน้ำเย็นจัดสาดลงบนความภูมิใจที่เพิ่งเกิดขึ้น
เมื่อครู่เธอยังดีใจที่ความเห็นของตัวเองมีประโยชน์ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนทุกอย่างถูกลดค่าเพียงเพราะภูริชเป็นคนเรียกเธอขึ้นไป ไม่ว่าเธอจะทำดีแค่ไหน คนก็ยังมองว่าเธอได้โอกาสเพราะเหตุผลอื่น
หญิงสาวก้มหน้า เดินผ่านคนกลุ่มนั้นไปโดยไม่พูดอะไร แต่จังหวะที่เธอกำลังจะก้าวออกจากบริษัท เสียงทุ้มเย็นก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“หยุด”ไม่ใช่น้ำขิงที่หยุดคนเดียว
พนักงานกลุ่มนั้นก็หยุดด้วย ภูริชเดินออกมาจากลิฟต์ผู้บริหารพร้อมธันวา ใบหน้าของเขาเรียบสนิท แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเย็นลงอย่างน่ากลัว
“เมื่อกี้ใครพูด”
พนักงานทั้งกลุ่มหน้าซีด ไม่มีใครกล้าตอบ
น้ำขิงใจหาย รีบหันกลับไป
“ท่านประธานคะ ไม่เป็นไรค่ะ”
ภูริชไม่มองเธอ สายตาคมกริบจับอยู่ที่พนักงานกลุ่มนั้น
“บริษัทนี้จ้างพนักงานมาทำงาน ไม่ได้จ้างมานินทาคนอื่น”ทุกคนก้มหน้า
“ขอโทษค่ะ ท่านประธาน”
“คนที่ถูกพวกคุณดูถูก วันนี้เป็นคนเดียวที่มองเห็นปัญหาในโครงการที่พวกผู้บริหารบางคนยังมองข้าม”น้ำขิงนิ่งงัน
“ถ้ายังคิดว่าเธอได้โอกาสเพราะคนหนุนหลัง ก็พยายามทำงานให้ได้ครึ่งหนึ่งของเธอก่อน แล้วค่อยพูด”คำพูดของภูริชไม่ดัง แต่หนักแน่นจนทั้งล็อบบี้เงียบสนิท น้ำขิงมองแผ่นหลังของเขาด้วยหัวใจสั่นไหว
เขาปกป้องเธอ อีกแล้วทั้งที่เธอบอกว่าไม่ต้องการ
ทั้งที่เธอพยายามถอยห่างแต่ทุกครั้งที่มีใครทำร้ายเธอ เขากลับยืนอยู่ตรงนั้นเสมอ
ภูริชหันมามองเธอ“กลับยังไง”น้ำขิงสะดุ้ง
“รถเมล์ค่ะ”
“ฉันไปส่ง”
“ไม่ต้องค่ะ!”
เธอตอบเร็วเกินไปจนทุกคนหันมามอง น้ำขิงหน้าแดง รีบลดเสียงลง
“ขิงกลับเองได้ค่ะ”
“ดื้อ”
“ขิงไม่ได้ดื้อค่ะ ขิงแค่ไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจผิดมากกว่านี้”
ภูริชมองเธอนิ่ง“หลังจากเมื่อกี้ ยังคิดว่าฉันสนใจคนอื่นเข้าใจผิด?”
“แต่ขิงสนค่ะ”คำตอบของเธอทำให้เขาเงียบไป
ธันวาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กระแอมเบา ๆ
“ให้คนขับรถไปส่งก็ได้ ไม่ต้องเป็นนายเอง”
น้ำขิงรีบส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ ขิงต้องแวะโรงพยาบาลด้วย”
ภูริชชะงัก“ไปหาแม่?”
น้ำขิงเงยหน้ามองเขาอย่างตกใจ เขารู้เรื่องแม่เธอแล้วจริง ๆ
“ท่านประธานสืบเรื่องขิงเหรอคะ”ภูริชไม่หลบตา
“ฉันต้องรู้ว่าคนที่อยู่ใกล้ฉันเป็นใคร”ประโยคนั้นทำให้น้ำขิงเจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูก
“ขิงเป็นแค่เด็กฝึกงานค่ะ ไม่ใช่คนของท่านประธาน”
ดวงตาของภูริชเข้มขึ้น“แน่ใจ?”ความเงียบแทรกกลางระหว่างคนทั้งคู่ น้ำขิงกำมือแน่น เธอรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร และยิ่งรู้ เธอยิ่งต้องถอย
“ค่ะ ขิงแน่ใจ”พูดจบเธอก็ก้มศีรษะให้เขา แล้วรีบเดินออกจากอาคารไปทันที
ภูริชมองตามร่างเล็กที่เดินห่างออกไปในแสงเย็น ดวงตาคมเข้มลึกจนธันวาต้องถอนหายใจ
“นายทำให้เธอกลัว”
“ฉันปกป้องเธอ”
“บางทีการปกป้องของนายมันเหมือนการครอบครองเกินไป”
ภูริชไม่ตอบ เพราะรู้ว่าธันวาพูดถูก แต่เขาไม่รู้วิธีอื่น เขาไม่เคยต้องถนอมใคร ไม่เคยต้องระวังความรู้สึกของใคร และไม่เคยอยากเก็บผู้หญิงคนไหนไว้ใกล้ตัวขนาดนี้
“ให้คนตามดูห่าง ๆ”
ภูริชสั่งเสียงเรียบ ธันวาหันมามอง“นายจะทำให้เธอโกรธ”
“ฉันไม่สน”
“นายสน”คำพูดของเพื่อนทำให้ภูริชนิ่งไป
ธันวายิ้มบาง ๆ“ถ้านายไม่สน นายคงไม่ยืนมองเธอเหมือนคนกำลังเสียของสำคัญแบบนี้หรอก”
ภูริชปรายตามองเพื่อนอย่างเย็นชา“ไปทำงานของนาย”
ธันวาหัวเราะเบา ๆ แล้วเดินออกไป ภูริชยังคงยืนอยู่ที่เดิม มองประตูกระจกที่น้ำขิงเพิ่งเดินผ่านออกไป ในใจของเขาวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เด็กคนนั้นพยายามรักษาระยะห่างจากเขาทุกวิถีทาง
แต่ยิ่งเธอถอย เขายิ่งอยากเข้าใกล้ ยิ่งเธอบอกว่าไม่ใช่คนของเขา เขายิ่งอยากพิสูจน์ให้เธอเห็นว่า เธอคิดผิด
คืนนั้น หลังกลับจากโรงพยาบาล น้ำขิงนั่งอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ ของตัวเอง
เธอเปิดสมุดบันทึกการฝึกงาน พยายามเขียนสิ่งที่เรียนรู้ในวันนี้ลงไป การจัดเอกสารประชุม การอ่านรายงานโครงการ การเสนอความคิดเห็นต่อที่ประชุม ทุกอย่างควรเป็นเรื่องน่าภูมิใจ แต่ทุกบรรทัดกลับมีเงาของภูริชแทรกอยู่เสมอ
เขาสั่งงานเธอ เขาชมเธอเขาซื้อข้าวให้เธอ
เขาปกป้องเธอต่อหน้าคนอื่น และเขามองเธอด้วยสายตาที่ทำให้หัวใจเธอวุ่นวายทุกครั้ง น้ำขิงวางปากกาลง ยกมือกุมขมับ
“ไม่ได้”เธอบอกตัวเองเสียงเบา
“ขิงจะเข้าใกล้เขาไม่ได้”ผู้ชายคนนั้นอันตรายเกินไป ไม่ใช่เพราะเขาร้าย แต่เพราะเขาทำให้หัวใจของเธออ่อนแอ
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตั้งใจจะลบเบอร์ที่เขาเคยเขียนไว้ในกระดาษโน้ตเมื่อคืนแรก แต่เมื่อเปิดหน้าจอ เธอกลับเห็นข้อความจากเบอร์ไม่คุ้นตาเด้งขึ้นมา
‘ถึงห้องแล้วใช่ไหม’น้ำขิงชะงัก ไม่ต้องถามก็รู้ว่าใคร เธอควรไม่ตอบ ควรลบข้อความ ควรบล็อกเบอร์ แต่ปลายนิ้วกลับพิมพ์ตอบไปเอง‘ค่ะ’ข้อความถูกอ่านทันที ไม่ถึงสิบวินาที อีกฝ่ายก็ตอบกลับมา
‘กินข้าวหรือยัง’น้ำขิงมองข้อความนั้นนานมาก
คำถามเรียบง่าย แต่ทำไมถึงทำให้ขอบตาเธอร้อนขึ้นมาได้ ทั้งชีวิตที่ผ่านมา แทบไม่มีใครถามเธอแบบนี้
เพราะทุกคนคิดว่าน้ำขิงดูแลตัวเองได้เธอเองก็พยายามทำให้ทุกคนเชื่อแบบนั้นแต่ภูริชกลับมองเห็นว่าเธอกำลังเหนื่อย มองเห็นแม้ในสิ่งที่เธอพยายามซ่อนน้ำขิงกดพิมพ์ช้า ๆ
‘กินแล้วค่ะ ท่านประธานไม่ต้องเป็นห่วง’
คำตอบส่งไปแล้ว อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนข้อความใหม่จะเด้งขึ้นมา
‘ฉันไม่ได้บอกว่าเป็นห่วง’น้ำขิงเผลอหลุดยิ้ม
ยังปากแข็งแม้แต่ในข้อความ
เธอกำลังจะวางโทรศัพท์ แต่ข้อความสุดท้ายก็ปรากฏขึ้น
‘พรุ่งนี้ห้ามดื่มกาแฟแทนข้าวเช้า’น้ำขิงมองประโยคนั้นแล้วหัวใจเต้นแรงอีกครั้ง เธอควรหงุดหงิด ควรไม่พอใจที่เขามาสั่งชีวิตเธอ แต่กลับรู้สึกเหมือนมีใครบางคนยื่นผ้าห่มอุ่น ๆ มาให้ในคืนที่เธอหนาวเหน็บมานาน
น้ำขิงวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แล้วฟุบหน้าลงกับแขนตัวเอง “อย่าดีกับขิงได้ไหม...”เธอกระซิบเสียงแผ่วเพราะยิ่งเขาดีกับเธอ เธอก็ยิ่งถอยห่างจากเขายากขึ้นทุกทีและน้ำขิงกลัวเหลือเกินว่า หากวันหนึ่งเธอเผลอเดินเข้าไปใกล้ผู้ชายคนนั้นมากกว่านี้ หัวใจของเธออาจไม่มีทางกลับออกมาเหมือนเดิมอีกเลย
