บทที่ 6 ตอนที่ 4 เส้นแบ่งที่เริ่มเลือน

ตอนที่ 4

เส้นแบ่งที่เริ่มเลือน

เช้าวันใหม่ของวัฒนากร กรุ๊ปเริ่มต้นด้วยเสียงโทรศัพท์ เสียงฝีเท้า และบรรยากาศเร่งรีบจนแทบไม่มีใครได้หยุดพักหายใจ

น้ำขิง พิชญาเดินกอดแฟ้มเอกสารหนาแนบอกออกจากลิฟต์ชั้นสามสิบแปด ใบหน้าหวานยังคงดูอ่อนล้าเล็กน้อยจากการนอนน้อย แต่ดวงตากลมโตกลับมีประกายตั้งใจมากกว่าทุกวัน

เมื่อคืนเธอกลับถึงห้องเกือบสี่ทุ่ม หลังแวะไปดูอาการแม่ที่โรงพยาบาล จากนั้นยังต้องนั่งอ่านเอกสารโครงการโรงแรมริมแม่น้ำต่อจนเกือบตีหนึ่ง เพราะวันนี้มีประชุมใหญ่กับทีมออกแบบ ทีมการตลาด และตัวแทนนักลงทุนต่างประเทศ โครงการนี้เป็นโครงการสำคัญของบริษัท และที่สำคัญกว่านั้น

ภูริช วัฒนากรเป็นคนสั่งให้เธอช่วยอ่านร่างแผนฉบับใหม่ก่อนส่งถึงเขา เด็กฝึกงานธรรมดาอย่างเธอควรดีใจที่ได้รับโอกาส แต่ในขณะเดียวกัน โอกาสนี้ก็หนักจนเธอแทบหายใจไม่ทั่วท้องเพราะทุกสายตาบนชั้นผู้บริหารยังจับจ้องเธออยู่ บางคนเริ่มยอมรับความสามารถของเธอ แต่บางคนยังเชื่อว่าเธอได้ยืนตรงนี้เพราะท่านประธานเป็นคนดัน

น้ำขิงจึงต้องทำงานให้ดีมากพอ มากจนไม่มีใครกล้าพูดว่าเธอไม่คู่ควร

“มาแล้วเหรอ”เสียงเรียบของมณีรัตน์ดังขึ้นทันทีที่เธอก้าวเข้ามาในโซนสำนักงานผู้บริหาร

“ค่ะพี่มณี”หญิงสาวรีบวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนหยิบสมุดบันทึกออกมา

“วันนี้เราต้องเตรียมอะไรบ้างคะ”

มณีรัตน์มองนาฬิกาข้อมือ“ประชุมโครงการโรงแรมริมแม่น้ำตอนสิบโมง แต่ก่อนหน้านั้นท่านประธานต้องการดูสรุปแผนชุมชนฉบับแก้ไข เธออ่านมาหรือยัง”

“อ่านแล้วค่ะ ขิงจดข้อสังเกตไว้ด้วย”

“ดี เอาเข้าไปให้ท่านประธานตอนนี้”

มือที่กำลังเปิดสมุดของน้ำขิงชะงัก

“ตอนนี้เลยเหรอคะ”

“ใช่”

มณีรัตน์เงยหน้าขึ้นมองเธอ

“ทำไม ยังไม่ชินอีกเหรอ”

น้ำขิงยิ้มแห้ง ๆ“คงต้องใช้เวลาอีกนิดค่ะ”

อีกฝ่ายยกมุมปากเล็กน้อย

“ถ้าจะทำงานกับท่านประธาน เธอต้องชินให้เร็ว เขาไม่ชอบรอ”

น้ำขิงพยักหน้า รับแฟ้มเอกสารที่จัดเรียงเรียบร้อยแล้วเดินไปยังประตูห้องทำงานใหญ่

ทุกครั้งที่ยืนอยู่หน้าประตูบานนี้ หัวใจของเธอมักเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะกลัวงาน

แต่เพราะคนที่อยู่ข้างใน เธอยกมือเคาะประตูเบา ๆ

“เข้ามา”เสียงทุ้มต่ำดังออกมา น้ำขิงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเปิดประตูเข้าไป

ภูริชนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานเหมือนเดิม เขาสวมเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เผยท่อนแขนแข็งแรงที่ดูขัดกับภาพลักษณ์ผู้บริหารเย็นชาเล็กน้อย เนกไทถูกวางไว้ข้างแฟ้มเอกสาร สีหน้าของเขานิ่งขรึม ดวงตาคมกำลังอ่านรายงานบางอย่างอย่างตั้งใจ

แสงแดดอ่อนจากผนังกระจกส่องกระทบเสี้ยวหน้าของเขา ทำให้ใบหน้าหล่อคมดูนุ่มลงกว่าปกติ

น้ำขิงเผลอมองอยู่ชั่ววินาที ก่อนจะรีบดึงสติตัวเองกลับมา

“เอกสารแผนชุมชนฉบับแก้ไขค่ะ”

ภูริชไม่เงยหน้า“วางไว้”

น้ำขิงเดินเข้าไปวางแฟ้มบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง แล้วถอยหลังหนึ่งก้าว

“มีอะไรอีกไหมคะ”

“เธออ่านแล้ว?”

“ค่ะ”

“เห็นอะไร”

น้ำขิงชะงัก“ท่านประธานหมายถึง...”

ภูริชเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมสบกับเธอตรง ๆ

“ฉันถามว่าเธอเห็นปัญหาอะไรอีก”

หญิงสาวเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนเปิดสมุดบันทึกในมือ

“ขิงคิดว่าแผนฉบับใหม่ดีขึ้นค่ะ มีการเพิ่มพื้นที่ตลาดชุมชนกับกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ แต่ยังมีจุดที่ขิงกังวลอยู่สองเรื่อง”

“พูด”

“เรื่องแรกคือพื้นที่ตลาดชุมชนถูกวางไว้ด้านหลังโครงการค่ะ ถ้าดูจากแปลน ลูกค้าหรือแขกโรงแรมอาจเดินไปไม่ถึง เพราะทางเชื่อมยังไม่ชัดเจน ถ้าอยากให้ร้านค้าชุมชนได้ประโยชน์จริง ๆ ควรออกแบบเส้นทางให้ผ่านพื้นที่นั้นโดยธรรมชาติ ไม่ใช่ต้องตั้งใจเดินหา”

ภูริชเปิดแฟ้มดูแปลนตามที่เธอพูด นิ้วเรียวยาวไล่ไปตามเส้นทางในแผนผัง

“ต่อ”

“เรื่องที่สองคือข้อความประชาสัมพันธ์ค่ะ ในเอกสารเขียนว่า ‘ยกระดับชุมชนดั้งเดิมให้ทันสมัย’ ขิงคิดว่าคำนี้อาจทำให้คนในพื้นที่รู้สึกเหมือนบริษัทมองเขาล้าหลัง ถ้าเปลี่ยนเป็น ‘พัฒนาเคียงข้างชุมชนดั้งเดิม’ น่าจะนุ่มนวลกว่า และให้ความรู้สึกเคารพคนในพื้นที่มากกว่าค่ะ”ห้องทำงานเงียบลง

น้ำขิงเริ่มใจเสีย เมื่อภูริชไม่พูดอะไรเลย

เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย

“ขอโทษค่ะ ถ้าขิงพูดมากไป”

“ไม่”คำตอบสั้น ๆ ทำให้เธอเงยหน้าขึ้น

ภูริชยังมองเอกสารอยู่ แต่แววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“เธอไม่ได้พูดมาก เธอมองเห็นสิ่งที่ทีมใหญ่บางทีมมองข้าม” หัวใจของน้ำขิงอุ่นวาบ คำชมของเขาไม่ได้หวาน ไม่ได้อ่อนโยน แต่จริงใจเสียจนเธอรู้สึกได้

“ขอบคุณค่ะ”

“ไปประชุมกับฉันด้วย”รอยยิ้มเล็ก ๆ ของน้ำขิงหายวับ

“คะ?”

“ประชุมสิบโมง เธอต้องเข้าไปอธิบายประเด็นพวกนี้เอง”

“แต่ขิงเป็นแค่เด็กฝึกงานนะคะ”

“แล้ว?”

เธออึ้ง เขาถามคำว่าแล้วได้หน้าตาเฉยมาก

“คนที่เข้าประชุมมีแต่ผู้บริหาร ทีมออกแบบ แล้วก็นักลงทุน ขิงกลัวว่าจะพูดผิดค่ะ”

ภูริชมองเธอนิ่ง ๆ“กลัวพูดผิด หรือกลัวคนมอง?”คำถามนั้นแทงตรงจุดจนเธอเงียบ เธอกลัวคนมอง กลัวคนคิดว่าเธออวดเก่ง กลัวคนหาว่าเธอใช้ท่านประธานเป็นเกราะ กลัวทุกอย่าง

ภูริชลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินอ้อมโต๊ะเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ น้ำขิงเผลอก้าวถอยหลัง เขามองการกระทำนั้นแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร

“พิชญา”น้ำเสียงเขาต่ำลง

“ถ้าเธอมัวแต่กลัวสายตาคนอื่น เธอจะไม่มีวันได้ยืนในที่ที่ตัวเองควรยืน”

น้ำขิงนิ่งไป

“แต่ขิงไม่อยากให้ใครคิดว่าขิงได้โอกาสเพราะท่านประธาน”

“งั้นก็ทำให้พวกเขาเห็นว่าเธอได้โอกาส เพราะเธอสมควรได้”คำพูดนั้นเหมือนมือแข็งแรงผลักเธอออกจากเงาความกลัว

ไม่อ่อนโยน ไม่ปลอบประโลม แต่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีแรงยืนขึ้นอีกครั้ง น้ำขิงสบตาเขา ครั้งนี้เธอไม่หลบ

“ค่ะ ขิงจะทำให้ได้”แววตาของภูริชวูบไหวเล็กน้อย

เขาชอบดวงตาของเธอในเวลานี้ ดวงตาที่สั่น แต่ไม่ยอมแพ้ เหมือนลูกนกตัวเล็กที่ยังบินไม่แข็ง แต่กลับกล้ากางปีกสู้ลม

“ดี”เขาพูดเพียงเท่านั้นแต่สำหรับน้ำขิง มันเหมือนคำรับรองที่หนักแน่นกว่าคำชมใด ๆ

ห้องประชุมใหญ่ชั้นสามสิบแปดเต็มไปด้วยผู้บริหารระดับสูง ทีมออกแบบ ทีมการตลาด และตัวแทนนักลงทุนจากสิงคโปร์สองคน

น้ำขิงนั่งอยู่เก้าอี้ด้านหลังสุด มือเย็นเฉียบจนต้องกำปากกาไว้แน่น เธอพยายามตั้งใจฟังการนำเสนอ แต่หัวใจกลับเต้นแรงจนแทบกลบเสียงรอบข้าง

ภูริชนั่งอยู่หัวโต๊ะ เขาไม่พูดมาก แต่ทุกครั้งที่เอ่ยปาก ทั้งห้องจะเงียบสนิททันที อำนาจของเขาไม่จำเป็นต้องใช้เสียงดัง เพียงแค่สายตา ก็ทำให้คนทั้งห้องพร้อมฟัง น้ำขิงแอบมองเขาเป็นระยะ

ในฐานะท่านประธาน ภูริชดูน่าเกรงขามอย่างแท้จริง เขาเฉียบคม ตัดสินใจเร็ว มองปัญหาได้ทะลุ และไม่ปล่อยรายละเอียดเล็กน้อยให้หลุดรอด

แต่สิ่งที่ทำให้น้ำขิงแปลกใจ คือเขาไม่ได้มองแค่ตัวเลขกำไร

เมื่อทีมออกแบบเสนอให้ย้ายร้านค้าชุมชนทั้งหมดไปอีกฝั่งเพื่อเปิดพื้นที่หน้าโครงการให้ร้านแบรนด์ดัง ภูริชกลับถามเสียงเรียบ

“แล้วชุมชนได้อะไร”ห้องประชุมเงียบไปชั่วครู่

ผู้จัดการฝ่ายออกแบบตอบอย่างระมัดระวัง

“เราเตรียมเงินชดเชยและพื้นที่ใหม่ให้ครับ”

“พื้นที่ใหม่อยู่ตรงไหน”

“ด้านหลังโครงการครับ”

ภูริชมองแปลนตรงหน้า“ด้านหลังที่ไม่มีทางเดินหลัก ไม่มีจุดดึงคน และไม่มีเหตุผลให้แขกโรงแรมเดินไปถึง?”

น้ำขิงชะงักนั่นคือประเด็นเดียวกับที่เธอพูดเมื่อเช้า เขาจำได้ และเขากำลังใช้มันในห้องประชุม

ผู้จัดการฝ่ายออกแบบเริ่มหน้าเสีย

“เราสามารถเพิ่มป้ายประชาสัมพันธ์...”

“ป้ายไม่ทำให้คนเดิน”

เสียงของภูริชเรียบ แต่เด็ดขาด“ประสบการณ์ต่างหากที่ทำให้คนเดิน”

นักลงทุนคนหนึ่งพยักหน้าอย่างสนใจ“คุณภูริชหมายถึงให้พื้นที่ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางหลัก?”

“ใช่”

ภูริชหันมามองน้ำขิง“พิชญา อธิบาย”

ทั้งห้องหันมาตามสายตาเขา

น้ำขิงแทบหยุดหายใจ อีกแล้ว เธอถูกโยนเข้ากลางเวทีอีกแล้ว แต่ครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อน เพราะก่อนลุกขึ้น เธอเห็นสายตาของภูริช สายตาที่ไม่ได้กดดันอย่างเดียว แต่เหมือนกำลังบอกว่า เขาเชื่อว่าเธอทำได้

น้ำขิงค่อย ๆ ลุกขึ้น“ขิงคิดว่า ถ้าเราต้องการให้ตลาดชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจริง ๆ ควรออกแบบให้เส้นทางจากล็อบบี้โรงแรมผ่านพื้นที่นั้นไปยังสวนริมน้ำค่ะ แขกที่เดินไปชมวิวจะได้ผ่านร้านชุมชนโดยธรรมชาติ ไม่รู้สึกว่าถูกบังคับซื้อของ แต่รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์หนึ่งของการเข้าพัก”

เธอหยุดหายใจเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ

“และถ้าเลือกสินค้าท้องถิ่นที่มีเรื่องราว เช่น ขนมพื้นบ้าน งานฝีมือ หรือผลิตภัณฑ์จากชุมชนจริง ๆ มันจะช่วยให้โครงการมีเอกลักษณ์ ไม่ใช่แค่โรงแรมหรูที่เหมือนทุกที่ค่ะ”

นักลงทุนต่างชาติคนหนึ่งยิ้ม“Interesting. Local identity can be a strong selling point.”

ฝ่ายการตลาดรีบเสริม

“จริงครับ ถ้าเล่าเรื่องดี ๆ สามารถใช้เป็นจุดขายด้าน sustainability และ community partnership ได้”

น้ำขิงนั่งลงช้า ๆ หัวใจยังเต้นแรง แต่ความกลัวค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความภูมิใจ

เธอทำได้ เธอไม่ได้ทำให้ตัวเองขายหน้า

และที่สำคัญ เธอไม่ได้ทำให้ภูริชผิดหวัง

ภูริชมองเธอเพียงชั่วครู่ ก่อนหันกลับไปสรุป

“ปรับแปลนใหม่ ให้พื้นที่ชุมชนอยู่บนเส้นทางหลัก เพิ่มแผนการสื่อสารใหม่ทั้งหมด และเปลี่ยนข้อความประชาสัมพันธ์ตามข้อเสนอของพิชญา”

ทีมงานหลายคนรีบจด แต่ก็มีบางสายตาที่มองน้ำขิงอย่างไม่พอใจ โดยเฉพาะพนักงานหญิงจากฝ่ายการตลาดคนหนึ่งที่ชื่อวาริน เธอเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด อายุราวยี่สิบเจ็ด หน้าตาดี แต่งตัวเก่ง และเคยถูกลือว่าแอบปลื้มท่านประธานมานาน

ตั้งแต่น้ำขิงขึ้นมาชั้นผู้บริหาร วารินก็มักมองเธอด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

วันนี้เมื่อเห็นภูริชยกข้อเสนอของเด็กฝึกงานขึ้นใช้กลางที่ประชุม แววตาของวารินยิ่งเต็มไปด้วยความหมั่นไส้ น้ำขิงสัมผัสได้ แต่เลือกไม่สนใจ เธอสนแค่งาน อย่างน้อยก็พยายามบอกตัวเองแบบนั้น

หลังประชุมจบ ทุกคนทยอยออกจากห้องประชุม น้ำขิงกำลังเก็บเอกสารช่วยมณีรัตน์ จู่ ๆ เสียงหวานของวารินก็ดังขึ้นจากด้านข้าง

“น้องน้ำขิงนี่เก่งนะคะ เพิ่งฝึกงานได้ไม่กี่วันก็เสนอแผนในประชุมใหญ่ได้แล้ว” น้ำเสียงนั้นฟัง             เผิน ๆ เหมือนชม แต่แววตากลับไม่ได้ชมเลยสักนิด

น้ำขิงยิ้มสุภาพ

“ขิงแค่อ่านเอกสารแล้วเสนอความเห็นเท่าที่คิดได้ค่ะ”

“ดีค่ะ เด็กสมัยนี้มั่นใจดี พี่เองอยู่บริษัทมาหลายปียังไม่ค่อยกล้าเสนอข้ามหน้าทีมหลักเลย”

ประโยคนั้นทำให้มณีรัตน์ชะงักเล็กน้อย น้ำขิงเข้าใจความหมายทันที ข้ามหน้า คำนี้เจ็บไม่น้อย

“ขิงไม่ได้ตั้งใจข้ามหน้าใครค่ะ ถ้าทำให้พี่วารินไม่สบายใจ ขิงขอโทษนะคะ”

“โอ๊ย ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ พี่เข้าใจ คนที่มีคนคอยสนับสนุนก็ต้องใช้โอกาสให้เต็มที่ จริงไหมคะ”

น้ำขิงหน้าชา ยังไม่ทันตอบ เสียงทุ้มเย็นก็ดังขึ้นด้านหลัง

“ใครสนับสนุนใคร”

วารินสะดุ้งทันที ภูริชยืนอยู่ตรงประตูห้องประชุม ไม่รู้ว่าเขาย้อนกลับมาตั้งแต่เมื่อไร ใบหน้าของเขาเรียบสนิท แต่ดวงตาคมเย็นจนบรรยากาศรอบตัวแข็งค้าง

วารินรีบยิ้ม“ท่านประธาน วารินแค่คุยเล่นกับน้องค่ะ”

“การคุยเล่นของคุณหมายถึงการเหน็บเพื่อนร่วมงาน?”ใบหน้าของวารินซีดลง

“วารินไม่ได้หมายความแบบนั้นค่ะ”

“งั้นต่อไปก็พูดให้ตรงกับความหมาย อย่าให้คนอื่นต้องตีความ”

น้ำเสียงของเขาไม่ดัง แต่ทำให้วารินก้มหน้าลงทันที

“ค่ะ ท่านประธาน”น้ำขิงรีบพูดแทรก

“ท่านประธานคะ ไม่เป็นไรค่ะ”

ภูริชหันมามองเธอ“เธอชอบพูดคำนี้”

น้ำขิงนิ่ง

“คะ?”

“ไม่เป็นไร”

เขาพูดเสียงต่ำ“ทั้งที่เป็น”คำพูดนั้นทำให้หัวใจเธอสะท้าน เหมือนเขามองทะลุเกราะที่เธอพยายามสร้างขึ้น

วารินยิ่งหน้าเสีย เมื่อเห็นท่านประธานพูดกับน้ำขิงด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากคนอื่น แม้มันจะยังฟังเย็นชา แต่ก็แฝงความใส่ใจชัดเจน

“ขอตัวนะคะ”

วารินรีบเดินออกไป มณีรัตน์มองสถานการณ์แล้วตัดสินใจเก็บเอกสารที่เหลือ

“ดิฉันเอาเอกสารไปจัดต่อก่อนนะคะ”

แล้วเธอก็เดินออกไปด้วยอีกคน เหลือเพียง             น้ำขิงกับภูริชในห้องประชุม ความเงียบค่อย ๆ ขยายตัว น้ำขิงกอดแฟ้มแน่น

“ท่านประธานไม่ควรทำแบบนี้ค่ะ”

ภูริชเลิกคิ้ว

“ทำอะไร”

“ปกป้องขิงต่อหน้าคนอื่นแบบนั้น”

“เธอถูกหาเรื่อง”

“แต่ถ้าท่านประธานออกหน้าทุกครั้ง คนอื่นจะยิ่งคิดว่าขิงพิเศษ”

“เธอพิเศษ” คำตอบนั้นทำให้น้ำขิงนิ่งค้าง

หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที

ภูริชเองก็เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป ดวงตาคมเข้มขึ้นเล็กน้อย แต่เขาไม่ถอนคำพูด

น้ำขิงหลบตา

“ขิงไม่อยากพิเศษค่ะ ขิงอยากทำงานเหมือนคนอื่น”

“แล้วเธอคิดว่าฉันปกป้องเธอเพราะอะไร”

น้ำขิงกำแฟ้มแน่นขึ้น

เธอไม่รู้ หรือบางทีเธออาจกลัวคำตอบมากกว่าความไม่รู้

“เพราะท่านประธานรู้สึกผิดเรื่องคืนนั้นหรือเปล่าคะ” ความเงียบตกลงทันที ใบหน้าของภูริชเย็นลงเล็กน้อย

“เธอคิดแบบนั้น?”น้ำขิงสูดลมหายใจ

“ขิงไม่รู้ค่ะ แต่ถ้าใช่ ขิงอยากบอกว่าไม่จำเป็น ท่านประธานช่วยขิงไว้ ขิงขอบคุณมาก ส่วนเรื่องหลังจากนั้น...ขิงอยากให้มันเป็นความผิดพลาดที่จบไปแล้ว”

แววตาของภูริชเข้มขึ้น“สำหรับเธอมันจบแล้ว?”

น้ำขิงเงยหน้าขึ้น“มันควรจบค่ะ”

“แต่ฉันไม่คิดแบบนั้น”

หัวใจของหญิงสาวกระตุกแรง ภูริชก้าวเข้ามาใกล้ช้า ๆ

น้ำขิงถอยหลังโดยอัตโนมัติ จนแผ่นหลังชนกับขอบโต๊ะประชุม เธอเงยหน้ามองเขา ดวงตากลมไหวระริก แต่คราวนี้ไม่ได้มีเพียงความกลัว มีความหวั่นไหวปนอยู่ด้วย และภูริชมองเห็น เขามองเห็นชัดเกินไป

“เธอพยายามผลักฉันออกไปทุกวัน”

เสียงของเขาต่ำลง

“แต่รู้ไหม ยิ่งเธอผลัก ฉันยิ่งอยากรู้ว่าเธอซ่อนอะไรไว้ข้างใน”

น้ำขิงกลั้นหายใจ“ขิงไม่ได้ซ่อนอะไรค่ะ”

“โกหก”

“ท่านประธาน...”

“เรียกชื่อฉัน”คำสั่งนั้นเบา แต่ทำให้เธอสะท้าน

“ไม่ได้ค่ะ”

“ทำไม”

“เพราะเราไม่ได้สนิทกัน”

ภูริชโน้มตัวลงเล็กน้อย“แน่ใจ?”ใบหน้าของน้ำขิงร้อนผ่าวความทรงจำเมื่อคืนแรกวูบขึ้นมาอีกครั้ง เธอรีบเบือนหน้าหนี

“อย่าพูดแบบนี้ค่ะ”

ภูริชนิ่งไป เขาเห็นความสับสนในแววตาเธอ เห็นความพยายามจะเข้มแข็ง และเห็นความหวาดหวั่นที่เขาเองเป็นคนสร้าง

ชายหนุ่มค่อย ๆ ถอยออกหนึ่งก้าว น้ำขิงเงยหน้ามองเขาอย่างแปลกใจ

“ฉันไม่แตะเธอ ถ้าเธอไม่เต็มใจ”ประโยคนั้นทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างรุนแรง

มันไม่ใช่คำหวาน แต่มันคือขอบเขตขอบเขตที่เธอไม่คิดว่าผู้ชายเอาแต่ใจอย่างเขาจะยอมวางไว้ให้

น้ำขิงหลุบตาลง

“ขอบคุณค่ะ”

“แต่เรื่องงาน เธอต้องไปกับฉันตอนบ่าย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป