บทที่ 4 เริ่มมีความหวัง

ผ่านมาครึ่งชั่วโมงรถสีส้มของหญิงสาวก็มาจอดที่โรงพยาบาล ในเวลาบ่ายแบบนี้การหาที่จอดรถจึงไม่ใช่เรื่องยาก เธอเลือกจอดรถใต้ต้นไม้ใหญ่ก่อนจะเดินตรงไปยังแผนกผู้ป่วยวิกฤติซึ่งมารดาของเธอนอนพักอยู่

“คุณพยาบาลคะแม่ของหนูฟื้นหรือยังคะ”

“คนไข้รู้สึกตัวแล้วค่ะ แต่ยังเหนื่อยอยู่”

“หนูขอเข้าไปเยี่ยมแม่ได้ไหมคะ ตั้งแต่แม่ป่วยหนูยังไม่ได้คุยกับแม่ได้เลยนะคะคุณพยาบาล” หญิงสาวพยายามขอร้อง

“หนูรอก่อนนะเดี๋ยวพี่ขอโทรถามหมอเจ้าของไข้ก่อนว่าจะอนุญาตให้หนูเข้าไปเจอกับแม่ได้ไหม”

“ได้ค่ะขอบคุณนะคะ”

อันดายืนยิ้มรอคอยคำตอบจากพยาบาลอย่างมีความหวัง ไม่นานพยาบาลก็เดินกินกลับมาที่เธอ

“หมออนุญาตไหมคะ”

“หมออนุญาตให้เยี่ยมได้ 15 นาทีนะ เดี๋ยวหนูไปล้างมือแล้วเปลี่ยนชุดในห้องนั้นนะแล้วก็อย่าลืมใส่สวมหมวกสวมแมสก์ที่โรงพยาบาลเตรียมไว้ให้ด้วยนะ”

“ได้ค่ะ” อันดารีบทำตามที่พยาบาลบอกอย่างรวดเร็วก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้องไอซียูซึ่งตอนนี้ผู้ป่วยแต่ละเตียงมีสายระโยงระยางและเสียงเครื่องช่วยหายใจดังไปทั่วห้อง

หญิงสาวรีบเดินตรงไปยังเตียงของมารดาตอนนี้ท่านนอนอยู่บนเตียงรอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้ามือที่ใส่สายน้ำเกลือไว้พยายามจะเอื้อมมาจับมือลูกสาว

“แม่คะ แม่เป็นยังไงบ้างเจ็บมากไหม” หญิงสาวจับมือมารดาเบาๆ เพราะกลัวท่านจะเจ็บ

“น้องคะคนไข้ยังพูดไม่ได้ค่ะ การสื่อสารอาจจะยากสักนิดอาจจะใช้วิธีเขียนหรือวิธีพิมพ์ในโทรศัพท์เอานะคะ” พยาบาลประจำห้องผู้ป่วยบอก

“แม่ขา....แม่ไม่ต้องพูดนะแม่แค่พยักหน้าอย่างเดียว แม่เจ็บมากไหมคะ “ หญิงสาวถามอย่างอ่อนโยน

ประไพมองหน้าลูกสาวน้ำตาคลอเธอส่ายหน้าแม้จะรู้สึกเจ็บและเหนื่อยมากแต่ก็พยายามฝืนยิ้มให้ลูกสาว

“แม่ขาหนูคุยกับหมอแล้วหมอบอกว่าใช้เวลาอีกไม่นานแม่ก็จะกลับมาเป็นปกติ”

มารดาของหญิงสาวพยักหน้าก่อนจะเอามือชี้ไปยังโทรศัพท์

“แม่จะเอาอะไรคะ” อันดาพยายามเดาใจมารดา

มือของเธอยังคงชี้ไปที่โทรศัพท์อย่างเดิมอันดาจึงพอจะเดาออกว่าท่านอาจจะต้องการเขียนหรือบอกอะไรบางอย่าง

หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ของตนเองให้เปิดแอปพลิเคชัน ที่สามารถพิมพ์ได้ให้กลับมารดา

มือสั่นเทาพิมพ์ตัวอักษรลงไปอย่างช้า ๆ ด้วยแรงที่มีน้อยนิด

‘แม่รักลูกนะ’

อันดาอ่านข้อความนั้นแล้วน้ำตาก็ไหลพราก

“หนูก็รักแม่ค่ะ รักที่สุดเลย แม่ขา....หนูอยากกลับมาดูแลแม่หนูคิดว่าจะหางานทำที่นี่”

ประไพส่ายหน้า แล้วเธอก็พิมพ์ตัวอักษรลงบนโทรศัพท์

‘ไม่ต้องห่วงแม่นะ งานที่กรุงเทพเงินเดือนเยอะ เดี๋ยวแม่ก็หายเดี๋ยวแม่ก็แข็งแรง’

“แม่คะ แต่หนูเป็นห่วงแม่นะคะ อยู่ที่นี่ไม่มีใครดูแลเลยหนูเป็นลูกสาวคนเดียวของแม่นะ ถ้าหนูไม่อยู่แล้วใครจะดูแล”

‘แม่จะดูแลตัวเอง หนูทำงานเก็บเงินสักก้อนแล้วค่อยกลับมาอยู่บ้านเรา’

“หนูจะรอจนแม่หายดีแล้วค่อยกลับไปทำงานค่ะ ที่บริษัทเขาให้หนูลามาดูแม่ได้จนกว่าแม่จะหาย” อันดารีบบอกเพราะกลัวมารดาจะไม่สบายใจ

ประไพพยักหน้าแต่เธอรู้ดีว่าตัวเองน่าจะเหลือเวลาอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่นานเพราะรู้สึกเหนื่อยมากๆ วันนี้เธอก็พยายามฝืนแรงทั้งหมดเพื่อคุยกับลูกสาว

“แม่ขาคุณหมอให้หนูเยี่ยมแม่แค่ 15 นาทีเดี๋ยวพรุ่งนี้หนูจะมาเยี่ยมใหม่ แต่หนูจะรออยู่ข้างนอกตรงนั้นนะคะ”

‘กลับไปพักที่บ้านดีกว่านะ’

“หนูขออยู่กับแม่จนเย็นค่อยกลับนะคะ”

‘ค่าโรงพยาบาลแพงไหม เอาเงินในบัญชีแม่นะ บัตรอยู่ในกระเป๋ารหัสคือวันเดือนปีเกิดของหนู ถ้าไม่พอเอาสร้อยทองไปขาย แม้เก็บไว้ที่เดิม’

“แม่ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้เลยค่ะ นายหัวนทีบอกว่าจะจัดการให้ แต่หนูไม่เอาของเขาฟรีๆ หรอกค่ะ ก็หนูคิดว่าจะผ่อนจ่ายให้นายหัวค่ะ”

‘นายหัวเป็นคนดี หนูต้องเชื่อฟังนายหัวนะ’ มือสั่นเทาพิมพ์บอกลูกสาว

ตั้งแต่หอบลูกหนีสามีที่ชอบทำร้ายร่างกายมาจากเชียงใหม่ประไพก็ได้เข้าทำงานที่สวนยางของนายหัวนทีตามคำแนะนำของคนรู้จักที่แต่งงานแล้วย้ายมาอยู่ที่จังหวัดนี้

นายหัวนทีรับเธอเข้ามาทำงานและช่วยเหลือทุกอย่างจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว

“ค่ะแม่ หนูคงต้องไปก่อนแล้วมันครบ 15 นาทีแล้วค่ะ”

‘อันดา ดูแลตัวเองนะ แม่รักลูก’

“หนูก็รักแม่ค่ะ” หญิงสาวบอกมารดาแล้วกอดท่านไว้แน่น

เธอใช้เวลา 15 นาทีอย่างคุ้มค่าจากนั้นก็เดินออกไปเปลี่ยนชุดและรออยู่หน้าห้องจนกระทั่งเห็นมารดาหลับจึงถอยออกมานั่งอยู่บนเก้าอี้

อันดายังไม่อยากกลับบ้านเพราะกลับไปก็ไม่รู้จะทำอะไร เธอยากอยู่กับมารดาให้ได้มากที่สุด แม้ไม่ได้อยู่ใกล้กันมากไม่ได้พูดคุยแต่แค่ได้มองเห็นมันก็ดีมากๆ แล้วในสถานการณ์เช่นนี้

อันดานั่งรอที่หน้าห้องอยู่นาน จนกระทั่งเห็นคุณหมอเจ้าของไข้เดินมาหญิงสาวก็รีบเข้าไปทักทายอีกรอบ

“สวัสดีค่ะคุณหมอ หนูขอถามอาการของแม่เพิ่มเติมได้ไหมคะ” เธอรู้สึกเกรงใจทั้งที่เพิ่งถามไปเมื่อเช้าแต่ก็ยังมาถามอีกแต่ด้วยความเป็นห่วงมารดาก็เลือกที่จะถามออกไป

“เมื่อกี้ได้เข้าไปเยี่ยมแล้วใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ แม่ของหนูดูเหนื่อยมากค่ะ หมอบอกความจริงกับหนูได้ไหมว่าอาการของแม่เป็นหนักมากใช่ไหม”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป