บทที่ 5 5

แดดยามสายเริ่มทวีความร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ลานฝึกดินแดงหน้ากองบังคับการฝุ่นฟุ้งกระจาย เหล่าพลทหารที่กำลังฝึกซ้อมต่างพากันหยุดชะงักและลอบมองไปที่จุดเดียวกัน

ร่างบอบบางของม่านมุกในชุดเสื้อยืดสีขาวและกางเกงวอร์ม กำลังวิ่งเหยาะๆ อยู่รอบลานฝึกกว้าง ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความร้อนและเหนื่อยล้า เหงื่อเม็ดโป้งผุดซึมตามไรผมและกรอบหน้า เสื้อยืดสีขาวเปียกชุ่มจนแนบลู่ไปกับสัดส่วนโค้งเว้าของหญิงสาววัยสะพรั่ง

"ผู้พันครับ... คุณมุกวิ่งมา 5 รอบแล้วนะครับ แดดก็ร้อนเปรี้ยงขนาดนี้ ผู้หญิงตัวเล็กๆ จะทนไม่ไหวนะครับ" จ่าหมายที่ยืนกางร่มให้รุจิภาสอยู่ริมสนาม เอ่ยปากขอร้องเจ้านายด้วยความสงสารจับใจ

รุจิภาสในชุดเครื่องแบบทหารครึ่งท่อน ยืนกอดอกนิ่งราวกับรูปปั้น ใบหน้าคมเข้มสวมแว่นกันแดดสีดำสนิท ทำให้มองไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่กรามแกร่งที่บดเข้าหากันจนนูนเป็นสัน บ่งบอกว่าเขาเองก็กำลังต่อสู้กับความรู้สึกบางอย่างในใจ

ทำไมถึงดื้อขนาดนี้นะ... แค่เอ่ยปากขอโทษ หรือยอมแพ้ ฉันก็พร้อมจะสั่งให้หยุดแล้วแท้ๆ

รุจิภาสสบถในใจ สายตาคมกริบภายใต้แว่นดำจับจ้องไปที่ร่างบางไม่วางตา เขาสังเกตเห็นว่าจังหวะการวิ่งของม่านมุกเริ่มช้าลง ขาเรียวทั้งสองข้างดูสั่นเทาเหมือนคนหมดแรง แต่ดวงตากลมโตคู่ที่ช้อนมองมาทางเขาทุกครั้งที่วิ่งผ่าน กลับยังคงฉายแววพยศและดื้อดึงอย่างไม่ลดละ

เธอไม่ยอมแพ้... และเขาก็ไม่ยอมเสียหน้าเหมือนกัน

"ถ้าจ่าสงสารนัก ก็ลงไปวิ่งเป็นเพื่อนเธอสิ" รุจิภาสตอบเสียงห้วน ดับความหวังของจ่าหมายจนสนิท

รอบที่ 7...

แสงแดดจัดจ้าบวกกับความเหนื่อยล้าที่ไม่เคยกินแรงขนาดนี้มาก่อน ทำให้ม่านมุกเริ่มหน้ามืด โลกทั้งใบตรงหน้าหมุนคว้างราวกับลูกข่าง เสียงครูฝึกที่ตะโกนสั่งทหารดังก้องอยู่ในหูฟังดูอื้ออึงไปหมด ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว

ไม่... ฉันจะไม่ยอมแพ้ไอ้ยักษ์บ้านั่นเด็ดขาด...

ม่านมุกกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือดเพื่อเรียกสติ แต่ร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่งอีกต่อไป ในจังหวะที่ก้าวเท้าออกไป ขาซ้ายของเธอกลับหมดแรงเอาดื้อๆ ร่างบอบบางเสียหลักล้มคว่ำลงไปข้างหน้าทันที!

"คุณมุก!!" จ่าหมายร้องเสียงหลง

แต่ก่อนที่ร่างของม่านมุกจะร่วงกระแทกกับพื้นดินแดงที่ร้อนระอุ เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามาด้วยความเร็วราวกับเสือชีตาห์ตะครุบเหยื่อ

"ม่านมุก!"

รุจิภาสสไลด์ตัวเข้ามารับร่างบางเอาไว้ได้ทันท่วงที ท่อนแขนแกร่งตวัดรัดรอบเอวคอดกิ่ว ดึงร่างที่หมดสติของเด็กสาวเข้ามากระแทกกับแผงอกกว้างของเขาอย่างจัง แรงปะทะทำให้ทั้งคู่ล้มกลิ้งไปบนพื้นดินเล็กน้อย ก่อนที่รุจิภาสจะยันตัวลุกขึ้นนั่ง โดยมีร่างของม่านมุกซุกอยู่ในอ้อมกอด

"ม่านมุก! ได้ยินฉันไหม!" รุจิภาสตบแก้มใสเบาๆ ด้วยความตื่นตระหนก หัวใจของนายทหารหนุ่มที่เคยผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน บัดนี้กลับเต้นรัวกระหน่ำด้วยความกลัว... กลัวว่าเด็กคนนี้จะเป็นอะไรไป

ใบหน้าหวานซีดเผือดไร้สีเลือด ลมหายใจหอบถี่ ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอขึ้นเล็กน้อยเพื่อกอบโกยอากาศ ความร้อนรุมๆ จากตัวเธอแผ่ซ่านผ่านเสื้อผ้าเข้ามาสัมผัสกับผิวของเขา

"บ้าเอ๊ย! ดื้อไม่มีใครเกินเลยจริงๆ!" รุจิภาสสบถอย่างหัวเสีย แต่สองมือกลับช้อนร่างบางขึ้นมาอุ้มไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม ราวกับเธอเป็นกระเบื้องเคลือบราคาแพงที่พร้อมจะแตกสลาย

"ผู้พันครับ! รถพยาบาล..." จ่าหมายวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

"ไม่ต้อง! เปิดประตูรถฉัน เดี๋ยวฉันพาไปปฐมพยาบาลที่บ้านเอง!" รุจิภาสสั่งเสียงเฉียบขาด ก่อนจะอุ้มม่านมุก ก้าวยาวๆ ตรงไปที่รถจี๊ปทหารของเขา ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าทหารทั้งกองพันที่เห็นผู้พันสายดุอุ้มผู้หญิงด้วยท่าทีร้อนรนเป็นครั้งแรก

ภายในห้องนั่งเล่นของบ้านพัก รุจิภาสวางร่างของม่านมุกลงบนโซฟาหนังตัวยาวอย่างเบามือ เขาจัดการปลดกระดุมเสื้อเครื่องแบบของตัวเองออกสองเม็ดเพื่อคลายความอึดอัด ก่อนจะหันไปสั่งจ่าหมายให้ไปเอากะละมังน้ำเย็นกับผ้าขนหนูมา

ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศช่วยให้ม่านมุกเริ่มรู้สึกตัว เด็กสาวครางอืออาในลำคอ เปลือกตาบางค่อยๆ ปรือขึ้น ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าคมเข้มของผู้พันรุจิภาสที่กำลังโน้มตัวลงมาใกล้

ความทรงจำสุดท้ายที่เธอล้มลงกลางลานฝึกไหลย้อนกลับมา พร้อมกับความรู้สึกแพ้ที่ตีตื้นขึ้นมาในอก

"ปล่อยนะ... คนใจร้าย..." ม่านมุกละเมอพูดเสียงแหบพร่า มือเล็กๆ ยกขึ้นผลักแผงอกกว้างของเขาด้วยแรงอันน้อยนิด

"อยู่นิ่งๆ ม่านมุก เธอหน้ามืดเพราะแดด" รุจิภาสจับข้อมือทั้งสองข้างของเธอรวบไว้ด้วยมือเดียวของเขา เพื่อไม่ให้เธอดิ้นรนจนตกโซฟา

"มุกไม่เป็นไร... ปล่อย!" เด็กสาวยังคงดื้อดึง พยายามบิดตัวหนีจากการเกาะกุมของเขา

การดิ้นรนของเธอทำให้เสื้อยืดสีขาวที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เลิกขึ้นจนเห็นหน้าท้องแบนราบขาวเนียน และที่แย่ไปกว่านั้น... คอเสื้อที่ค่อนข้างกว้างอยู่แล้ว กลับร่นลงมาจนเผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหอบหายใจ ซับในสีอ่อนที่แนบสนิทไปกับทรวดทรงของสาววัยยี่สิบปี ปรากฏชัดเจนอยู่เบื้องหน้าสายตาของผู้บังคับการหนุ่ม

รุจิภาสชะงักกึกราวกับถูกสาป มือหนาที่จับข้อมือเธอไว้ค่อยๆ คลายออกโดยอัตโนมัติ สายตาคมกริบที่เคยมองเธอเป็นเพียงเด็กกะโปโล บัดนี้กลับถูกตรึงสลักไว้ที่ภาพความเย้ายวนเบื้องหน้าอย่างไม่อาจละสายตาได้

ความเงียบโรยตัวลงครอบคลุมทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงหอบหายใจของคนสองคนที่ดังก้องแข่งกัน

ม่านมุกรู้สึกถึงสายตาที่ร้อนแรงราวกับเปลวเพลิงของเขา เธอก้มลงมองตัวเอง ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หญิงสาวรีบดึงคอเสื้อขึ้นปิดบังทรวงอกของตัวเอง ใบหน้าหวานแดงซ่านลามไปถึงใบหู

"คะ...คุณมองอะไร!" ม่านมุกตวาดแหว เสียงสั่นระริกด้วยความอับอายและทำอะไรไม่ถูก

รุจิภาสกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก กรามแกร่งขบเข้าหากันแน่นเพื่อสะกดกลั้นสัญชาตญาณดิบที่ถูกปลุกปั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนกันมั่วไปหมดในหัว

ชายหนุ่มรีบผละออกห่างจากโซฟาราวกับโดนของร้อน เขาหันหลังให้เธอ ยกมือขึ้นเสยผมที่เปียกชื้นของตัวเองอย่างหงุดหงิดงุ่นง่าน... หงุดหงิดที่ตัวเองเผลอไปใจเต้นแรงกับเด็กในปกครอง!

"นอนพักซะ..." รุจิภาสสั่งเสียงพร่า พยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ "เดี๋ยวจ่าหมายจะเอาข้าวกับยามาให้ แล้วห้ามออกไปซนที่ไหนอีก... นี่คือคำสั่ง!"

พูดจบ รุจิภาสก็สาวเท้าเดินออกไปจากห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ม่านมุกนอนตัวสั่นอยู่บนโซฟา หัวใจดวงน้อยของหญิงสาวเต้นรัวกระหน่ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ม่านมุกยกมือขึ้นทาบหน้าอกตัวเอง สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นที่รุนแรง เธอไม่รู้ว่าที่หัวใจเต้นแรงขนาดนี้ เป็นเพราะความโกรธ ความเหนื่อย...

หรือเป็นเพราะสายตาคู่นั้นของผู้พันสายดุกันแน่...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป