บทที่ 6 6

ความรู้สึกวาบหวามและสายตาร้อนแรงของผู้พันรุจิภาสที่จ้องมองมาในวันนั้น ยังคงรบกวนจิตใจของม่านมุกอยู่ลึกๆ แม้เวลาจะผ่านไปแล้วสองวันก็ตาม

หลังจากเหตุการณ์หน้ามืดที่ลานฝึก รุจิภาสก็ไม่ได้เข้ามาวุ่นวายหรือดุด่าอะไรเธออีก เขาออกไปทำงานที่กองบังคับการตั้งแต่เช้ามืดและกลับมาในตอนดึก มีเพียงจ่าหมายที่คอยดูแลเรื่องอาหารการกินและคอยกำชับให้เธอพักผ่อนตามคำสั่งของผู้พัน

ช่วงบ่ายของวันเสาร์ อากาศภายนอกร้อนอบอ้าว แต่ม่านมุกที่อาการดีขึ้นมากแล้วกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ชุดโซฟารับแขกกลางบ้าน เธอสวมเสื้อยืดสีพีชตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นสีขาวที่ยาวระดับเข่า (ตามกฎข้อที่ 2 อย่างเคร่งครัด) ผมยาวถูกรวบมวยไว้ลวกๆ กลางศีรษะ ปล่อยปอยผมตกลงมาคลอเคลียกรอบหน้าหวาน

บรื้น...

เสียงเครื่องยนต์รถยุโรปคันหรูแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านพัก ทำให้ม่านมุกละสายตาจากหนังสือ เธอชะเง้อมองผ่านหน้าต่างกระจก ก่อนจะลอบถอนหายใจยาว เมื่อเห็นร่างระหงของคุณหญิงแพรวพรรณก้าวลงมาจากรถ แต่ครั้งนี้ไม่ได้มาคนเดียว มีหญิงสาวหน้าตาสะสวย รูปร่างบอบบางราวกับนางแบบในชุดเดรสสีครีมเข้ารูป เดินควงแขนตามลงมาด้วย

"จ่าหมาย! จ่าหมายอยู่ไหน!" เสียงแหลมปรี๊ดของคุณหญิงดังนำมาก่อนตัว

ม่านมุกรีบลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยและเดินออกไปรับหน้าแขก "จ่าหมายออกไปซื้อของสดที่ตลาดสวัสดิการค่ะ คุณหญิงมีอะไรให้มุกรับใช้คะ"

คุณหญิงแพรวพรรณปรายตามองม่านมุกตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยามเช่นเคย ก่อนจะเดินนำหญิงสาวข้างกายเข้ามานั่งบนโซฟาตัวยาวราวกับเป็นเจ้าของบ้าน

"ฉันพารสริน แฟนของตารุจมาดูบ้านน่ะสิ" คุณหญิงพูดเสียงเชิด หันไปยิ้มแย้มกับหญิงสาวข้างๆ "หนูรสจ๊ะ นี่ไงม่านมุก เด็กที่ตารุจรับมาอุปการะเพราะเห็นแก่พ่อของเขาน่ะ"

รสรินหันมามองม่านมุก ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงสดเหยียดยิ้มบางๆ ที่ดูคล้ายจะเอ็นดู แต่ดวงตาคู่สวยกลับฉายแววประเมินและข่มขวัญอย่างปิดไม่มิด

"อ๋อ... น้องม่านมุกนี่เอง รสได้ยินพี่รุจพูดถึงอยู่บ่อยๆ ค่ะ" รสรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย แต่คำพูดกลับแฝงเข็มซ่อนปลาย "เห็นบอกว่าเป็นเด็กกำพร้า น่าสงสารจังเลยนะคะ รสยังคุยกับพี่รุจเลยว่า ถ้าเราแต่งงานกันไป รสจะช่วยดูแลน้องมุกอีกแรง จะได้ไม่เป็นภาระของพี่รุจจนเกินไป"

ม่านมุกกำมือที่ซ่อนอยู่ข้างลำตัวแน่น พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์ เธอรู้ดีว่าผู้หญิงตรงหน้ากำลังพยายามประกาศอาณาเขตและข่มเธอให้จมดิน

"ขอบคุณค่ะคุณรสริน แต่มุกดูแลตัวเองได้ค่ะ ไม่รบกวนให้คุณรสรินต้องมาลำบากหรอกค่ะ" ม่านมุกตอบกลับด้วยรอยยิ้มเรียบๆ ไม่มีความประหม่าหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย

คุณหญิงแพรวพรรณแค่นหัวเราะ "ดูแลตัวเองได้ก็ดี แต่จำเอาไว้นะแม่หนู... ว่าสถานะของเธอที่นี่คืออะไร เธอเป็นแค่เด็กกาฝากที่ลูกชายฉันจำใจต้องรับมาเลี้ยงดู อย่าริอ่านทำตัวตีเสมอ หรือคิดจะจับลูกชายฉันเพื่อยกระดับตัวเองเด็ดขาด!"

คำว่า 'เด็กกาฝาก' พุ่งเข้าเสียดแทงใจม่านมุกอย่างจัง แต่หญิงสาวผู้สู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็กเลือกที่จะเชิดหน้าขึ้น ดวงตากลมโตสบตาคุณหญิงอย่างไม่ลดละ

"คุณหญิงไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ มุกเจียมตัวดี และมุกก็ไม่ได้พิศวาสอะไรลูกชายของคุณหญิงด้วย ผู้ชายดุๆ หน้าบึ้งๆ แบบนั้น มุกไม่ได้มีรสนิยมชอบคนแก่หรอกค่ะ!" ม่านมุกสวนกลับด้วยความเหลืออด

"นี่แก!" คุณหญิงแพรวพรรณเบิกตากว้างด้วยความโกรธจัด ไม่เคยมีใครกล้าต่อปากต่อคำกับเธอแบบนี้มาก่อน

"คุณแม่คะ ใจเย็นๆ ค่ะ" รสรินรีบแตะแขนคุณหญิงเบาๆ ก่อนจะหันมามองม่านมุกด้วยสายตาที่เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว "น้องมุกคะ พูดจาให้มันมีมารยาทหน่อยนะคะ คุณแม่ท่านเป็นผู้ใหญ่ และพี่รุจก็เป็นผู้มีพระคุณของน้อง การที่น้องมาอาศัยบ้านเขากินนอน ก็ควรจะรู้จักที่ต่ำที่สูงบ้าง"

"มุกรู้ที่ต่ำที่สูงค่ะ แต่บางทีผู้ใหญ่ก็ควรจะให้เกียรติเด็กบ้าง ไม่ใช่เอะอะก็ด่าว่าเป็นกาฝาก" ม่านมุกตอบฉะฉาน

รสรินลุกขึ้นยืน กรีดกรายเดินเข้ามาใกล้ม่านมุก แววตามาดร้ายปรากฏชัดเจนเมื่อคุณหญิงมองไม่เห็น "ปากเก่งนักนะ... เอาล่ะ ในเมื่อเธออาศัยบ้านพี่รุจอยู่ เธอก็ควรจะทำงานแลกข้าวบ้าง ไปชงชาร้อนๆ มาให้ฉันกับคุณแม่สิ แล้วก็เอาคุกกี้มาด้วย หวังว่าเรื่องแค่นี้คงไม่เกินสติปัญญาของเด็กกาฝากหรอกนะ"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป