บทที่ 8 8
"ห้ามเถียง ห้ามขัดใจ" ม่านมุกตอบเสียงแข็ง "แต่มุกไม่ได้ผิด! ยัยป้านั่นจงใจเอาน้ำร้อนลวกมุกก่อน มุกก็แค่เอาคืน!"
"แต่เธอใช้อารมณ์! ใช้ความรุนแรง! เธอคิดว่าที่นี่คือสนามเด็กเล่นที่เธอจะสาดน้ำใส่ใครก็ได้งั้นเหรอ!" รุจิภาสตวาดลั่นจนม่านมุกสะดุ้ง "เธอทำให้แม่ฉันโกรธ ทำให้ผู้ใหญ่ต้องเสียหน้า!"
"ก็ถ้าผู้ใหญ่ของคุณนิสัยไม่ดี มุกก็ไม่จำเป็นต้องเคารพ!" ม่านมุกตะโกนกลับ น้ำตาแห่งความเจ็บใจที่อุตส่าห์กลั้นไว้เริ่มเอ่อคลอเบ้าตา "คุณมันก็เข้าข้างแต่คู่หมั้นของคุณนั่นแหละ! คุณไม่เคยฟังมุกเลย! คุณเห็นรอยแผลมุกไหม เห็นไหมว่ามุกเจ็บ!"
ม่านมุกยื่นแขนที่แดงเถือกไปตรงหน้าเขา ดวงตากลมโตสั่นระริก
รุจิภาสจ้องมองรอยแผลนั้น กรามแกร่งบดเข้าหากันแน่นจนนูนเป็นสัน ความรู้สึกผิดและห่วงใยตีรวนขึ้นมาจุกที่ลำคอ เขาอยากจะดึงร่างบางเข้ามากอด ปลอบประโลมและขอโทษที่เขาปกป้องเธอไม่ได้ดีพอ... แต่สถานะ 'ผู้ปกครอง' และ 'กำแพง' ที่เขาสร้างไว้ ทำให้เขาต้องแข็งใจ
ชายหนุ่มหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะลืมตาขึ้นมาด้วยแววตาที่ดุดันและเย็นเยียบกว่าเดิม
"อย่ามาขึ้นเสียงกับฉัน ม่านมุก" น้ำเสียงของเขาประกาศิต ไร้ซึ่งความปรานี "ในเมื่อเธอทำผิดกฎ เธอสร้างความวุ่นวาย เธอก็ต้องถูกลงโทษ"
รุจิภาสชี้นิ้วไปทางห้องทำงานของเขาที่อยู่ชั้นล่าง ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เอ่อท้นไปด้วยน้ำตาของเด็กสาว
"ก้าวเข้ามาในห้องทำงานฉันเดี๋ยวนี้ ม่านมุก!"
ม่านมุกยืนนิ่ง กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความรู้สึกน้อยใจและเจ็บปวดถาโถมเข้าใส่ แต่ด้วยศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ เธอปาดน้ำตาทิ้งอย่างลวกๆ เชิดหน้าขึ้น แล้วเดินกระแทกส้นเท้าตรงเข้าไปในห้องทำงานของเขาทันที
รุจิภาสมองตามแผ่นหลังบางนั้นไป ก่อนจะหันไปสั่งจ่าหมายเสียงเครียด
"จ่าหมาย... ไปเอากล่องพยาบาลมาให้ฉันที่ห้องทำงาน ด่วน!"
ปัง!
เสียงประตูไม้บานหนาปิดลงพร้อมกับเสียงกดล็อกกลอนที่ดังคลิก ทำเอาร่างบางที่ยืนอยู่กลางห้องทำงานสะดุ้งสุดตัว ม่านมุกหันขวับกลับไปมองแผ่นหลังกว้างของผู้พันรุจิภาสที่เพิ่งเดินตามเข้ามา ภายในห้องทำงานที่ตกแต่งด้วยโทนสีเข้มขรึมและมีเพียงแสงไฟสลัว ยิ่งขับเน้นให้ออร่าความดุดันของนายทหารหนุ่มดูน่าเกรงขามจนแทบจะสูบอากาศหายใจออกไปจากห้องจนหมด
"คุณล็อกประตูทำไม..." ม่านมุกถามเสียงสั่น พยายามบังคับตัวเองไม่ให้ก้าวถอยหลังหนี
รุจิภาสไม่ตอบ ชายหนุ่มเพียงแค่ปรายตาคมกริบมองเธอ ก่อนจะเดินไปรับกล่องปฐมพยาบาลจากจ่าหมายที่เคาะประตูดังขึ้นพอดี เขารับกล่องนั้นมาเงียบๆ แล้วปิดประตูล็อกอีกครั้ง
เมื่ออยู่กันตามลำพัง ความเงียบอันน่าอึดอัดก็เข้าปกคลุม รุจิภาสหมุนตัวกลับมาหาเธอ ดวงตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังเบิกกว้างด้วยความหวาดระแวง
"เธอคิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ม่านมุก" น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบถูกเปล่งออกมา "เธอคิดว่าการสาดน้ำใส่หน้าแขกของฉัน เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจนักหรือไง!"
"มุกไม่ได้ภูมิใจ! แต่มุกแค่ป้องกันตัว!" ม่านมุกเถียงกลับทันที ความน้อยใจที่ถูกเขามองว่าผิดเสมอทำให้เธอฮึดสู้ "คุณไม่ได้อยู่ตรงนั้น คุณไม่เห็นว่าคู่หมั้นของคุณจงใจปัดน้ำร้อนใส่มุกก่อน!"
"แล้วไง? เธอเลยต้องตอบโต้ด้วยการสาดน้ำเย็นใส่เขา? ทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาที่เอะอะก็ใช้กำลังงั้นเหรอ!"
"ใช่! มุกมันเด็กมีปัญหา! มุกมันเด็กกำพร้า เด็กกาฝากที่ไม่มีใครต้องการอย่างที่แม่คุณว่านั่นแหละ!" ม่านมุกตะโกนสวนกลับ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้พังทลายลงมาอาบสองแก้ม "คุณจะให้มุกยืนนิ่งๆ เป็นกระสอบทรายให้พวกเขารังแกหรือไง คุณคิดว่ามุกเจ็บไม่เป็นเหรอ!"
รุจิภาสชะงักไปชั่วครู่เมื่อเห็นหยาดน้ำตาที่ร่วงเผาะลงมาจากดวงตาคู่สวย กรามแกร่งบดเข้าหากันแน่นจนนูนเป็นสัน ความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมาในอก แต่ด้วยทิฐิและสถานะผู้ปกครองที่ต้องปรามความดื้อรั้น เขาจึงเลือกที่จะก้าวอาดๆ เข้าไปหาเธอแทนการเอ่ยคำปลอบประโลม
ม่านมุกเห็นเขาสืบเท้าเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีคุกคาม เธอก็ถอยหลังกรูดโดยอัตโนมัติ ถอยไปจนกระทั่งแผ่นหลังบางชนเข้ากับตู้หนังสือไม้สักบานใหญ่... หมดทางหนี
ตุบ!
รุจิภาสยกแขนทั้งสองข้างขึ้นยันกับตู้หนังสือ กักขังร่างบอบบางไว้ในวงแขนแกร่งของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ ร่างสูงใหญ่โน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน กลิ่นหอมสะอาดสไตล์บุรุษผสมกับกลิ่นโคโลญจน์จางๆ ลอยมากระทบจมูกม่านมุก ทำให้เธอต้องกลั้นหายใจ หัวใจดวงน้อยเต้นรัวกระหน่ำด้วยความตื่นตระหนก
"ฉันยังพูดไม่จบ..." รุจิภาสกระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปากเธอ สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตา "กฎข้อที่ 5 ของฉันบอกว่าห้ามเถียง... แต่เธอเถียงฉันทุกคำ กฎข้อที่ 1 บอกว่าห้ามสบตาเกิน 3 วินาที... แต่ตอนนี้เธอกำลังจ้องหน้าฉันอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ"
"ก็คุณมันไม่มีเหตุผล..." ม่านมุกเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้เสียงจะสั่นระริก "ถ้าคุณอยากจะทำโทษนัก ก็เอาเลย! จะตี จะด่า จะสั่งขัง หรือจะไล่มุกออกจากบ้านก็เชิญ!"
"ฉันไม่ไล่เธอออกไปไหนทั้งนั้น..." เสียงทุ้มขาดห้วงไปเล็กน้อย ดวงตาคมดุกวาดมองลงมาที่ท่อนแขนเรียวของเธอ "และฉันก็ไม่ได้เรียกเธอเข้ามาเพื่อจะตีเธอด้วย..."
พูดจบ รุจิภาสก็ผละออกจากตู้หนังสือ เขาคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้แน่นแต่ไม่ถึงกับเจ็บ ก่อนจะออกแรงดึงร่างบางให้เดินตามเขาไปที่โซฟาหนังตัวใหญ่กลางห้อง
"นั่งลง" เขาสั่งเสียงเรียบ
ม่านมุกกระพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง แต่ก็ยอมนั่งลงบนโซฟาอย่างว่าง่าย เพราะเดาอารมณ์ของผู้ชายตรงหน้าไม่ถูกจริงๆ
