บทที่ 1 กฎเหล็กของคุณหมอ
แสงอาทิตย์ยามบ่ายม้วนตัวผ่านยอดตึกระฟ้าใจกลางกรุงเทพมหานคร สะท้อนเงาวับวาวบนกระจกของคอนโดมิเนียมหรูระดับ Ultra Luxury ย่านสุขุมวิท ภายในรถยนต์ยุโรปสีดำสนิทที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ลานจอดรถ บรรยากาศเงียบสงัดถูกปกคลุมด้วยความประหม่าของเด็กสาวผู้มาใหม่ นีน่า ในวัย 19 ปีเศษ นั่งบีบมือตัวเองแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว ดวงตากลมโตคู่สวยลอบมองมารดาที่นั่งอยู่ด้านข้างเป็นระยะ
จิรัชยา ผู้เป็นแม่ไม่ได้สังเกตเห็นอาการสั่นไหวในดวงตาของลูกสาวเลยแม้แต่น้อย ในใจของนางมีเพียงความโล่งอกที่ได้ฝากฝังแก้วตาดวงใจไว้กับคนที่ตนไว้ใจที่สุด
“นีน่า อย่าทำหน้ามุ่ยสิลูก อยู่กับพี่ภีมเขาต้องทำตัวน่ารัก ๆ รู้ไหม พี่เขาอุตส่าห์เมตตารับเรามาอยู่ด้วย คอนโดฯ ที่นี่แพงจะตายไป แถมยังใกล้รถไฟฟ้า เดินทางไปมหาลัยสะดวก แม่บอกพี่เขาไว้แล้วว่าเราดื้อนิดหน่อย แต่พี่เขาก็ไม่ว่าอะไร”
นีน่าพยักหน้ารับแกน ๆ คำว่า ‘ไว้ใจ’ ของแม่มันทิ่มแทงใจเธออย่างบอกไม่ถูก เพราะสำหรับนีน่าแล้ว พี่ภีม หรือ นายแพทย์ภีมพัฒน์ อัครโภคิน ไม่ได้เป็นแค่พี่ชายข้างบ้านที่เป็นลูกศิษย์คนโปรดของคุณแม่ แต่เขาคือ ‘รักแรก’ ของเธอก่อนที่เขาจะย้ายมาเรียนหมอที่กรุงเทพฯ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว... และเขาก็หายไปจากชีวิตเธอตั้งแต่วันนั้น
ลิฟต์ความเร็วสูงนำพาสองแม่ลูกขึ้นมาถึงชั้นที่ 28 เมื่อประตูเปิดออก กลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงแนว Wood & Sea Salt ก็ลอยมาปะทะจมูก ทันทีที่จิรัชยากดกริ่งหน้าห้อง 2801 ประตูไม้บานหรูหน้าห้องก็ค่อย ๆ เปิดออก
และนั่นคือวินาทีที่เวลาสำหรับนีน่าเหมือนหยุดหมุนไป
ร่างสูงสง่ากว่า 185 เซนติเมตรยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า หมอภีม ในวัย 32 ปี ดูแตกต่างจากพี่ชายตัวผอมสูงในความทรงจำของเธออย่างสิ้นเชิง เขาอยู่ในชุดลำลองที่ดูเรียบง่ายทว่าหรูหรา เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอกเผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงที่มีเส้นเลือดปูดขึ้นมาเล็กน้อยตามประสาคนทำงานหนัก ใบหน้าคมคายที่ดูสุขุมนิ่งลึกกว่าเดิมหลายเท่าถูกประดับด้วยดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นทรงหรู
ในเสี้ยววินาทีที่สบตากัน หมอภีมรู้สึกเหมือนลมหายใจของเขาสะดุดกะทันหัน
นีน่า... เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่เคยวิ่งตามเขาต้อย ๆ ในวันนั้น บัดนี้เติบโตเป็นสาวสะพรั่ง ผิวพรรณของเธอขาวผ่องดุจน้ำนมที่ตัดกับชุดกางเกงยีนขาสั้นกุดคู่กับเสื้อยืดครอปเอวลอยที่โชว์หน้าท้องแบนราบและส่วนเว้าโค้งที่ชัดเจนจนเขาต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ภีมพัฒน์รีบดึงสติกลับมา เขาสะกดกั้นความรู้สึกพลุ่งพล่านในใจไว้ภายใต้ใบหน้านิ่งเฉยที่เป็นเครื่องหมายการค้าของเขา
“สวัสดีครับน้าจี สวัสดี... นีน่า” เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบนั้นทำให้หัวใจของนีน่ากระตุก
“สวัสดีจ้ะภีม โอ้โฮ... ยิ่งโตยิ่งหล่อจริง ๆ เลยนะเรา น้าฝากนีน่าด้วยนะลูก ยัยเด็กคนนี้ดื้อแพ่งนัก ถ้าทำตัวไม่น่ารัก ภีมดุได้เลยนะ น้าอนุญาตเต็มที่” จิรัชยากล่าวกลั้วขำพลางจูงมือลูกสาวเดินเข้าไปในห้อง
“ครับ... ผมดุแน่”
ภีมพัฒน์ตอบสั้น ๆ ทิ้งท้ายก่อนจะปิดประตู สายตาของเขาจ้องมองแผ่นหลังบางที่กำลังเดินสำรวจห้องชุดของเขาด้วยความรู้สึกที่คนเป็นแม่ไม่มีทางล่วงรู้...
เขาไม่ได้ดุเพราะรำคาญ แต่เขาดุเพื่อสะกดกั้นใจตัวเองไม่ให้กระโจนเข้าหา ‘เด็กสาว’ ที่เขาเฝ้ารอมานานคนนี้ต่างหาก
หลังจากจิรัชยาสำรวจห้องและร่ำลาลูกสาวเสร็จสิ้น ห้องชุดกว้างขวางก็เหลือเพียงความเงียบสงัดและความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่ท่ามกลางคนสองคน นีน่ายืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่กลางห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งด้วยโทนสีเทาดำสไตล์ Modern Minimal ทุกอย่างในห้องนี้ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเป๊ะจนน่าขนลุก สมกับเป็นที่อยู่ของศัลยแพทย์กุมารแพทย์ผู้เคร่งครัด
“นีน่า มานั่งนี่สิ”
เสียงเรียกจากโต๊ะทานข้าวหินอ่อนสีขาวนวลทำให้เด็กสาวรีบก้าวเท้าเข้าไปหา หมอภีมนั่งกอดอก พิงพนักเก้าอี้พลางจ้องเขม็งมาที่เธอ บนโต๊ะมีกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่
“นี่คือกฎ 3 ข้อสำหรับการอยู่ร่วมกันที่นี่ พี่อยากให้เราทำความเข้าใจไว้ก่อนเริ่มชีวิตมหาลัย”
นีน่าหยิบกระดาษขึ้นมาอ่าน ลายมือที่เป็นระเบียบเรียบร้อยผิดวิสัยหมอทั่วไปเขียนระบุไว้ชัดเจน:
1. ห้ามกลับห้องเกินเวลา 22.00 น. หากมีความจำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
2. ห้ามนำบุคคลภายนอก โดยเฉพาะเพื่อนผู้ชาย เข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวเด็ดขาด
3. ห้ามทำตัวสนิทสนมกับพี่ต่อหน้าคนอื่นในที่สาธารณะ
“พี่ภีมคะ... ข้อ 3 พอเข้าใจ แต่ข้อ 1 กับข้อ 2 มันไม่เกินไปหน่อยเหรอคะ ?” นีน่าเริ่มเปิดฉากต่อรอง เธอแกล้งทำเสียงอ่อนเสียงหวานพลางขยับเข้าไปใกล้โต๊ะมากขึ้น
“นีน่าเรียนนิเทศนะคะ กิจกรรมเยอะจะตาย บางทีซ้อมละคร หรือทำงานกลุ่มมันก็ต้องดึกบ้าง พี่ภีมไม่ใจอ่อนให้น้องหน่อยเหรอคะ”
นีน่าใช้วิธีที่เคยใช้ได้ผลเสมอตอนเด็กๆ คือการเอียงคอเล็กน้อยแล้วช้อนตาขึ้นมองอย่างอ้อนวอน แต่เธอกลับหารู้ไม่ว่าท่าทางแบบนั้นในวัยสาวมันส่งผลต่อหัวใจของหมอภีมรุนแรงกว่าเดิมร้อยเท่า
ภีมพัฒน์รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เขารีบขยับแว่นสายตาแล้วกดเสียงให้นิ่งที่สุดเพื่อซ่อนความสั่นไหว
“นีน่า... ที่นี่ไม่ใช่บ้านสวนของแม่เธอ กฎก็คือกฎ ถ้าทำไม่ได้ หรือคิดว่าการอยู่ภายใต้ความดูแลของพี่มันอึดอัดเกินไป พี่จะส่งเธอกลับไปนอนที่หอพักมหาวิทยาลัยทันที เลือกเอาเองแล้วกัน”
ความเย็นชาในน้ำเสียงและคำพูดที่ไร้เยื่อใยทำให้นีน่าหน้าชา เธอเม้มริมฝีปากแน่น ความน้อยใจแล่นขึ้นมาจุกอก พี่ชายที่เคยใจดีคนนั้นหายไปไหนหมด ตอนนี้เหลือเพียงผู้ปกครองจอมเผด็จการที่จ้องจะกำราบเธอเท่านั้น
“เข้าใจแล้วค่ะ... นีน่าจะทำตามกฎทุกอย่าง”
“ห้องนอนเราอยู่ทางซ้าย พี่จัดไว้ให้แล้ว ไปจัดของซะ พี่มีเคสต้องเตรียมผ่าตัดวันพรุ่งนี้ ห้ามรบกวน” หมอภีมพูดจบก็ลุกขึ้นเดินเข้าห้องทำงานไปทันที ทิ้งให้นีน่ายืนกระฟัดกระเฟียดอยู่คนเดียว
เด็กสาวลากกระเป๋าเข้าห้องนอนตัวเอง พบว่าภายในห้องถูกตกแต่งอย่างเรียบหรูโทนสีขาวครีม เตียงนอนหนานุ่มขนาดคิงไซซ์ดูน่าล้มตัวลงไปนอนที่สุด นีน่าจัดของไปพลางบ่นพึมพำถึงคนหน้านิ่งไปพลาง จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปเกือบ 2 ชั่วโมง เธอรู้สึกหิวน้ำจึงตัดสินใจเดินออกมาจากห้อง
ไฟในห้องนั่งเล่นถูกหรี่ลงจนสลัว แสงไฟสีนวลตาจากทางเดินนำทางเธอไปสู่โซนห้องครัว แต่สายตาของเธอไปสะดุดกับประตูห้องนอนของหมอภีมที่แง้มอยู่เล็กน้อย เสียงน้ำจากฝักบัวดังลอดออกมาทำให้รู้ว่าเขาเข้าห้องน้ำไปแล้ว
ความอยากรู้อยากเห็นเอาชนะความกลัว นีน่าค่อย ๆ ย่องเข้าไปในห้องนอนของคนพี่ ห้องของหมอภีมหอมกลิ่นสะอาด ๆ ของแอลกอฮอล์ผสมกับกลิ่นสบู่อ่อน ๆ ทุกอย่างเนี้ยบระดับสิบ หนังสือการแพทย์ถูกจัดวางตามลำดับความสูง นีน่ากวาดสายตาสำรวจไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่โต๊ะข้างหัวเตียง
มีรูปถ่ายใบหนึ่งวางอยู่ในกรอบไม้เล็กๆ...
นีน่าเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาดู แล้วหัวใจของเธอก็เต้นรัวแรง มันคือรูปถ่ายตอนที่เธอยังเป็นเด็กหญิงตัวป้อม ๆ กำลังร้องไห้จ้าเพราะหกล้มเข่าถลอก โดยมีพี่ภีมในวัยรุ่นกำลังก้มลงทำแผลให้ด้วยสีหน้าจริงจังและห่วงใยสุดขีด และข้าง ๆ กรอบรูปนั้นมี ‘ตุ๊กตาหมีเน่า’ หูขาดที่เธอเคยให้เขาไว้ วางไว้อย่างดีเหมือนของล้ำค่า
เขายังเก็บมันไว้... ความรู้สึกอบอุ่นวาบแล่นผ่านหัวใจที่เคยขุ่นมัว
แต่ทว่า ความซึ้งใจอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเสียงประตูห้องน้ำเปิดออกพร้อมกับร่างสูงที่ก้าวออกมาในสภาพที่มีเพียงผ้าขนหนูพันรอบเอวสอบไว้หมิ่นเหม่ หยดน้ำเกาะพราวอยู่บนแผงอกกำยำที่อัดแน่นด้วยมัดกล้ามเนื้อจากการเข้ายิมอย่างสม่ำเสมอ
“นีน่า... เข้ามาทำอะไรในห้องพี่ ?”
เสียงทุ้มพร่าที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำให้นีน่าสะดุ้งสุดตัว เธอรีบวางกรอบรูปลงแต่ด้วยความลนลานทำให้มันเกือบหลุดมือ หมอภีมก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอด้วยรวดเร็ว กลิ่นกายชายหนุ่มหลังอาบน้ำใหม่ ๆ ผสมกับความร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านจนนีน่ารู้สึกมึนงง
หมอภีมคว้าข้อมือเล็กไว้ทันก่อนที่รูปจะหล่น ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่ถึงคืบ นีน่าได้กลิ่นสบู่จากอกกว้างของเขาจนสติแทบกระเจิง สายตาคมกริบของหมอหนุ่มที่มองลงมาหาเธอนั้น บัดนี้มันไม่ได้นิ่งเฉยเหมือนตอนอยู่ที่โต๊ะอาหาร แต่มันมีความโหยหาและความกระหายบางอย่างที่เขาไม่สามารถซ่อนได้อีกต่อไปเมื่ออยู่กันเพียงลำพังในพื้นที่ส่วนตัว
“คือ... นีน่าแค่จะมาหาน้ำดื่มค่ะ แต่หาห้องครัวไม่เจอเลยเดินหลงมาทางนี้” นีน่าตอบเสียงสั่น พยายามหลบสายตาที่ดูเหมือนจะแผดเผาเธอได้ทุกเมื่อ
หมอภีมไม่พูดอะไร แต่เขากลับโน้มใบหน้าลงมาหาจนจมูกโด่งเกือบจะชิดกับแก้มใสของคนตัวเล็ก เขาแกล้งหายใจรดต้นคอระหงจนนีน่าขนลุกซู่
“น้ำอยู่ในห้องครัว ไม่ได้อยู่ในห้องนอนพี่” เขาเอ่ยเสียงต่ำพร่า
“และกฎอีกข้อที่พี่ลืมบอก... ห้ามแอบเข้ามาในห้องพี่ตอนที่พี่ไม่อยู่ ไม่งั้นพี่จะไม่รับผิดชอบถ้าเกิดอะไรขึ้น”
หมอภีมรีบผละตัวออกก่อนที่เขาจะคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ เขาหันหลังให้นีน่าเพื่อซ่อนอาการสั่นไหวของร่างกาย
“ไปนอนซะ... พรุ่งนี้เรียนเช้า อย่าให้พี่ต้องพูดซ้ำสอง”
นีน่ารีบวิ่งออกมาจากห้องนั้นราวกับหนีตาย เธอปิดประตูห้องนอนตัวเองแล้วทรุดตัวลงพิงบานประตู หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมาข้างนอก ภาพแผงอกกว้างและสายตาที่ร้อนแรงของพี่ภีมยังติดตาเธออยู่ไม่หาย
ความรักที่เคยคิดว่าเป็นฝ่ายแอบรักอยู่ข้างเดียว... เริ่มทำให้เธอสงสัยเสียแล้วว่า กฎเหล็กที่เขาสร้างขึ้นมานั้น เขาสร้างไว้กันคนอื่น หรือสร้างไว้เพื่อกันตัดวเองไม่ให้ ‘กิน’ เธอเข้าไปทั้งตัวกันแน่ !
