บทที่ 2 เด็กดื้อต้องโดนกำราบ
แสงแดดจ้าของเช้าวันใหม่สาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงภายในคอนโดมิเนียมหรูใจกลางสุขุมวิท บรรยากาศเงียบสงัดถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างมั่นคงของเจ้าของห้องร่างสูง นายแพทย์ภีมพัฒน์ อยู่ในชุดกาวน์สีขาวสะอาดตาที่สวมทับเชิ้ตสีฟ้าอ่อน ใบหน้าคมเข้มยังคงราบเรียบสนิทขณะมองไปที่บานประตูห้องนอนที่ยังปิดสนิทของเด็กสาวในปกครอง
เขารู้ดีว่านีน่าไม่ใช่เด็กน้อยคนเดิมที่เขาเคยจูงมือข้ามถนนที่บ้านสวนอีกต่อไป แต่ภาพเหตุการณ์เมื่อคืน ตอนที่เขาเห็นเธอในชุดวาบหวิวแอบเข้ามาในห้องนอน มันยังคงติดตาและรบกวนสมาธิของศัลยแพทย์ผู้เยือกเย็นอย่างเขาอย่างรุนแรง
ปัง ปัง ปัง !
มือหนาเคาะประตูไม้หนัก ๆ สามครั้งเป็นสัญญาณเตือน
“นีน่า... อีกสิบนาทีพี่จะออกไปโรงพยาบาล ถ้าเรายังไม่เสร็จ พี่จะทิ้งไว้ที่นี่แล้วให้เดินทางไปมหาลัยเอง” น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้ความปรานีส่งผ่านบานประตูเข้าไป
ภายในห้องนอน นีน่าที่กำลังงัวเงียสะดุ้งสุดตัว เธอรีบกระโดดลงจากเตียงด้วยความลนลาน
“เสร็จแล้วค่ะ ! เสร็จแล้ว !” เธอตะโกนตอบพลางคว้าชุดนักศึกษาใหม่เอี่ยมมาสวมด้วยความเร็วแสง ในใจแอบบ่นอุบถึงความเผด็จการของ ‘คุณหมอผู้ปกครอง’ ที่ดูจะเข้มงวดกว่านาฬิกาปลุกดิจิทัลเสียอีก
รถยุโรปคันหรูสีดำสนิทเคลื่อนตัวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในเวลาเช้าตรู่ ภีมพัฒน์หักเลี้ยวพวงมาลัยด้วยความชำนาญก่อนจะจอดเทียบหน้าคณะนิเทศศาสตร์ บรรยากาศโดยรอบเริ่มคึกคักไปด้วยเหล่านักศึกษาใหม่ที่สวมเสื้อพละและมีป้ายชื่อห้อยคอ
“รายงานตารางเรียนมา” เขาเอ่ยโดยไม่หันมามองคนข้าง ๆ
“เช้าเรียนทฤษฎีการสื่อสารค่ะ บ่ายมีกิจกรรมรับน้องที่คณะ... น่าจะเลิกดึกหน่อยนะคะพี่ภีม” นีน่าตอบพลางลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านกระจกหน้ารถขับเน้นให้เห็นสันกรามและโครงหน้าที่สมบูรณ์แบบจนเธอกลั้นหายใจ
ภีมพัฒน์ขมวดคิ้ว “ดึกแค่ไหน ?”
“รุ่นพี่บอกว่าอาจจะถึง 2-3 ทุ่มค่ะ... คือมันเป็นวันแรก”
“กฎข้อที่ 1 นีน่าคงยังไม่ลืม” เขาหันมาสบตาเธอ แววตาคมกริบนั้นมีความกดดันบางอย่างที่ทำให้นีน่ารู้สึกตัวเล็กลง
“4 ทุ่มต้องถึงห้อง ถ้าเลิกช้ากว่านั้น พี่จะไปรับเองที่หน้าคณะ”
“พี่ภีม ! นีน่าโตแล้วนะคะ ให้ผู้ปกครองไปรับหน้าคณะนีน่าโดนเพื่อนล้อตายเลย”
“5 นาที... พี่ให้เวลาสายได้ไม่เกิน 5 นาทีจากกำหนดการ” เขาไม่ยอมอ่อนข้อแม้แต่นิดเดียว ก่อนจะปลดล็อกประตูรถเป็นเชิงไล่กลาย ๆ
นีน่าก้าวลงจากรถด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด แต่ทันทีที่เท้าแตะพื้น เธอก็รับรู้ได้ถึงสายตาหลายสิบคู่ที่จ้องมองมา ‘เจนนี่’ เพื่อนสาวคนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อวานรีบวิ่งเข้ามาหาทันที
“ยัยนีน่า ! แซ่บมากกกก !” เจนนี่อุทานเสียงหลง
“นั่นผู้ชายที่ขับรถมาส่งแกเหรอ ? ถึงจะเห็นแค่เงาผ่านฟิล์มแต่รัศมีแดดดี้พุ่งพล่านมากนะยะ แฟนเหรอ ? หรือว่าสปอนเซอร์ ?”
“พี่ชาย... พี่ชายข้างบ้านน่ะ แม่ฝากมา” นีน่ารีบแก้ตัวหน้าแดงก่ำ
“พี่ชายข้างบ้านที่ขับรถเจ็ดหลักมาส่งเนี่ยนะ แกดูสายตารุ่นพี่ผู้ชายสิ มองแกตาปรอยเลยนะนีน่า ระวังพี่ชายแกจะมาหักคอพวกนั้นล่ะ” เจนนี่แซวพลางลากนีน่าเข้าสู่ลานกิจกรรมรับน้อง
กิจกรรมรับน้องดำเนินไปอย่างสนุกสนาน นีน่าถูกป้ายหน้าด้วยแป้งฝุ่นจนขาวโพลนไปหมด เธอหัวเราะและเริ่มปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ได้ดี แต่ยิ่งเวลาล่วงเลยไปสู่ความมืด ความกังวลเรื่องกฎ 4 ทุ่มก็เริ่มเกาะกินใจ เสียงกลองรัวเร้าและเสียงเชียร์ทำให้เธอไม่ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ในกระเป๋า
จนกระทั่งเวลาบอกเลข 22.45 น.
นีน่าสะดุ้งโหยงเมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ข้อความล่าสุดจาก ‘Pheem’ สั้นและเย็นเยียบจนเธอหนาวสั่น
Pheem : พี่รออยู่ที่ลานจอดรถเดิมมา 45 นาทีแล้ว
Pheem : ให้เวลาอีก 5 นาที ถ้ายังไม่ลงมา พี่จะเดินเข้าไปตามในลานกิจกรรมเอง
“ตายแล้ว !” นีน่าอุทาน รีบขอตัวเพื่อนไปเข้าห้องน้ำแล้วแอบวิ่งอ้อมไปทางหลังคณะด้วยความเร็วสูงที่สุดในชีวิต
บรรยากาศภายในรถระหว่างทางกลับคอนโดเงียบสงัดเสียจนนีน่าได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น หมอภีมไม่พูดอะไรสักคำ สายตาของเขาจับจ้องเพียงถนนเบื้องหน้า มือที่จับพวงมาลัยเกร็งจนเห็นเส้นเลือดชัดเจน รังสีความไม่พอใจแผ่ซ่านออกมาจนนีน่าไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เมื่อถึงห้องพัก ภีมพัฒน์ปลดเนกไทแล้ววางทิ้งไว้อย่างไม่ใยดี ซึ่งผิดวิสัยคนเจ้าระเบียบอย่างเขามาก เขาเดินไปนั่งที่โซฟาตัวยาวในความมืดที่มีเพียงแสงไฟสลัวจากด้านนอกสะท้อนเข้ามา
“มานี่”
นีน่าค่อย ๆ เดินเข้าไปหาหน้าโต๊ะรับแขก เธอในสภาพที่ผมยุ่งเหยิง เสื้อนักศึกษาหลุดลุ่ยเล็กน้อย และใบหน้าที่เปื้อนแป้งรับน้องประปราย ดูเหมือนเด็กแสบที่เพิ่งไปฟัดกับใครมา
“ผิดเวลาไป 2 ชั่วโมง 40 นาที...” เขาเอ่ยเสียงต่ำลึก
“พี่บอกแล้วใช่ไหมนีน่า ว่าถ้าทำไม่ได้ พี่จะส่งเธอกลับบ้านสวน”
“นีน่าขอโทษค่ะพี่ภีม รุ่นพี่เขาไม่ยอมให้กลับจริง ๆ มันเป็นกิจกรรมสำคัญ...”
“กิจกรรมสำคัญคือการปล่อยให้ผู้ชายคนอื่นมาละเลงแป้งบนหน้าเธอแบบนี้เหรอ ?” เขาพุ่งเป้าไปที่คราบแป้งบนแก้มใส แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเพียงอย่างเดียว แต่มันมีความหึงหวงที่เจ้าตัวก็พยายามปฏิเสธพุ่งพล่านอยู่ภายใน
“ถ้านีน่าคิดว่าโตพอจะดูแลตัวเองได้จนไม่ต้องเคารพกฎ... งั้นคืนนี้ก็ไม่ต้องนอน”
นีน่าชะงัก “พี่ภีมจะทำอะไรคะ ?”
“ไปหยิบหนังสือการพยาบาลเด็กเล่มหนาบนชั้นในห้องทำงานพี่มา แล้วมานั่งอ่านตรงโซฟานี้ให้จบสามบทแรก... ถ้าอ่านไม่จบ พี่ไม่อนุญาตให้เข้าห้องนอน”
“พี่ภีม ! นี่มันแกล้งกันชัด ๆ นีน่าไม่ได้เรียนหมอนะคะ !”
“อ่าน-ให้-จบ” เขาเน้นทีละคำก่อนจะหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาตรวจชาร์ตคนไข้ต่อ ทำเหมือนนีน่าเป็นเพียงอากาศธาตุ
นีน่าได้แต่ฟึดฟัด เดินไปหยิบหนังสือเล่มหนาเตอะจากห้องทำงานมานั่งลงบนพื้นข้าง ๆ โซฟาที่เขานั่งอยู่ เธอจงใจนั่งกระแทกตัวลงเพื่อประท้วง แต่เขาก็ยังคงนิ่งเฉย
เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ ตัวอักษรภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับโรคและการรักษาเริ่มลายตาจนนีน่าอ่านไม่ออก ความเหนื่อยล้าจากการทำกิจกรรมทั้งวันบวกกับแอร์เย็น ๆ ในห้องทำให้เปลือกตาของเธอหนักอึ้ง หัวของเธอเริ่มสัปหงกหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุด... มันก็ค่อย ๆ ร่วงลงไปพิงอยู่กับหน้าขาแข็งแรงของคนที่กำลังนั่งทำงานอยู่บนโซฟา
ภีมพัฒน์ชะงักมือที่กำลังเลื่อนหน้าจอแท็บเล็ต ความรู้สึกนุ่มนิ่มที่สัมผัสถูกต้นขาทำให้หัวใจของศัลยแพทย์ผู้เยือกเย็นกระตุกแรง เขาพยายามจะผลักศีรษะเล็ก ๆ นั้นออกไป แต่เมื่อก้มลงมองใบหน้ายามหลับที่ดูไร้เดียงสา คราบแป้งที่เปื้อนแก้มทำให้เธอดูเหมือนลูกแมวขี้อ้อน... ความโกรธทั้งหมดมลายหายไปสิ้น
‘ดื้อจริง ๆ...’ เขาคิดในใจพลางลอบถอนหายใจ
มือหนาที่คุ้นเคยกับการใช้มีดผ่าตัดและเข็มฉีดยาอันละเอียดอ่อน ค่อย ๆ เอื้อมลงไปอย่างแผ่วเบา เขาใช้นิ้วโป้งเกลี่ยคราบแป้งที่เปื้อนอยู่บนแก้มใสของนีน่าออกอย่างทะนุถนอม สัมผัสอุ่น ๆ ของเขาทำให้นีน่าที่อยู่ในนิทราครึ่งหลับครึ่งตื่นเผลอครางงึมงำในลำคอแล้วซุกใบหน้าเข้าหาฝ่ามือของเขาอย่างลืมตัว
ภีมพัฒน์ลมหายใจสะดุด ความนุ่มละมุนของผิวแก้มและความร้อนจากร่างกายของเด็กสาวกำลังทดสอบขีดจำกัดความอดทนของเขา เขาจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่เผยอออกเล็กน้อย ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้มาตลอดสิบปีเริ่มปริแตกออก
“รู้ไหมว่าพี่เป็นห่วงแค่ไหน...” เขากระซิบแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบ
เขาโน้มใบหน้าลงมาหา จนจมูกโด่งคลอเคลียอยู่กับเส้นผมที่หอมกลิ่นยาสระผมเด็กผสมกลิ่นแป้งฝุ่นของเธอ เขาอยากจะทำมากกว่านี้... อยากจะประกาศความเป็นเจ้าของให้ไอ้พวกผู้ชายที่รุมล้อมเธอที่มหาลัยได้รับรู้ แต่ความเป็นจริงที่ว่าเขาอยู่ในฐานะผู้ปกครองและความไว้ใจของน้าจีมันค้ำคอเขาอยู่
นีน่าขยับตัวเล็กน้อย เธอปรือตาขึ้นมาเจอกับใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร แสงไฟสลัวทำให้ดวงตาของพี่ภีมดูวับวาวและเต็มไปด้วยอารมณ์ที่เธอไม่เคยเห็น
“พี่ภีม...” เธอเรียกเสียงพร่าด้วยความง่วง
“อืม... พี่เอง” เขาไม่ได้ผละออก แต่กลับช้อนร่างบางขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย
นีน่าที่สติยังไม่ครบถ้วนวาดแขนโอบรอบคอเขาโดยสัญชาตญาณ ซุกหน้าลงกับซอกคอที่หอมกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมน้ำหอมหรู
“นีน่าขอโทษ... อย่าส่งนีน่ากลับบ้านเลยนะ”
ภีมพัฒน์ใจอ่อนยวบ เขาอุ้มเธอตรงไปยังห้องนอน
“ถ้าไม่อยากกลับ... ก็อย่าดื้อให้มันมากนักสิ”
เขาวางเธอลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล จัดแจงห่มผ้าให้เสร็จสรรพ ทว่าก่อนจะถอยออกมา นีน่ากลับคว้าชายเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่น
“พี่ภีม... ใจดีกับนีน่าเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้เหรอคะ ?”
คำถามนั้นทำให้ภีมพัฒน์ชะงัก เขาจ้องมองดวงตาฉ่ำปรอยของเด็กสาวก่อนจะค่อยๆ แกะมือเธอออกอย่างสุภาพ
“พี่ใจดีกับเรามากกว่าที่เธอคิดนีน่า... มากจนบางทีเธอก็อาจจะรับมันไม่ไหว”
เขารีบเดินออกจากห้องแล้วปิดประตูลงทันที ทิ้งให้นีน่านอนยิ้มบาง ๆ ในความมืด ความหวาดกลัวต่อกฎเหล็กมลายหายไป เหลือเพียงความอบอุ่นที่หัวใจ
‘พี่ภีม... พี่ก็ยังเป็นพี่ภีมคนเดิมของนีน่าสินะ’
ในขณะที่อีกฟากของประตู หมอภีมยืนพิงผนังพลางลูบหน้าตัวเองแรง ๆ หัวใจของเขายังเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาลเพื่อไม่ให้ตัวเองเปิดประตูบานนั้นเข้าไปอีกรอบ... และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสงครามระหว่างจรรยาบรรณกับความต้องการที่เขากำลังจะพ่ายแพ้ในไม่ช้า
