บทที่ 13 ตอนที่ 13
อัครราชไม่พูดอะไรต่อ เพราะรู้สึกว่าบรรยากาศตอนนี้มันดีแล้ว ไม่อยากพูดอะไรให้เธอรู้สึกดีหรือรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้ ได้แต่ซึบซับความอุ่นนุ่มของกายสาวเงียบๆ
“วันนี้มีตลาดนัดด้วย เราลงกันเถอะค่ะ” อารยามองเห็นตลาดนัดที่เดินประจำเปิดขายอยู่ไม่ไกล เพราะยืนใกล้หน้าต่างรถ บอกพร้อมขยับตัว ให้คนตัวโตถอยห่าง บดเบียดร่างสูงใหญ่เดินออกไปทันที ไม่ลืมคว้าข้อมือสามีลงจากรถไปด้วย
“เรายังไม่ได้จ่ายค่ารถ!”
“รถเมล์ฟรีค่ะ เร็วค่ะเดี๋ยวไม่ทันไฟเขียว” อารยาดึงมือสามีออกวิ่งไปยังทางม้าลายกลางสี่แยก ที่สัญญาณไฟกำลังขึ้นสีเขียวให้คนเดินพอดี วิ่งข้ามถนนมาได้ก็หยุดหอบหายใจก่อน จากนั้นก็จูงมือใหญ่เดินต่อไปยังจุดหมายที่อยู่ไม่ไกลนัก
“ทำไมไม่ไปห้าง”
“ห้างของแพงค่ะ” อารยาตอบคนที่เดินอยู่ข้างๆ ตั้งแต่แต่งงานกันมา นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ออกมาเดินแบบนี้ ทุกทีมีแต่เสี่ยจัดการซื้อของเข้าบ้านเอง จัดการให้ทุกอย่าง ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า รวมไปถึงอาการการกิน เรียกได้ว่าดูแลดีทุกอย่าง แต่เธอก็ยังหาเวลาว่างหลังเลิกงานมาเดินดูของพวกนี้เองอยู่ดี
“แพงแค่ไหน ถ้าอยากได้ก็ต้องซื้อ”
“ไอซ์เงินเดือนสองหมื่น เอ่อ ไอซ์หมายถึงว่าไอซ์ไม่อยากฟุ่มเฟือย” อารยาแก้คำพูดพัลวัน ส่วนคนที่ได้ยินทุกอย่าง ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจเงียบๆ เรื่องของเธอ เหมือนว่ายังมีอะไรที่เขาไม่รู้อีกเพรียบเลย
คนทั้งสองเดินเตร็ดเตร่อย่างไม่เร่งรีบ เดินตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืด จนตอนนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงดึก อารยารู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ที่สามีเดินตามอย่างไม่อิดออด เขาซอกนั้นออกซอยนี้กับเธอโดยไม่บ่นสักคำ ทั้งที่หน้าตาชุ่มฉ่ำไปด้วยเหงื่อเม็ดโต ทั้งยังช่วยจ่ายทุกอย่างให้เธอแบบไม่อิดออดด้วย
“เหมือนเราเป็นแฟนกันเลยค่ะ” อารยายิ้มให้อย่างอ่อนโยน เธอมีเปรมนัสเป็นแฟนคนแรก แต่ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน นี่จึงเป็นความประทับใจที่เกิดขึ้นกับเธอตอนนี้
“ไม่ใช่! เป็นสามีภรรยาต่างหาก” ใบหน้าหล่อเหลาตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนไม่ต่างกัน ทั้งๆ ที่หน้ามันแผล็บ เหงื่อก็โทรมกายจนรู้สึกอึดอัด แต่เขากลับอารมณ์ดีดีกว่าที่คิดซะอีก
“เดี๋ยวเราแยกกันตรงนี้เลยนะคะ เสี่ยคงต้องไปหาเธอแล้ว”
อารยาแบมือออกเพื่อขอของที่อยู่ในมือของสามี มารวีคงบังคับให้เขาไปหาแน่ๆ แม้เขาจะไม่พูด แต่ก็มองนาฬิกาอยู่บ่อยๆ ตอนนี้ก็ดึกแล้วด้วย ถ้าไปดึกกว่านี้มันคงไม่ดี
“ไม่”
“ไปคุยให้เรียบร้อยเถอะค่ะ ถือว่าทำเพื่อเรา ถ้าเสี่ยไม่ได้อยากจะหย่าจริงๆ ไอซ์ขอให้ผู้หญิงคนนี้เป็นคนสุดท้ายนะคะเสี่ย” อารยาถือถุงทุกอย่างไว้ในมือ เขย่งเท้าขึ้นหอมสามีเบาๆ ก่อนจะยิ้มกว้างให้ ต่อไปนี้หวังว่าอะไรต่อมิอะไรมันจะชัดเจนขึ้นนะ
อัครราชไม่กล้าก้าวขาตามคนตัวเล็กที่หอบหิ้วของเดินไปขึ้นรถแท็กซี่หน้าตลาด เขาจะไม่ทำผิดพลาดอีกแล้ว มือหนาคว้านหาโทรศัพท์มาต่อสายหาเลขา เมื่อพูดธุระเสร็จก็ออกไปยืนรอรถหน้าทางเข้าตลาดเงียบๆ ไม่นานรถยนต์คู่ใจที่มีเลขาเป็นคนขับ ก็เข้ามาจอดเทียบฟุตบาท และเขาก็ก้าวขาขึ้นไปนั่ง ด้วยท่าทีและหัวใจที่มั่นคง
รถยนต์คันหรูจอดลงหน้าบ้านหลังเล็ก อัครราชไม่รอช้าก้าวขาลงไปทันที เป็นจังหวะเดียวกับที่มารวีวิ่งเข้ามากอดเขาไว้แน่น ใบหน้าไร้เครื่องสำอางเต็มไปด้วยน้ำตา เมื่อนั่งรอจนเลยเวลา เสี่ยก็ไม่มาสักที ความน้อยใจ เสียใจเกาะกุมจนปวดร้าวหัวใจอย่างหนัก แต่พอเห็นหน้าของเสี่ย ความรู้สึกพวกนั้นก็ปลิวหายไปทันที
“หนูนึกว่าคุณจะไม่มา” มารวีอายุ 25 ปีแล้ว แต่ที่แทนตัวว่าหนู เพราะแอบได้ยินอารยาพูดกับเสี่ยแบบนั้นบ่อยๆ เสี่ยเองก็ดูชอบใจ เธอจึงแทนตัวด้วยคำนี้ให้ชิน
“ก็บอกว่าจะมา” มือหนายกขึ้นเช็ดน้ำตาให้เธอเบาๆ เขาไม่ใช่คนใจร้าย และแพ้น้ำตาผู้หญิงพอสมควร เป็นคนที่เด็ดขาดในบางเรื่องก็จริง แต่กลับขี้สงสารจนกลายเป็นจุดอ่อนที่ตัวเขาเองก็แก้ไม่ได้สักที
“เมื่อไหร่คุณขุนจะหย่าคะ หนูกับลูกทนปวดใจไม่ไหวหรอกนะคะ”
เพราะความร้อนใจ ทำให้มารวีไม่ทันได้ดูให้ดีเสียก่อน ว่าเสี่ยมาหาด้วยเรื่องอะไร อัครราชได้แต่ถอนหายใจ ในเมื่อเธอเปิดมาเองแบบนี้ จะเสี่ยงไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ พยุงร่างเล็กเดินเข้าไปนั่งในห้องรับแขก ตั้งท่าเตรียมพร้อมก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป
“ฉันหย่าไม่ได้ ฉันจะชดเชยให้เธอกับลูกตามสมควร ช่วยรับไปทีเถอะนะ”
“อะไรนะคะ ไม่ได้นะ เราคุยกันแล้ว ว่าคุณจะรับหนูกับลูกอย่างถูกต้อง แล้วทำไมวันนี้มาพูดแบบนี้ค่ะ คุณจะให้ลูกของเราได้ชื่อว่าเป็นลูกเมียน้อยจริงๆเหรอคะ”
มารวีพูดจบก็ก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น ในหัวคิดหาคำพูดมากมายมาเปลี่ยนใจผู้ชายตรงหน้า
“ฉันหย่ากับอารยาไม่ได้ ส่วนลูก ถ้าเธอไม่ติดอะไรฉันจะรับเลี้ยงเอง”
“หนูไม่ยอม ถ้าคุณคิดจะเอาแค่ลูก หนูไม่ยอมแน่ คุณก็รู้ว่าหนูรักคุณขุน”
ใบหน้าสวยนองน้ำตา ถึงเธอจะไม่ได้สวยอย่างอารยา แต่ก็ใช่ว่าจะขี้เหล่ ก่อนที่อารยาจะมา เธอก็เป็นดาวเด่นในบริษัท ซ้ำยังหมายปองเขามานาน ตั้งแต่เข้ามาเทคโอเวอร์บริษัทนี้แรกๆด้วยซ้ำ
