บทที่ 3 ไอ้เด็กเวรนี่ลูกใคร
‘จะจับเน้ดทุกวัน คอยดูดิ ถ้าจะไม่รักกูเลยก็ให้มันรู้ไป!’
รถสปอร์ตหรูแล่นฉิวไปบนทางด่วนขากลับคฤหาสน์หลังเลิกเวรหนัก แต่สมองกลับไม่ยอมพักจากงาน ดันไปขุดเรื่องราวเมื่อสิบห้าปีก่อนขึ้นมาเล่นงานตัวเองอีกครั้ง
วันที่เขา เจ้าสมุทร ตกลงเป็น FWB กับน่านฝัน เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนแพทย์ปีหนึ่ง ความสัมพันธ์นั้นดำเนินไปอย่างร้อนแรง จนอยู่ ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็หายไปจากชีวิต เหมือนถูกตัดขาดในชั่วข้ามคืน
‘อุตส่าห์เรียนหมอตามยัยโง่นั่น แม่งเอ้ยรักแรกมันต้องขมขนาดนี้เลยหรอวะ ตอนเอากันมันก็ดีตอนจากกันสาหัสฉิบหาย!’
ความคิดบ้าบอที่ฝังหัวตั้งแต่วัยหนุ่มยังคงรัดแน่นอยู่ในใจเจ้าสมุทรตลอดสิบห้าปี มันเป็นเหมือนคำท้าทายที่เขาย้ำกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวันเก่า ๆ วันที่เขามั่นใจว่าความสัมพันธ์ครั้งนั้นจะยึดโยงหัวใจเธอไว้ได้ แต่ความเชื่อมั่นนั้นก็พังลงทันทีในวันที่เธอหันหลังจากไปโดยไม่เหลียวกลับ
ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำลา
“กูงงมาก เอากันทุกวันเกือบสามเดือน อยู่ ๆ ก็ทิ้งกันเฉย กูไม่เด็ดพอหรอวะ อย่ากลับมาให้กูเจออีกรอบก็พอ”
ดวงตาคมกริบฉายแววเย็นเฉียบ ความขุ่นเคืองที่ฝังลึกกลับถูกกวนให้ปั่นป่วนอีกครั้ง ‘ถ้ากูเจอนะ กูจะเอา…เอาคืนให้สาสม’
“มังกร” เสียงทุ้มต่ำเปล่งออกมาพร้อมกับสายตาที่มองตรงไปข้างหน้า
“ครับนาย”
“จอดดิ!”
“แต่นี่มันบนทางด่วนนะครับนาย”
“กูบอกให้จอดก็จอดดิวะ!” เขาสบถดังลั่น ความหงุดหงิดที่สะสมมาตลอดวันเริ่มทับถมจนรู้สึกเหมือนหัวกำลังจะระเบิด เขาอยากลงไปรับลมสักครู่ เผื่อภาพของผู้หญิงคนนั้นจะหลุดออกไปจากหัวเสียที
‘ออกไปจากหัวกูดิ ขาสั้นนมก็เล็ก เด็ดตรงไหน ทำไมสมองมันยังไม่ยอมลบยัยบ้านั่นออกไปสักที’
มังกรยังคงเหยียบคันเร่งต่อ เพราะรอเพียงไม่กี่ร้อยเมตรเพื่อถึงทางลง มันไม่ปลอดภัยที่จะหยุดกลางทางด่วน แต่แล้ว…
เอียดดดด!!
เสียงเบรกกะทันหันดังสะท้อนก้องในห้องโดยสาร แรงสั่นสะเทือนพุ่งกระชากร่างทั้งคู่ไปข้างหน้าเพราะเด็กนักเรียนขี่มอเตอร์ไซค์ปาดหน้ารถอย่างจัง
“มึงก็เบรกแรงไป จอดดี ๆ ไม่เป็นรึไง หรือต้องให้กูหักเงินเดือนมึงก่อน มึงถึงจะทำหน้าที่มึงให้ได้ดั่งใจกู!” น้ำเสียงเฉียบคมแทงหู มาพร้อมสีหน้าที่ตึงเครียด
“ขอโทษครับนาย มีเด็กนักเรียนขับมอเตอร์ไซค์ล้มด้านหน้าครับ”
“ไอ้เด็กเหี้ย พ่อแม่ไม่สั่งสอนรึไง มันถึงได้มาขับมอไซค์บนทางด่วนแบบนี้”
"ผมก็ไม่รู้ครับนาย" มังกรตอบทันที น้ำเสียงยังนิ่งแต่แฝงความตึงเครียด ‘ไม่ใช่ลูกผม’
“มึงลงไปจับมันโยนลงจากทางด่วนดิ ไม่ก็ขับชนมันเลย เสียเวลากูฉิบหาย”
"แต่นายครับ รถสัญจรไปมาเต็มเลย นายจะทำแบบนั้นจริงเหรอ"
"มึงไม่ทำกูทำเอง!"
คำพูดยังไม่ทันจางจากริมฝีปาก เจ้าสมุทรก็ผลักบานประตูออกอย่างแรงโดยไม่รอให้ใครขยับตาม ก้าวยาว ๆ ลงจากรถสปอร์ตหรูท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์รอบข้าง ก่อนจะตรงไปยังร่างเด็กหนุ่มที่นอนแผ่กลางถนน ‘มีแต่พวกไม่ได้เรื่อง จิ๊!’
"อยากตายหรอไอ้หนู ขับรถขึ้นทางด่วนแบบนี้ รีบไปลงหลุมรึไง ให้ฉันช่วยสงเคราะห์ให้ไหม!" น้ำเสียงเย็นจัดและกดต่ำจนแทบไม่ต้องตะโกนก็สร้างแรงกดดันมหาศาลให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงราวกับถูกบีบอัด
‘ไม่ตอบอีกไอ้เด็กเวร’
สายตาคมกริบกวาดมองตรวจสอบอาการบาดเจ็บด้วยสัญชาตญาณหมอที่ฝังลึก ข้อเท้าของเด็กคงหัก แต่ไม่มีบาดแผลที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เขาจึงย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้เห็นสีหน้าเด็กชัดเจนขึ้น
‘ชนขาไม่ได้ชนปาก ใบ้แดกรึไงวะ หน้าตาแม่งก็โคตรกวนตีน’
เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดนักเรียนยังคงนอนพิงพื้นถนน ใบหน้าซีดเซียวเพราะความเจ็บปวด แต่แววตากลับแข็งกร้าวและไม่ยอมก้มหัวให้ใคร เขาเงยหน้ามองชายตรงหน้าอย่างท้าทาย พลันส่งสายตากวนประสาทกลับมาโดยไม่เอ่ยสักคำ
‘คิดว่าโลกนี้จะมีแค่มนุษย์ป้าที่ไหนได้ มนุษย์ลุงก็มีหรอเนี่ย’
ทันทีที่เห็นประกายตาท้าทายแบบนั้น เจ้าสมุทรหรี่ตาลง ความรู้สึกเหมือนศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำแล่นวาบเข้ามาอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อทั่วตัวตึงรั้งด้วยแรงโทสะ
“เฮ้ย หูหนวกหรือเป็นใบ้”
เขาก้าวประชิดตัว กระชากคอเสื้อเด็กนั่นเต็มแรง พร้อมดึงให้ลุกขึ้นจากพื้นอย่างไม่ปรานี ราวกับตั้งใจจะฉีกมันออกจากร่าง
"ฉันถามไม่ได้ยินรึไง ฮะ!" แรงกดดันที่อัดแน่นในน้ำเสียงกดต่ำทำให้รอบข้างหยุดเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ เสียงรถที่วิ่งผ่านไกลออกไปกลับถูกกลบจนเงียบ แต่เจ้าขุนกลับไม่แสดงอาการสะทกสะท้านแม้เพียงนิด เขาเพียงยกมุมปากขึ้นแสยะยิ้มรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความขอโทษและไม่แม้แต่จะมีเงาของความสำนึกผิด ตรงกันข้าม มันคือรอยยิ้มที่เสียดแทงและตบหน้าคนตรงหน้าเป็นครั้งที่สอง
‘ไอ้เด็กนี่… กล้ามายิ้มท้าทายกูงั้นเหรอ’
ความเดือดพล่านในอกยิ่งพุ่งสูงขึ้นทุกวินาที เจ้าสมุทรกระชากร่างเด็กหนุ่มอย่างแรงจนร่างนั้นเสียหลัก จนกระเป๋านักเรียนที่สะพายอยู่หลุดจากไหล่ ร่วงกระแทกพื้นยางมะตอย
เสียงสมุด หนังสือ และของใช้ส่วนตัวกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง จนเกลื่อนเต็มพื้นถนน
‘นั่นบัตรประชาชนหรอวะ’
ขณะที่สายตาคมกริบกวาดมองลงไป พลันหยุดชะงักเมื่อสะดุดเข้ากับแผ่นแข็งสีฟ้าที่ตกอยู่ใกล้ปลายเท้า ราวกับสิ่งนั้นกำลังดึงดูดให้หยิบขึ้นมาโดยไม่ยั้งคิด เขาก้มตัวลงดูเพียงนิดเดียวก็เห็นชัดเจน
"เด็กชาย เจ้าขุน ธารากิษฎ์" ริมฝีปากหยักเอ่ยทวนชื่อช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ ‘ธารากิษฎ์… นามสกุลคุ้น ๆ แถมชื่อยังดันคล้ายกูอีก’
แววตาคมฉายประกายสงสัยวาบขึ้นเพียงแวบเดียว ก่อนเลื่อนสายตาต่ำลงไปยังตัวเลขที่ระบุวันเดือนปีเกิดซึ่งพิมพ์อยู่หน้าบัตรชัดเจน
"27 มีนาคม 2554"
