บทที่ 2 สานสัมพันธ์วงตระกูล

ตระกูลใหญ่เชื้อสายจีนสองตระกูลได้มีการนัดพบพูดคุยกันเรื่องการแต่งงานของทั้งสองตระกูลที่เคยมีคำมั่นสัญญามาตั้งแต่รุ่นก่อนที่ยังมีการดูตัวและจัดงานแต่งผ่านการดูตัว และเพราะสองตระกูลนี้สนิทสนมกันมากเพราะเป็นสหายธุรกิจที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมารุ่นต่อรุ่น จึงมีสัญญาแต่งงานนี้ขึ้นตั้งแต่พวกเขายังเด็ก พอโตขึ้นจึงไม่แปลกที่เขาจะไม่เห็นด้วย

“อาหยกอีว่าไงล่ะ อียอมแต่งงานกับอาชุนไหม”

“ไม่มีปัญหาๆ อาหยกอีเป็นเด็กดี”

ชายชราสองคนพูดคุยกันในบ้านหลังใหญ่พร้อมด้วยเสียงหัวเราะ โดยมีภรรยาของทั้งสองก็เห็นดีเห็นงามด้วย แต่ที่ดูกังวลคงจะเป็นนายหญิงของตระกูลธนกุลเสียมากกว่า

“มันจะดีหรือคะที่ไม่ปรึกษาลูกก่อน”

“อย่าพูดไปเรื่อยอาเพ่ย ยังไงอาชุนลูกชายอั๊วมันต้องทำตามที่อั๊วสั่งอยู่แล้ว”

“แต่.....”

“เงียบน่า...อย่าทำให้เสียฤกษ์ซี”

ชายชราเจ้าของตระกูลธนกุลเอ่ยขัดศรีภรรยาที่นั่งข้างๆ พร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วหันไปทางเธอ เพื่อบ่งบอกว่าเขาไม่พอใจในสิ่งที่เธอพูดออกมา

“ว่าแต่...ดูฤกษ์งามยามดีหรือยังอาเฉิง เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี อั๊วอยากอุ้มหลานเร็วๆ สินสอดเท่าไหร่ไม่เกี่ยง ฮ่าๆๆ”

บ้านตระกูลธนกุล..

“ไม่แต่ง ยังไงผมก็ไม่แต่ง”

“ลื้ออย่ามาขัดคำสั่งอั๊วนาอาชุน...ถ้าลื้อไม่แต่งก็ไม่ต้องเอาสมบัติของอั๊วสักแดงเดียว ลื้อจะเหลือแค่ตัวเอาไหม?”

“เตี่ย แต่ผมไม่ได้รักต้นหยก หน้าก็ไม่เคยเห็นไม่รู้เป็นยังไง เห็นแค่ตอนเด็กๆ ก็นานจนจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ อีกอย่างผมก็มีคนที่ผมรักอยู่แล้วนะเตี่ย”

“ถ้าแกหมายถึงอาฟางล่ะก็ อั๊วไม่ให้แต่ง! ดูก็รู้ว่าเป็นผู้หญิงหน้าเงิน”

“เส้นฟางไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกเตี่ย เธอออกจะเป็นคนดีธรรมดา ไม่เหมือนคุณหนูตระกูลเจริญกุลที่เตี่ยอยากได้เป็นลูกสะใภ้หรอกนะ นั่นดูหน้าเงินกว่าเส้นฟางเสียอีก”

“อาชุน!! ไหนลื้อบอกไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า แล้วลื้อรู้ได้ไง?”

“ก็ที่ยอมแต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลเรา ไม่ใช่ว่าตระกูลเจริญกุลจะล้มละลายหรอ?”

“ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่สองตระกูลช่วยเหลือเกื้อกูลกันมารุ่นต่อรุ่น เราจะไม่ยื่นมือช่วยได้ยังไง เขาก็เคยช่วยเรา”

“นั่นมันเรื่องอดีตนะเตี่ย”

“ไม่รู้ล่ะ! ลื้อต้องแต่งงานกับอาต้นหยก ไม่งั้นอั๊วจะยกสมบัติทั้งหมดให้อาตงคนเดียว”

ชุนขมวดคิ้วแน่นอย่างหัวเสียแล้วเดินออกไปโดยไม่ตอบอะไร เขารู้ว่าต่อให้เขาเถียงใจขาดยังไงเตี่ยก็คงไม่ยอมแน่ๆ ชุนยกโทรศัพท์ขึ้นเพื่อต่อสายหาลูกน้องของเขาทันที

“ไอ้ลูกคนนี้นี่! แย่จริงๆ”

“ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ....”

“เพราะลื้อตามใจลูกจนเสียคน”

ชายชราหันไปโทษศรีภรรยาด้วยความหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจ ก่อนจะยกแก้วน้ำชาขึ้นมาดื่มเพื่อหวังว่าจะคลายอารมณ์โทสะลงได้บ้าง โดยที่ภรรยาของเขาได้แต่นิ่งเงียบ

“ไปสืบเรื่องของต้นหยก ลูกสาวคนเดียวของตระกูลเจริญกุลมาให้กู”

พูดจบก็วางสายทันทีอย่างหงุดหงิดก่อนจะขึ้นรถบีเอ็มคันหรูแล้วขับออกจากบ้านไปยังบริษัทของตระกูลหวังจะไปปรึกษาพี่ชายของตนเรื่องที่พึ่งคุยกับเตี่ยเมื่อครู่ ชุน คือลูกชายคนเล็กของตระกูลธนกุลที่มีบริษัทใหญ่โตด้านการค้าอัญมณีมากมายในประเทศ เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงพอสมควรแถมยังเป็นผู้ค้าอัญมณีอันดับหนึ่งทั้งในและต่างประเทศ

ส่วนตงเป็นพี่ชายคนโตที่แต่งงานไปเรียบร้อยแล้ว ผลของลอตเตอรี่รางวัลใหญ่จึงมาตกที่เขาแทน เพราะเขายังไม่แต่งงานสักที ความจริงชุนได้ขอเส้นฟางแต่งงานหลายครั้ง แต่เธอก็ยังบอกว่าไม่พร้อมขอใช้ชีวิตต่ออีกหน่อย เพราะการแต่งเข้าเป็นสะใภ้จีนนั้นไม่ง่าย มันต้องเสียอิสระไปหลายอย่างและข้อกำหนดหลายอย่าง ยิ่งเป็นบ้านของตระกูลธนกุลแล้วยิ่งต้องทำตามกฎ นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เส้นฟางยังไม่อยากแต่งงานกับเขา

ชุนขับรถไปพลางคิดอะไรไปเรื่อยจนไม่ได้สังเกตรถคันข้างหน้าที่กำลังตีไฟเลี้ยว จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น นั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มหัวเสียไปกว่าเดิม

“แม่งเอ้ย! วันนี้วันอะไรของกูวะเนี่ย”

ชายหนุ่มทุบพวงมาลัยอย่างหงุดหงิดก่อนจะเปิดประตูลงจากรถไปเพื่อไปดูหน้าของคนที่เลี้ยวไม่ดูรถ หญิงสาวในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าทับในกางเกงสแลกเอวสูงสีครีมพอดีทรง เดินลงมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ใบหน้าสวยเรียบจิ้มลิ้มหมดจดจนชายหนุ่มเองก็อดไม่ได้ที่จะมองค้าง แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาชื่นชมความสวยของหญิงสาว

“คุณขับรถยังไงของคุณเนี่ย”

“ฉันเปิดไฟเลี้ยวแล้วนะคะ คุณไม่ได้ดูทางหรอคะ”

“เปิดไฟเลี้ยวแล้วยังไง ก็เลี้ยวเลยหรอ? อย่างนี้รถคันข้างหลังก็แย่สิคุณ”

“ฉันเปิดตั้งนานแล้วนะคะ คุณน่าจะชะลอหน่อย”

“คุณจะบอกว่าผมผิด ขับรถไม่ดูทางว่างั้น”

“เปล่านะคะ....เอาเถอะค่ะ ช่างเถอะ...นี่นามบัตรฉันคุณโทรหาประกันแล้วติดต่อมาแล้วกันนะคะ พอดีฉันรีบ”

“ฮะ?”

ไม่ทันที่ชุนจะได้หายสงสัยเขาก็รับนามบัตรมาแบบงงๆ ก่อนที่หญิงสาวจะรีบเดินไปขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที ทั้งให้ชุนมองตามหลังอย่างหัวเสีย และที่น่าแปลกใจคือไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่รู้จักหรือเมินเขาแบบนี้ ด้วยใบหน้าที่หล่อเกินดาราและรวยมหาศาล แถมยังเป็นมาเฟียที่ใครๆ ก็ไม่กล้ายุ่ง ยกเว้นผู้หญิงที่วิ่งเข้าหาเขา แต่เขาเองก็ไม่ใช่คนเจ้าชู้อะไร ถ้ามีคนรักอยู่แล้วเขาก็ไม่มองหญิงอื่น แต่เธอที่ขับรถจากเขาไปทำให้เขาแปลกใจไม่น้อยที่เธอไม่สนใจเขาเลยด้วยซ้ำ

ชุนก้มลงมองนามบัตรที่หญิงสาวนิรนามยื่นให้ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นเมื่อชื่อบนนามบัตรนั้นช่างคุ้นเสียเหลือเกิน แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก แต่ก็มาสะดุดที่นามสกุลของหญิงสาวแทนจึงรู้ได้ในทันที ชุนยกยิ้มขึ้นพร้อมด้วยแววตาร้ายกาจ

“ภูษิตา...เจริญกุล...หึ...ต้นหยกสินะ”

ชุนชูนามบัตรขึ้นมาก่อนจะถือนามบัตรนั้นขึ้นรถไปและขับตรงไปยังบริษัทอย่างที่ตั้งใจไว้ พลางคิดว่าแค่เจอกันครั้งแรกก็มีเรื่องแล้ว ถ้าแต่งงานกันไปคงมีเรื่องไม่เว้นวันแน่ๆ ถึงเขาจะต้องแต่งงานกับเธอเขาก็ไม่คิดว่าจะให้มันราบรื่นแต่โดยดีแน่นอน ชุนคิดแผนการไว้ในหัวอย่างเงียบๆ

“เราต้องได้เจอกันอีกนาน...ต้นหยก ฉันจะทำให้เธอคิดผิดที่ยอมแต่งงานครั้งนี้”

อีกด้านหนึ่ง

หลังจากที่ต้นหยกขับรถออกมาเธอก็แอบยิ้มอยู่คนเดียว ที่รีบออกมาเป็นเพราะเขินที่จะมองหน้าชายหนุ่มที่เธอรู้จักและจำได้ดี แต่ดูเหมือนว่าเขาจะจำเธอไม่ได้เสียแล้ว แม้ว่าเวลามันผ่านมานานมากแล้วแต่เธอไม่เคยลืมคนที่เป็นรักแรกของตัวเอง เธอไม่เคยคิดจะคบใครหรือมองผู้ชายคนไหนทั้งนั้น

เธอตั้งใจเติบโตมาอย่างดีเป็นผู้หญิงที่เก่งและเพียบพร้อมในทุกๆ ด้าน เพื่อรอวันหนึ่งจะได้เป็นเจ้าสาวของเขา ไม่ว่ายังไงเธอยังคงยึดมั่นคำพูดของอากงสมัยที่เธอยังเด็ก และเขาเองในตอนนั้นก็ตอบตกลงและให้คำสัญญาว่าจะสร้างครอบครัวกับเธอ เพียงแค่คนเดียว แม้จะเป็นคำพูดตอนเด็กแต่เธอก็ยังเชื่ออย่างนั้น

“เฮียชุนอาจจะจำไม่ได้ล่ะมั้ง...ช่างเถอะ เดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้ว”

ต้นหยกยิ้มออกมาจนแก้มปริอย่างเขินๆ พอนึกถึงใบหน้าของเขาที่พึ่งเจอกันเมื่อครู่ก็ทำเธอแทบใจละลาย พลางคิดว่าคนอะไรพอโตแล้วหล่อจนใจเหลวไปหมด ถึงจะดูเอาแต่ใจไปหน่อย แต่อาจจะเป็นเพราะเขาจำเธอไม่ได้ถึงได้ทำท่าทางแบบนั้น หญิงสาวเลี้ยวรถเข้าบ้านหลังใหญ่ที่ห่างหายไปนานก่อนจะจอดรถไว้ที่โรงจอดรถ

เธอเดินลงจากรถมาก็หยุดยืนมองบ้านที่เธออยู่มาตั้งแต่เด็กอีกครั้ง แต่เพราะต้องไปเรียนต่อที่ประเทศจีนจึงไม่ได้กลับบ้านมานานมากแล้ว พอผู้เป็นพ่อโทรหาเธอพูดเรื่องแต่งงานเธอจึงรีบรุดกลับไทยทันที พึ่งถึงไทยได้แค่วันเดียววันถัดมาก็เจอเขาเลยซะอย่างนั้น เธอนึกขอบคุณผู้เป็นแม่ที่วานเธอไปซื้อของเพื่อที่จะทำกับข้าวเย็นนี้เพื่อต้อนรับตระกูลธนกุลที่จะมาร่วมทานอาหารเย็น

ต้นหยกหอบหิ้วข้าวของวัตถุดิบที่ซื้อมาเตรียมจะเข้าบ้านและโชว์ฝีมือทำอาหาร แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกของใครคนหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองทางต้นเสียง

“ต้นหยก! หอบอะไรเยอะแยะเนี่ย”

“เฮียตง พี่หญิงใหญ่ มาเร็วไปไหมคะเนี่ย พึ่งจะบ่ายสามเอง”

“เรียกพี่ซินสิ จะได้ชิน”

“มา พี่ช่วยถือ”

“ขอบคุณค่ะเฮียตง”

หญิงสาวร่างเพรียวบางที่ยืนอยู่ข้างๆ เฮียตงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่เฮียตงจะคว้าข้าวของที่ต้นหยกถือพะรุงพะรังมาถือแทน แม่ของต้นหยกได้ยินเสียงจากหน้าบ้านจึงเดินออกมาก่อนจะยิ้มต้อนรับผู้มาเยือน

“สวัสดีครับม๊า”

“สวัสดีค่ะม๊า”

“สวัสดีๆ มากันแล้วหรอลูก ทำไมมาไวจัง”

“พอดีผมเคลียร์งานเสร็จเร็วน่ะครับ ก็คิดว่ามาเลยดีกว่าเผื่อจะมีอะไรให้ช่วยบ้าง”

“โอ๊ย ไม่ต้องหรอกอาตง แค่อาหยกคนเดียวก็เอาอยู่แล้ว เห็นอย่างนี้อาหยกทำกับข้าวเก่งนา”

“งั้นเดี๋ยวหนูเข้าไปช่วยต้นหยกด้วยค่ะ”

“ดีๆ ช่วยๆ กันจะได้เสร็จไวๆ มาลูกมา”

ผู้เป็นแม่เดินนำเข้าไปในครัวก่อนโดยที่มีซินเดินตามไป ต้นหยกหันไปทางเฮียตงด้วยรอยยิ้มแป้น แล้วพูดขึ้นอย่างนอบน้อมจนเฮียตงถึงกับอดแซวไม่ได้

“เฮียตงนั่งรอที่ห้องรับแขกก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวหยกเอาน้ำมาให้”

“ขอบใจนะ...ใจดีสมกับป็นน้องสะใภ้เฮียเลย”

“เฮียตงก็อย่าแซวน้องสิคะ”

ต้นหยกยิ้มอย่างเขินๆ เมื่อได้ยินพี่ชายของว่าที่สามีพูดชมกันซึ่งๆ หน้า ก่อนจะรีบเดินเข้าครัวไปเพื่อตะเตรียมน้ำไปเสิร์ฟแขกที่มาเยือน แล้วกลับเข้าไปช่วยแม่และซินทำอาหาร ทั้งสามคนทำอาหารอย่างสนิทสนมเพราะซินเองก็เป็นพี่สาวที่เคยเล่นกับเธอตอนเด็กๆ แต่เธอก็ไม่แน่ใจว่าซินและเฮียตงไปรักกันตอนไหนถึงได้แต่งงานกัน จึงเลือกที่จะถามขึ้นให้หายสงสัย

“ว่าแต่พี่ซินกับเฮียตงรักกันตอนไหนหรอคะ?”

“ตายแล้ว อาหยกทำไมถึงถามเรื่องส่วนตัวคนอื่นแบบนั้นล่ะลูก”

“ไม่เป็นไรค่ะม๊า ต้นหยกไม่ได้อยู่ไทยหลายปีอาจจะตกข่าว”

ซินพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มไม่ได้รู้สึกอึดอัดใดๆ กับคำถามของต้นหยกเพราะเธอก็มองว่าต้นหยกเป็นเหมือนน้องสาวคนหนึ่งที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก ก่อนที่ซินจะเล่าเรื่องราวให้ต้นหยกฟังอย่างที่เธออยากรู้

“ตอนแรกพี่ก็ย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ต่างจังหวัดเพราะตรงสายที่ต้องการเรียน พอเรียนจบกลับมาก็บังเอิญเจอเฮียตง เพราะไม่ได้เจอกันนานมันเลยรู้สึกแปลกไปน่ะ แล้วเฮียตงมาสารภาพรักกับพี่ เราเลยลองคบกันดูใจกันจนตอนนี้เนี่ยแหละ”

“โห...โรแมนติกจัง กลับมาเจอกันอีกครั้งก็คบกันจนแต่งงานเลย”

ต้นหยกพูดด้วยสายตาเป็นประกาย ซินมองแววตาของต้นหยกออกก็อดหัวเราะเพราะความเอ็นดูไม่ได้ ซินรู้ได้ทันทีว่าต้นหยกเองก็หวังที่จะเป็นแบบเธอและเฮียตง แถมยังรู้ชัดอีกด้วยว่าทำไมต้นหยกถึงยอมแต่งงานกับชุน ไม่นานเกินรออาหารก็เสร็จไปทีละอย่างรวมๆ แล้วแทบจะเต็มโต๊ะ เฮียตงที่นั่งอยู่เฉยๆ ก็ได้ลุกขึ้นมาช่วยยกอาหารออกมาวางไว้ที่โต๊ะด้วยอีกแรง

“อ้อ...ต้นหยก เมื่อกี้ชุนโทรมา”

“คะ? อ๋อค่ะ”

“มันไปหาพี่ที่บริษัทแล้วไม่เจอ มันเลยกกำลังจะมาที่นี่”

“ค่ะ...”

“มันบอกว่าเจอต้นหยกแล้วเมื่อตอนบ่ายสาม”

“......”

เฮียตงโน้มหน้ามองต้นหยกที่ไม่กล้าสบตาเขาและเอาแต่ก้มหน้างุดเพื่อซ่อนแก้มที่แดงเรื่อของตน แต่ก็ไม่พ้นสายตาของเฮียตงอยู่ดี ชายหนุ่มเมื่อเห็นท่าทีของต้นหยกเพราะรู้ว่าเธอคงจะตื่นเต้นน่าดู เฮียตงยกมือขึ้นลูบศีรษะของเธอเบาๆ

“แต่ว่านะ...ชุนมันต่างจากเมื่อก่อนนิดหน่อย...ไม่สิ...ต่างจากเมื่อก่อนมาก ถ้ามันเผลอทำอะไรไม่ดีไม่ถูกใจเฮียก็ขอโทษแทนมันด้วย และอย่าโกรธมันเลยนะ”

“ไม่หรอกค่ะ เฮียชุนก็โตแล้วอาจจะเปลี่ยนไปบ้างตามกาลเวลา”

เฮียตงได้มองว่าที่น้องสะใภ้อย่างเอ็นดู สายตาของเขาฉายแววเป็นห่วงไม่น้อย เพราะเขารู้จักน้องชายของเขาดีว่าแตกต่างจากเมื่อก่อนมากมายแค่ไหน ห่วงก็แต่หญิงสาวตรงหน้าที่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเกี่ยวกับชุนในปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย ต้นหยกยังคงยิ้มรับก่อนจะหันกลับเข้าไปในครัว ทิ้งให้เฮียตงมองตามอย่างเป็นห่วง

“ชุนเอ๊ยชุน รู้ไหมเนี่ยว่ามีคนซื่อสัตย์กับแกนานเป็นปีๆ ขออย่าให้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลย แกก็ยิ่งนิสัยเสียอยู่”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป