บทที่ 3 พบกันอย่างเป็นทางการ

หลังจากที่ทุกคนกำลังจัดเตรียมอาหารอย่างขะมักเขม้นอยู่ในครัว มีเพียงเฮียตงที่จัดโต๊ะอาหารโต๊ะใหญ่อยู่ด้านนอกไม่ไกลจากในครัวมากนัก ชุนก็รีบเดินปรี่เข้าไปหาพี่ชายของเขาทันทีเมื่อมาถึง เฮียตงเงยหน้ามองน้องชายตัวเองก่อนจะยิ้มรับเหมือนปกติ

“มาแล้วหรอ ไอ้เสือ”

“ก็เห็นไหมล่ะ”

“อ้าว ไอ้น้องเวร”

“ทำไมเฮียถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”

“อ้าว เตี่ยไม่ได้บอกหรอ? ว่าวันนี้นัดทานข้าวสองครอบครัว”

“ไม่นะ...ผมออกมาก่อน”

“มึงนี่น้า...เขาต้องนัดทานข้าวกันเพื่อหารือสถานที่จัดงานแต่งมึงไง เห็นว่าได้ฤกษ์เดือนแล้วนี่”

ชุนขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้เป็นพี่เอ่ยขึ้น ทำไมเป็นเขาคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทุกอย่างมันดูรวดเร็วและเร่งรีบจนเขารู้สึกหงุดหงิด เขายังไม่ได้บอกแฟนสาวของเขาเลยด้วยซ้ำ

“มันต้องรีบขนาดนั้นเลยหรอวะเฮีย?”

“มึงก็คิดในแง่ลบเกินไป มันอาจจะมีฤกษ์ดีฤกษ์เดียวในปีนี้แล้วก็ได้”

“งั้นก็แต่งปีหน้าดิ ไม่ให้ทำความรู้จักอะไรกันหน่อยหรอ ว่ายัยนั่นจะนิสัยหน้าเงินอย่างที่คิดหรือเปล่า”

เฮียตงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินน้องชายของตนพูดถึงต้นหยกแบบนั้น ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเพราะคิดว่าน้องชายของตนคงเข้าใจอะไรผิดไปแน่ๆ

“เฮ้ย...ทำไมพูดว่าน้องแบบนั้น มึงรู้จักเขาหรอ?”

“ก็รู้จักตอนเด็กๆ ไง โตมาไม่คิดว่าจะเอาตัวเข้าแลกเพื่อเงินจุนเจือครอบครัว งานอื่นไม่มีทำหรือไงวะ”

“ต้นหยกไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกนะเว้ย น้องออกจะฉลาดแม่บ้านแม่เรือน นิสัยใจคอเหมาะสมสมกับเป็นลูกสาวตระกูลใหญ่ นี่...แล้วการที่เขายอมแต่งงานกับมึงเพราะเตี่ยของเราเสนอเอง เขาได้ไปร้องขอสักหน่อย อีกอย่างต้นหยกน่ะรัก....”

“พอๆ ผมไม่อยากฟังเรื่องของยัยนั่นหรอกนะ เฮียต้องเข้าข้างผมไม่ใช่หรอ ผมน้องชายแท้ๆ เฮียนะครับ”

เฮียตงส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอากับความคิดในแง่ลบของน้องชาย ที่ชุนคิดลบขนาดนี้อาจจะเป็นเพราะเตี่ยไม่ยอมรับแฟนสาวของเขา เลยทำให้รู้สึกพาลแบบนี้ และคงคิดอีกว่าต้นหยกไม่สนใจว่าจะแย่งเขามาจากแฟนสาวหรือเปล่า แต่ความจริงแล้วต้นหยกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีแฟน จะเรียกแฟนได้หรือเปล่าก็ไม่รู้

เฮียตงรู้ดีว่าเส้นฟางยังไม่ได้ให้สถานะกับชุนเสียด้วยซ้ำ แค่นอนด้วยกันไปมาหาสู่กันบ้าง ชุนก็ประเคนให้ทุกอย่างและทึกทักไปเองว่าเป็นแฟนตน ผู้หญิงก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร ความสัมพันธ์มันเลยคลุมเครือไปหมด

“อ้าว...ชุนมาแล้วหรอลูก ตายจริงม๊านึกว่าจะมาพร้อมเตี่ยเฟยซะอีก”

“สวัสดีครับม๊า พอดีผม...ว่างน่ะครับ แล้วเห็นว่าเฮียตงมาถึงแล้วเลยตามมา”

ชุนยกมือไหว้แม่ของต้นหยกอย่างนอบน้อมด้วยรอยยิ้ม ถึงเขาจะขัดใจเรื่องแต่งงานแต่เขาก็ไม่ได้เกลียดครอบครัวนี้ กลับโยนความผิดไปให้ต้นหยกคนเดียวหมด เพราะถ้าเธอไม่ยอมรับการแต่งงานมันก็ยังพอมีทางออกที่เขาจะเป็นอิสระ แต่สาวเจ้าดันยอมรับนี่สิ สองครอบครัวก็เคารพการตัดสินใจของสาวเจ้า เวรกรรมเลยตกมาอยู่ที่เขาแบบนี้

“มาๆ มานั่งพักก่อน เดี๋ยวม๊าให้น้องเอาน้ำเย็นมาให้ ชุนยังไม่เคยเห็นน้องเลยนี่ใช่ไหม?”

“เอ่อ....เจอกันแล้วครับ แค่แปปเดียว”

“จริงหรือ? ถ้าได้เห็นชัดๆ แล้วจะตกใจ น้องโตขึ้นสวยกว่าแต่ก่อนเยอะนะ”

ชุนยิ้มแห้งๆ กับแม่ของต้นหยกที่ยิ้มจนแก้มปริอย่างภาคภูมิใจในลูกสาวของตน ก่อนที่แม่ของต้นหยกจะเดินเข้าไปในครัวเพื่อจะบอกให้ต้นหยกเอาน้ำ เอาท่าไปเสิร์ฟว่าที่ลูกเขยของบ้าน ชุนหันมองหน้าเฮียตงที่กำลังมองเขาแล้วยิ้มกริ่ม รอยยิ้มของพี่ชายตนทำเอาเขารู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เลย

“ยิ้มอะไรนัก ก็บอกว่าเห็นแล้ว”

“เชื่อเถอะว่ามึงยังไม่ทันได้มองหน้าน้องอย่างละเอียด”

“มองละเอียดแค่ไหนผมก็ไม่สน”

“ครับ พ่อคนรักเดียว”

ในขณะที่เฮียตงพูดด้วยน้ำเสียงล้อเลียนน้องชายของตน ต้นหยกก็ยกน้ำเปล่าออกมา หญิงสาวในชุดผ้ากันเปื้อนทำให้เห็นทรวดทรงองค์เอวชัดเจนเพราะผูกผ้ากันเปื้อนพอดีตัว เธอตัวเล็ก แถมยังผิวขาวอย่างกับหยวกกล้วย ใบหน้าจิ้มลิ้มขาวผ่อง ปากรูปกระจับสีแดงสดเหมือนทาลิปสติกตลอดเวลาแต่มันอวบอิ่มดูสุขภาพดีโดยไม่ต้องแต่งแต้มเลย จมูกเรียวเป็นสันพอดีกับรูปหน้า ตากลมโต ขนตาเป็นยาวแพร คิ้วตรงสวยเรียงเส้น

ดูโดยรวมแล้วอ่อนหวานเรียบร้อย มองแล้วสบายหูสบายตาสมชื่อต้นหยก สวยงามเหมือนหยก มันคงจะจริงที่เฮียตงพูดว่าเขาไม่ได้เห็นเธอหรือมองอย่างละเอียด ครั้งนี้ได้มองใกล้กว่าเมื่อตอนบ่ายเสียด้วยซ้ำ เพราะเธอโน้มตัวลงวางแก้วน้ำให้เขา กลิ่นตัวของเธอเหมือนดอกไม้หอมเย็นลอยมาแตะจมูกยิ่งทำให้อยากดอมดมใกล้กว่าเดิมเสียอีก นั่นคือทั้งหมดที่ทำให้ชุนมองค้าง

“อะแฮ่ม...”

เฮียตงมองน้องชายของตนที่จ้องมองต้นหยกค้าง ก่อนจะกระแอมเบาๆ เพื่อเรียกสติของน้องชายที่ปฏิเสธหัวชนฝาการแต่งงานกับหญิงสาวตรงหน้า ตอนนี้กลับมองสาวเจ้าค้างเติ่งเสียอย่างน้อย

“สวัสดีค่ะ...เฮียชุน”

“.....อืม....”

หลังจากที่วางแก้วน้ำเรียบร้อยต้นหยกก็หันไปยกมือไหว้ชุนอย่างอ่อนช้อยสวยงาม บ่งบอกการฝึกอบรมมารยาทมาอย่างดี เธอยิ้มเล็กน้อยเมื่อเขาตอบรับ ชุนกระแอมกับตัวเองก่อนจะยกน้ำเย็นดื่มพร้อมกับเฉมองไปทางอื่นแทน ต้นหยกหันไปยิ้มให้เฮียตงก่อนจะเดินเข้าไปในครัวเพื่อช่วยแม่และซินเตรียมอาหารต่อ

“แหม่...มองค้างเลยนะไอ้น้องรัก”

“ก็แค่มอง”

“อึ้งละสิ กูบอกแล้วว่ามึงมองไม่ละเอียด”

“ใครสน ยังไงผมก็....”

“ไม่แต่ง?”

“มันก็ต้องแต่งอยู่แล้ว เพราะเตี่ยเอาสมบัติมาล่อไง”

“เหรอ”

“ตอนแรกว่าจะมาปรึกษาเฮียเนี่ย ว่าจะทำยังไงได้บ้างที่เตี่ยจะยอมรับเส้นฟางและยกเลิกการแต่งงานครั้งนี้”

“กูอยู่ข้างเตี่ย”

“อ้าว...”

“แต่งๆ ไปเถอะน่า กูเชื่อว่าต้นหยกไม่ได้เลวร้ายหรอก ต้นหยกเป็นคนดี แต่งไปสักปีถ้ามึงไม่ได้รักน้องจริงๆ มึงก็ขอหย่า หรือน้องอาจจะทนมึงไม่ได้ ไม่ถึงปีน้องอาจจะขอหย่าแทนก็ได้”

เฮียตงพูดขึ้นมาอย่างติดตลกเพราะเขาคิดว่าถ้าแต่งแล้วอยู่ไป ชุนอาจจะตกหลุมรักต้นหยกหัวปักหัวปำเลยก็ได้ แต่ชุนกลับไม่ได้คิดแบบนั้น แต่คิดถึงคำพูดของผู้เป็นพี่ที่บอกว่า ถ้าเธอทนไม่ได้อาจจะหย่าก่อน ในหัวของเขาจึงคิดแผนร้ายขึ้นมา แล้วยกยิ้ม

“นั่นสินะ...”

“อย่ามัวยิ้มคนเดียวไอ้เสือ ไปช่วยกันยกกับข้าว ต้นหยกลงมือทำเองเลยนะ”

เฮียตงพูดพร้อมกับตบบ่าของน้องชายตนแล้วเดินเข้าครัวไป ชุนไม่ได้พูดอะไรเดินตามพี่ชายของตนเข้าครัวไปเช่นกัน สองหนุ่มช่วยกันยกอาหารและจัดโต๊ะจนเสร็จเรียบร้อย

ไม่นานนักผู้ใหญ่ของทั้งสองครอบครัวก็เข้ามาในบ้านและนั่งคุยกันบนโต๊ะอาหารเพื่อรอทานอาหาร ส่วนต้นหยกขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะเนื้อตัวเลอะน้ำมันไปหมด โดยมีแม่ไปช่วยแต่งตัวด้วย

“อาชุน ป๊าวานไปตามอาหยกกับม๊าหน่อย ได้เวลาแล้ว”

“ครับ”

พ่อของต้นหยกหันไปบอกชุนก่อนที่จะหันไปคุยกับเตี่ยของชุนต่อ ชุนพยักหน้าตอบรับก่อนจะลุกออกจากที่นั่งและเดินขึ้นบันไดไป เขารู้ที่ทางของบ้านนี้เป็นอย่างดี เพราะเคยมาวิ่งเล่นกับต้นหยกตอนเด็กๆ ถึงจะนานมากแล้วแต่ทุกอย่างไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

ห้องต้นหยก..

ภายในห้องผู้เป็นแม่จัดแจงเสื้อผ้าชุดจีนกี่เพ้ารัดรูปแหวกสูงสีเขียวออกฟ้าให้ลูกสาว มันไม่ใช่ชุดโบราณเสียทีเดียว แต่มันเป็นชุดกี่เพ้าสมัยใหม่ ก่อนจะปักปิ่นหยกให้ลูกสาวที่เก้ามวยผมขึ้นหลวมๆ ผู้เป็นแม่จับไหล่ลูกสาวให้หันไปทางตนก่อนจะมองใบหน้าของลูกสาวด้วยรอยยิ้มที่ปลื้มปริ่ม

“สวยมากลูก”

“ชุดของม๊าสวยมากกว่าค่ะ เลยดูสวย”

“รู้ไหมว่าชุดนี้ม๊าใส่ไปดูตัวกับป๊าของลูก แล้วป๊ามองค้างเชียวนะ”

“ก็ม๊าสวยนี่คะ”

ต้นหยกพูดพลางโอบกอดผู้เป็นแม่อย่างรักใคร่ หญิงวัยกลางคนก็กอดลูกสาวคนเดียวของเธอตอบเช่นกัน ก่อนจะก้มลงพูดกับลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของตนเหมือนการสั่งเสียที่ต้องส่งลูกสาวให้บ้านอื่นไป

“หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยพี่เขานะลูกหนูจะงอแงเหมือนอยู่กับป๊ากับม๊าไม่ได้นะ ต้องใจเย็นให้มากๆ”

“โธ่...ม๊า หยกไม่อยู่ในงานแต่งสักหน่อย แค่กินข้าวเอง”

ต้นหยกเงยหน้ามองผู้เป็นแม่ที่น้ำตาคลอเบ้าก่อนจะทำหน้ายู่ เธอรู้ดีว่าแม่ของเธอรักและเป็นห่วงเธอแค่ไหน คงใจเสียไม่น้อยที่กลับไทยมาก็ต้องแต่งงาน ได้อยู่ด้วยกันแค่เดือนเดียวก็ต้องย้ายไปอยู่บ้านสามี

ก๊อกๆ

“ขอโทษครับ...เถ้าแก่เฉิงให้มาตาม”

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นก่อนที่สองแม่ลูกจะได้ยินเสียงทุ้มที่คุ้นเคย แม่ลูกมองหน้ากันก่อนที่ผู้เป็นแม่จะเดินไปเปิดประตูห้องก็เห็นว่าชุนยืนรออยู่

“ได้จ้ะ เดี๋ยวม๊าลงไปนะ”

“ครับ ม๊า”

ชุนพูดจบก็เดินลงไปก่อนโดยที่ไม่ได้มองเข้าไปในห้อง ผู้เป็นแม่หันไปกวักมือเรียกลูกสาวของตนก่อนจะพากันเดินลงไปชั้นล่างเพื่อร่วมทานข้าว

ต้นหยกเดินลงบันไดพร้อมกับประคองผู้เป็นแม่เดินเข้าห้องอาหาร ทุกสายตามองไปทางเดียวกัน สองหนุ่มพี่น้องมองต้นหยกค้างรวมไปถึงซินที่มองน้องสาวด้วยตาเป็นประกาย ก่อนที่เฮียตงและซินจะหันไปมองหน้าของชุนที่มองค้างอีกครั้ง สายตาของชุนที่มองมาทำเอาต้นหยกเขินไม่น้อย เตี่ยเองก็เห็นว่าลูกชายมองว่าที่สาวขนาดนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้

“สวยล่ะสิไอ้ลูกชาย ฮ่าๆๆ”

ชุนละสายตาจากหญิงสาวก่อนจะหันไปมองตามเสียงที่ร้องทักเขาพร้อมกับเงียบไม่ตอบ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอสวยมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคิดที่จะทำให้เธอร้องหย่ากับเขาก่อนหนึ่งอยู่ดี

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างสนุกสนานและมีความสุข ยกเว้นชุนที่นั่งทานข้าวเงียบๆ ถึงแม้กับข้าวจะอร่อยมากจนทุกคนบนโต๊ะชมแต่มีเพียงคนเดียวที่ไม่ได้เอ่ยชมอะไร สีหน้าของชุนยังคงเรียบนิ่ง จนผู้เป็นแม่ที่นั่งข้างๆ จับไหล่ลูกชายคนเล็กเบาๆ พร้อมกับเอียงหน้าถาม

“เป็นไรหรือเปล่าลูก เงียบเชียว”

“ม๊าก็น่าจะรู้อยู่แล้วนี่ครับ”

คำตอบของชุนทำให้ผู้เป็นพ่อถึงกับหันไปมองหน้าของพ่อต้นหยกเลิ่กลั่ก ถึงเขาจะไม่พูดออกมาตรงๆ แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าชุนไม่อยากแต่งงานกับต้นหยก

“ไม่มีอะไรหรอกอาเฉิง อาชุนอีไม่ค่อยสบายน่ะ”

“ผมสบายดี”

“ไอหย๋า...ไอ้ลูกคนนี้...มรดกน่ะมรดก”

เตี่ยพูดขึ้นก่อนจะหันหน้าไปทางชุนแล้วกระซิบจนเขานั้นเงียบกริบ ก่อนที่เตี่ยจะหันไปยิ้มให้เถ้าแก่เฉิงและครอบครัว แม้อึดอัดใจกับลูกชายตนไม่น้อย

“ยังไงก็ฤกษ์งามตามเดิมนะเอาเฉิง สองตระกูลดองกันยิ่งใหญ่กว่าเดิม ฮ่าๆๆๆ”

“หึ....”

ครอบครัวสองครอบครัวหัวเราะไปด้วยกันเว้นแต่ชุนที่แสยะยิ้มก่อนจะนั่งพิงพนักเก้าอี้จ้องมองต้นหยกที่นั่งตรงข้ามตน ตาเขม็งทำเอาหญิงสาวถึงกับทำตัวไม่ถูก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป