บทที่ 10 สุดยอดพี่ชาย

บทที่ 10

สุดยอดพี่ชาย

“พี่ใหญ่ พี่รอง กินซาลาเปารองท้องกันก่อนเจ้าค่ะ”

ลู่ซือยื่นซาลาเปาลูกใหญ่ในมิติของตนให้กับพี่ชายทั้งสองคนละลูก ขณะที่พาบิดานั่งเกวียนเทียมวัวกลับบ้านในยามเซิน (15.00-16.59)

“ขอบใจเจ้ามาก” ลู่เสียนรับไปแล้วกัดเข้าปากคำโต

“น้องสามเจ้าเองก็ควรต้องกินรองท้องเช่นกันนะ”

ลู่ฉีเอ่ยเตือนน้องสาวที่เอาแต่คอยดูแลท่านพ่อที่นอนไม่ได้สติรวมไปถึงพวกเขาทั้งสองคน เขาเห็นนางหยิบออกมาเพียงอาหารส่วนของเขาและลู่เสียนไม่ได้หยิบในส่วนของตนเองออกมากินแม้แต่ครึ่งคำ

ลู่ซือในยามนี้ไม่ค่อยหิวสักเท่าไหร่ แต่เมื่อเห็นสายตาเป็นห่วงเป็นใยของพี่ชายที่มองมาตลอด นางจึงเลือกหยิบผลผิงกั่วสีแดงสดออกมากินรองท้องอย่างช่วยไม่ได้

“เจ้าค่ะ ข้าจะกินเดี๋ยวนี้”

กึก

เกวียนเทียมวัวหยุดลงกะทันหัน ลู่ซือและลู่ฉีต่างช่วยกันจับบิดาเอาไว้แน่นเพื่อไม่กลิ้งหล่นลงไป

“เป็นอะไรหรือไม่”

ลู่เสียนหันถามพี่ชายและน้องสาวเสียงดังด้วยความเป็นห่วง เขากำลังบังคับเกวียนอยู่ดี ๆ  แต่กลับมีใครไม่รู้กระโดดมาขวางทางเอาไว้

“พวกเราไม่เป็นอะไร”

ลู่ฉีตอบน้องชายเสียงเบา เด็กทั้งสามหันมาสบตากันอย่างต้องการสื่อความหมาย สถานการณ์ในยามนี้ไม่ปกติ ตรงหน้าพวกเขามีชายชุดดำปกปิดหน้าตา ในมือล้วนถือดาบยาว ยืนขวางทางกันอยู่ถึง 3 คน

“พวกท่านต้องการอะไร” ลู่ฉีตะโกนถามออกไป

“ชีวิตชายคนนั้น หากยังไม่อยากตาย อย่าได้คิดขวางพวกข้า” หนึ่งในพวกมันตอบกลับมาอย่างเยือกเย็น

ลู่ฉีและลู่เสียนหน้าถอดสีทันทีที่ได้ยิน คนพวกนี้ต้องการชีวิตบิดาของพวกตนไปทำไมกัน

“ข้าจะลงไปสู้กับพวกมัน พวกเจ้าพาท่านพ่อหนีไป” เมื่อมองไม่เห็นทางรอด ลู่เสียนจึงยอมสละตนเองพร้อมสู้ตายไปกับพวกมัน

“ไม่ได้ เจ้านั่นแหละ พาน้องกับท่านพ่อหนีไป” ลู่ฉีที่ได้ยิน ก็ไม่ยินยอม เขาเป็นพี่ชายคนโตจะปล่อยน้องชายเผชิญหน้ากับพวกมันคนเดียวได้อย่างไร

“ฟังข้านะเจ้าคะ จะไม่มีใครหนีไปไหนทั้งนั้นเจ้าค่ะ”

ลู่ซือเอ่ยออกมาอย่างใจเย็นผิดกับพี่ชายทั้งสอง หากนับอายุกันตามจริง อายุของนางนับว่ามากที่สุด เหตุการณ์ลอบสังหารตรงหน้า หากมองจากมุมของเด็กชายทั้งสองย่อมเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัว

แต่ไม่ใช่กับ ดร.ลู่ ที่เกิดมาในตระกูลผู้มีอิทธิพลตระกูลหนึ่งในประเทศ ทั้งลอบสังหาร ทั้งลักพาตัว ลู่ซือเผชิญหน้ากับเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่จำความได้

ลู่ซือมองประเมินชายชุดดำทั้งสาม คนพวกนี้ไร้กลิ่นอายของพลังธาตุ แม้จะมีดาบเป็นอาวุธ แต่นางคิดว่าตนย่อมได้เปรียบกว่า หากจะสู้ย่อมสู้ได้ไม่เสียเปรียบ

“เจ้ามีแผนหรือ”

“แน่นอนเจ้าค่ะ” ลู่ซือยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะหันไปหาลู่ฉี

“พี่ใหญ่ ฟังข้าเจ้าค่ะ ท่านจะต้องลงไปสู้กับพวกมัน พยายามรักษาระยาห่างเอาไว้ อย่าให้พวกมันประชิดตัวได้เด็ดขาด ใต้เท้าของพวกมันอย่างไรก็คือดิน ข้าเชื่อว่าแค่คนไร้พลังธาตุสามคนไม่คณามือพี่ใหญ่หรอก ลุยเลยเจ้าค่ะ “ 

“จะซุบซิบกันอีกนานหรือไม่ หากไม่รีบไปข้าจะฆ่าพวกเจ้าทั้งหมด” เสียงพวกมันดังขึ้นอีกรอบ

ลู่ซือมองพี่ใหญ่ของตนที่กระโดดลงจากเกวียนไปประจันหน้ากับพวกมันอย่างฮึกเหิมด้วยความพึงพอใจ

“พี่รอง หากท่านลงไปจะกลายเป็นตัวถ่วงของพี่ใหญ่นะเจ้าคะ”

ลู่เสียนที่ตั้งท่าจะตามลงไปชะงักลงเมื่อได้ยินเสียงของน้องสาว พลังของเขายังอยู่แค่ระดับควบคุม หากยังไม่ขึ้นไปถึงระดับแรกสร้าง ธาตุไฟที่ไม่มีไฟเช่นเขาจะทำสิ่งใดได้ ตัวเขาในยามนี้ช่างไร้ค่าเหลือเกิน

“ขอโทษน้องสาม ข้าวู่วามไปหน่อย” จริงดั่งลู่ซือเอ่ย หากเขาลงไปอย่างไรแล้วก็เป็นได้เพียงตัวถ่วง

“ข้าไม่ไป” ลูฉีตอบกลับเสียงดัง

“เลือกที่จะตายสินะพวกเจ้า”

ชายชุดดำที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด พูดขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม มันเดินถือดาบสาวเท้าเข้าหาลู่ฉีใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมเหยียดยิ้มออกมาอย่างดูแคลน แค่เด็กชายสูงไม่ถึงไหล่แถมยังไร้อาวุธมีสิ่งใดให้เกรงกลัวกัน  ลู่ฉีมองชายคนร้ายที่สาวเท้าเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ  ก็เริ่มหวั่นใจ

“พี่ใหญ่ให้ใกล้กว่านี้ไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ”

เสียงของลู่ซือตะโกนดังลั่น ด้วยความตกใจลู่ฉีปลดปล่อยพลังออกไปทันที คนร้ายตรงหน้าลูฉีถูกดึงลงไปใต้ดินเหลือไว้เพียงร่างกายตั้งแต่ช่วงอกขึ้นไป สร้างความตกใจให้กับทุกคนในเหตุการณ์เป็นอย่างยิ่ง

“จะ เจ้า ทำอะไรข้า”

คนร้ายที่ถูกพลังของลู่ฉีจัดการตะโกนร้องถาม ร่างกายครึ่งร่างของเขาฝังอยู่ใต้ดินขยับไม่ได้สักนิด น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความขลาดกลัวต่างจากน้ำเสียงหยามเหยียดในคราแรก 

ลู่ฉีที่เป็นผู้ใช้พลังออกไปก็ตกใจไม่แพ้กัน เขาแค่รู้สึกว่าจะปล่อยให้ชายคนนี้เดินต่อไปไม่ได้เท่านั้น ราวกับว่าผืนดินกับเขาเชื่อมจิตหลอมรวมเข้าด้วยกันถึงได้จัดการกักขังคนร้ายเอาไว้ เด็กชายเผยรอยยิ้มแปลกประหลาด สายตาเอาแต่จับจ้องอยู่ที่ชายอีกสองคนที่เหลือ

ลู่ซือเมื่อเห็นว่าคนร้ายทั้งสามอย่างไรก็ไม่มีทางหนีรอดเงื้อมมือของพี่ใหญ่ไปได้ จึงหันไปบอกกับลู่เสียนถึงสิ่งที่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลบอกกับตน

“พวกมันไม่ได้มีแค่สามคนเจ้าค่ะ”

“เจ้าหมายความวะ...น้องสามระวัง!”

ที่ด้านหลังของลู่ซือมีชายอีกคนกระโจนเข้ามา ลู่ซือหันกลับไป แต่ปลายดาบของมันนั้นพุ่งเข้ามาหานางด้วยความเร็วจนลู่ซือตั้งตัวไม่ทัน

“อ๊าก โอ้ย ข้าร้อน ร้อน”

และก่อนที่คมดาบจะประชิดตัว คนร้ายก็ส่งเสียงร้องโหยหวน ปล่อยดาบทิ้งอย่างไม่ใยดีแล้วลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายกับพื้นก่อนจะขาดใจตายไปในที่สุด

ลู่ซือรีบลงจากเกวียน พลางสาวเท้าเข้าหาร่างไร้วิญญาณที่นอนตายอยู่ข้างล่าง เนื้อตัวของมันเต็มไปด้วยแผลอันเกิดจากรอยไหม้

พี่รองของนางอัจฉริยะเกินไปแล้ว ลู่ซือเคยพูดเรื่องพลังงานความร้อนให้ลู่เสียนฟังเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และไม่เคยกล่าวถึงอีกแต่พี่ชายของนางกลับสามารถนำมันมาใช้ได้ราวกับเป็นเรื่องง่าย ๆ ทั้งที่การควบคุมพลังงานระดับนี้นั้นยากกว่าการควบคุมเปลวไฟธรรมดาหลายสิบเท่า

“เกิดอะไรขึ้น”

ลู่ฉีหลังจัดการชายสามคนเรียบร้อยเมื่อเห็นน้องสาวยืนอยู่ไม่ไกลก็รีบวิ่งมาสมทบ

“นี่มัน...” ลู่ฉีเมื่อเห็นศพที่นอนตายอยู่บนพื้นก็หน้าซีดลงทันที

“ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้า ข้า” ลู่เสียนที่ตามลงมาทีหลัง ทรุดลงกับพื้นแล้วร้องไห้ออกมา เขาไม่ได้ตั้งใจ

ไม่ได้ตั้งใจให้มีใครตาย

“พี่รองไม่ใช่ความผิดท่าน หากท่านไม่ทำ คนที่ตายคงเป็นข้า”

ลู่ซือคุกเข่าลงข้างพี่ชาย มือน้อย ๆ ลูบขึ้นลงเบา ๆ บนแผ่นหลังที่กำลังสั่นสะท้าน

“น้องรอง พวกเราไม่มีใครโทษเจ้า” ลู่ฉีปลอบใจน้องชาย แม้ตัวเองจะไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ตามที 

“ข้าไม่ได้ต้องการให้เขาตาย ข้าควบคุมพลังไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะให้ร้อนเท่าใด ข้าไม่นึกว่าจะทำให้เขาตายได้”

ลู่เสียนเพียงต้องการจะช่วยชีวิตน้องสาว เขาอยู่เพียงแค่ระดับควบคุมไม่สามารถสร้างไฟขึ้นเองได้ พื้นที่รกร้างระหว่างทางกลับบ้านเช่นนี้เขาจะหาเปลวเพลิงมาจากที่ใดได้เล่า แต่ในยามคับขันเขากลับนึกถึงคำพูดของน้องสาว พยายามสัมผัสให้ได้ถึงพลังความร้อนรอบตัว หวังจะว่านำมาช่วยชีวิตน้องสาวได้เท่านั้น

ลู่ซือพยักหน้าอย่างเข้าใจ ไฟที่มองไม่เห็นนั้นน่ากลัวอย่างที่นางคิดไว้จริง ๆ

“พี่รองไม่ต้องคิดมากเจ้าค่ะ พวกเราทุกคนทำเพื่อปกป้องชีวิตตนเอง หากเป็นข้า ข้าก็จะทำเช่นเดียวกัน”

“ลุกขึ้นเถอะ มาข้าช่วย” ลู่ฉีประคองลู่เสียนให้ลุกขึ้นมาจากพื้น

ทันใดนั้นเองกระแสลมหอบใหญ่ก็พัดเข้าใส่เด็กทั้งสามจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง

ไม่ใช่ลมปกติ ผู้ใช้พลังธาตุลมไม่ผิดแน่!

คิดได้เช่นนั้นลู่ซือจึงรีบหันไปมองทิศทางของเกวียนที่มีบิดานอนไม่ได้สติอยู่ ก็พบว่านอกจากท่านพ่อของนางแล้วยังมีชายชุดดำอีกคนอยู่บนนั้น

ลู่ฉีและลู่เสียนเองก็เห็นไม่ต่างกันแต่พวกอยู่ถูกสายลมกระแทกมาไกลเกินกว่าจะควบคุมสิ่งใดได้

“เด็กน้อยทั้งหลาย คงต้องบอกลาบิดาของพวกเจ้าแต่เพียงเท่านี้” พูดจบ ชายคนนั้นก็ใช้สองมือเงื้อดาบขึ้นสูง

“ท่านพ่อ!”

“อย่านะ!”

ฉับ

“อ๊าก มือของข้า”

มือทั้งสองถูกตัดขาดจากข้อแขน เลือดสีแดงฉานพุ่งไหลราวกับสายน้ำ ดาบในมือล่วงหล่นลงพื้น ชายคนนั้นคุกเข่าลงกับพื้นเกวียน แล้วกุมแขนไร้มือเข้าหาตัวด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

“ใคร ใครบังอาจทำข้า” มันกวาดสายตาดุร้ายไปทั่วบริเวณก่อนจะไปหยุดลงที่เด็กชายทั้งสองคน

“พวกเจ้า ต้องเป็นพวกเจ้าแน่ ๆ” ดวงตาของมันวาวโรจน์ มันเตรียมตั้งสมาธิเดินพลังเพื่อจัดการกับเด็กน้อยที่บังอาจหาเรื่องใส่ตัวทันที

“หากยังไม่อยู่เฉย ๆ ส่วนที่ขาดจะไม่ใช่แค่มือนะเจ้าคะ”

เด็กหญิงตัวน้อยที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจเลยของมันเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่มันจะรู้สึกว่าที่ลำคอถูกของบางอย่างกดเอาไว้ ขยับเพียงเล็กน้อยก็บาดเข้าเนื้อจนรู้สึกเจ็บ

“ลงมาคุยกันดี ๆ เสียเถิดเจ้าค่ะ ปล่อยท่านนั่งอยู่บนนั้นค่อนข้างจะรบกวนพ่อของข้าไม่น้อย” ลู่ซือยังคงเอ่ยออกไปทั้งรอยยิ้มเช่นเดิม

“ข้า...ขยับไม่ได้” ชายชุดดำกล่าว

ใบไม้ที่มีความคมราวกับใบมีดลอยออกห่างจากลำคอของมัน ก่อนจะคืนสภาพกลายเป็นใบไม้ธรรมดาที่ค่อย ๆ ปลิวตกลงสู่พื้น

“อย่าได้คิดตุกติกนะเจ้าคะ เพราะใบไม้ของข้ามิได้มีเพียงใบเดียว” ลู่ซือเอ่ยเตือน

ชายชุดดำก้าวลงมาจากเกวียนก้มหน้าอย่างสงบเสงี่ยม

“ไปรวมกันตรงนั้น” ลู่ซือชี้มือไปทางพวกที่โดนลู่ฉีเล่นงานไปก่อนหน้า

ลู่ซือหันหลังให้มันเตรียมเดินไปประคองพี่ชาย

“น้องสามระวัง”

แค่เพียงนางหันหลังให้ ชายไม่กลัวตายก็สร้างพายุลูกเล็ก ๆ ขึ้นรอบ ๆ ตัวของมัน เตรียมโจมตีใส่เด็กหญิงในทันที

“ตายซะ...”

ฉับ

ไม่ทันได้พูดจบคอของมันก็ถูกปาดจนบาดลึกไปถึงหลอดลมสิ้นใจตายในทันที

“ข้าให้โอกาสแล้วแท้ ๆ” ลู่ซือเอ่ยออกมา นางไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองด้านหลัง สองขายังคงก้าวเข้าหาพี่ชายทั้งสองตามเดิม

“พวกท่านกลัวข้าหรือไม่”

นางมองพี่ชายทั้งสองแล้วเอ่ยถามออกไปตรง ๆ  ตัวนางเพิ่งฆ่าคนตายและไม่ได้ร้องไห้อย่างรู้สึกผิดเช่นลู่เสียน ใบหน้าของเด็กหญิงกลับไม่แสดงความรู้สึกอื่นนอกจากความเฉยชาที่แสดงออกมา

“เจ้าเป็นน้องข้ามีสิ่งใดให้กลัว”

ลู่เสียนกล่าวกับน้องสาวเสียงดุ นางเป็นน้องสาวเพียงคนเดียวของเขาต่อให้นางฆ่าคนอีกเป็นร้อยเป็นพันนางก็คงยังเป็นน้องสาวที่เขารักเช่นเดิม

“ข้าจะกลัวน้องสาวตัวเองได้อย่างไร เจ้าอย่าได้ถามคำถามเช่นนี้อีก”

ลู่ฉีเองก็ไม่ชอบใจเท่าใดนัก น้องสาวทำเพื่อปกป้องพวกเราทุกคน มีน้องสาวที่เก่งกาจเกินใครเช่นนี้ เหตุใดจะต้องกลัวด้วยเล่า

“ขอบคุณนะเจ้าคะ”

ลู่ซือยิ้มออกมาอย่างโล่งอก แม้ตอนนี้ลู่ซือจะเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อย แต่ภายด้านในนั้น คือ ดร.ลู่ หญิงสาววัยใกล้จะสามสิบ จะให้แสร้งเป็นเด็กหญิงอ่อนแอไร้เดียงสาดูจะเป็นเรื่องที่ยากจนเกินไปนัก

เด็กทั้งสามต่างยืนประจันหน้ากับคนร้ายทั้งสามที่ครึ่งล่างถูกฝังอยู่ใต้ดิน ผ้าคลุมหน้าสีดำของพวกมันถูกถอดออกจนหมดสิ้น บนในหน้าบริเวณริมฝีปากถูกฉาบเอาไว้ด้วยดินสภาพแข็งทำให้พวกนั้นมิอาจส่งเสียงออกมาได้

“พี่ใหญ่ ข้าต้องการคุยกับพวกมันเจ้าค่ะ”

สิ้นคำของลู่ซือ ดินที่ปิดเอาไว้ก็กลายเป็นผุยผงสลายหายไปในทันที แม้ปากจะถูกปล่อยเป็นอิสระ แต่พวกมันก็มิกล้าแม้แต่จะอ้าปากส่งเสียง เหตุการณ์ที่เกิดกับพวกเดียวกันอยู่ในสายตาของพวกมันทั้งหมด พวกมันจึงมองเด็กทั้งสามด้วยสายตาหวาดกลัวราวกับเด็ก ๆ เหล่านี้เป็นมารชั่วร้าย

“ใครส่งพวกท่านมาเจ้าคะ”

“นายท่านฉีซาน”

“นายท่านฉีซานสั่งให้เราจัดการฆ่าปิดปากบิดาของพวกเจ้า”

“ใช่ ๆ”

ชายทั้งสามต่างแย่งกันสารภาพอย่างไม่ปิดบัง แม้ค่าตอบแทนที่ฉีซานมอบให้พวกเขาจะสูงลิ่ว แต่พวกเขารักตัวกลัวตายยิ่งกว่า ชีวิตของพวกเขาย่อมสำคัญมากกว่าเงินทองที่ได้นัก

“ไม่จริง ท่านลุงฉีซานกับพ่อข้าเป็นสหายรักกัน” ลู่เสียนแย้งออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“พวกเจ้ามีหลักฐานหรือไม่” ลู่ซือไม่ได้ลู่จักมักจี่อะไรกับสหายของบิดานักจึงไม่สามารถตัดสินได้ว่าที่คนพวกนี้พูดนั้นจริงหรือเท็จ

“มี ๆ พวกข้ามีสัญญาการจ่ายเงิน หากท่านต้องการข้าจะกลับไปนำมาให้เดี๋ยวนี้”

“หลักฐานของท่านข้าย่อมต้องการแต่ไม่ใช่วันนี้ เชิญพวกท่านกลับไปรายงานผู้ว่าจ้างว่างานของพวกท่านนั้นเรียบร้อยดีไม่มีปัญหา จากนั้นจงหลบซ่อนตัวให้ดี เพราะหากผู้ว่าจ้างเกิดรู้เข้า ว่าท่านทำงานพลาดเขาคงไม่ปล่อยพวกท่านไปแน่ ๆ”

“น้องสามเจ้าจะทำอะไรกันแน่” ลู่เสียนถามอย่างสงสัย

“จับคนร้ายยังไงเล่าเจ้าคะ” นางหันมาบอกพี่ชายก่อนจะหันกลับไปคุยกับคนร้ายต่อ

“อีกสามวันหลังจากนี้ ท่านจงนำหลักฐานมาหาข้า เข้าใจหรือไม่”

“เหตุใดต้องรอนานถึงสามวันหากพวกมันคิดหนีเล่า”

“พี่ใหญ่ท่านไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ พวกเขาจะไม่กล้าหนีเพราะข้าจะฝากยาพิษไปกับพวกเขาด้วย หากไม่มาตามนัดก็เตรียมไปอยู่ปรโลกกับสหายที่นอนอยู่ตรงนั้นได้เลย และที่ท่านถามว่าเหตุใดถึงต้องรอนานถึง 3 วัน นั่นก็เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับท่านพ่อโดยตรง ข้าอยากรอให้ท่านพ่ออาการดีขึ้นเสียก่อน แล้วให้ท่านคนตัดสินเรื่องนี้เองเจ้าค่ะ”

เรื่องราวเกี่ยวพันถึงสหายรักของบิดา ลู่ซือมิอาจตัดสินใจเองโดยพลการ

“นำไปให้พวกเขากินเถิดเจ้าค่ะ”

ลู่ซือล้วงยาเม็ดสีขาวออกมาจากแขนเสื้อส่งให้พี่ชายนำไปให้พวกคนร้ายกิน ความจริงแล้วยาเม็ดพวกนี้ไม่ใช่ยาพิษเป็นเพียงพาราเซตามอลธรรมดาเท่านั้น นางเพียงแค่แกล้งขู่พวกเขาก็เท่านั้นเอง

“ยาที่พวกท่านกินเข้าไปนี้ ฤทธิ์ค่อนข้างรุนแรงหากไม่ได้รับยาถอนพิษ พวกท่านจะไม่ตายในทันที แต่พิษที่ได้รับเข้าไปจะค่อย ๆ กัดกินอวัยวะภายในของพวกท่านให้ตายอย่างช้า ๆ หากยังไม่อยากตายอย่างอเนจอนาถก็อย่าลืมนะเจ้าคะ 3 วัน เท่านั้น”

เมื่อทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อยดีแล้ว นางก็ให้ลู่ฉีปล่อยคนพวกนั้นกลับไป โดยไม่ลืมให้เก็บศพพวกของตัวเองกลับไปด้วย จากนั้นเด็กน้อยทั้งสามจึงขึ้นเกวียนพากันมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยความความเหนื่อยล้า

พอใกล้ถึงหมู่บ้านลู่ซือพยายามหาผ้ากระสอบที่มีอยู่มาบังร่างของผู้เป็นพ่อ พวกนางเพิ่งโดนลอบสังหาร เด็กหญิงยังไม่ต้องการให้ผู้ใดมารู้เรื่องการกลับมาอย่างปลอดภัยของบิดา นางจะปิดเรื่องนี้เอาไว้จนกว่าพ่อของนางจะหายดีจนลุกขึ้นมาจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง

“พวกเจ้าเหตุใดกลับมาเอาป่านนี้ แม่เป็นห่วงจะแย่อยู่แล้ว” ลู่ฟางรีบวิ่งออกมาดู ทันทีที่เห็นเกวียนเคลื่อนตัวเข้ามาภายในลานบ้าน

“ท่านแม่ พวกข้าขอโทษที่ทำให้ท่านเป็นห่วง พอดีเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อยขอรับ” ลู่ฉีเอ่ยอย่างสำนึกผิด

“กลับมาปลอดภัยก็ดีแล้ว ไป ๆ เข้าบ้าน แม่เตรียมสำรับไว้แล้ว น้อง ๆ ของเจ้ารอกันไม่ไหว นั่งหลับจนแม่ต้องให้กินก่อน ยามนี้เลยหลับกันไปหมดแล้ว”

คราแรกลู่ฟางตั้งใจจะสั่งสอนลูก ๆ ให้เข็ดหลาบคราวหลังจะได้ไม่กล้ากลับค่ำมืดอีก แต่เมื่อเห็นลูก ๆ ทุกคนดูเหนื่อยล้าก็พลันใจอ่อน รีบชักชวนเด็กน้อยทั้งหมดให้มากินข้าวในทันที

“ช้าก่อนขอรับ” ลู่เสียนเอ่ยรั้งมารดาเอาไว้

“มีอะไรหรือลูก”

“ท่านแม่ ข้าพาคนกลับมาด้วย”

“ใครกัน?” ลู่ฟางหยุดเท้าก่อนจะหันกลับมามองบุตรชายด้วยความสงสัย

“ท่านมาดูเองเถิดขอรับ”

ลู่ฟางแม้จะยังไม่เข้าใจแต่ก็ยอมเดินเข้าไปหาเด็ก ๆ

บนเกวียนของบ้านนาง มีชายคนหนึ่งนอนหลับอยู่ เมื่อลู่ฟางได้เห็นใบหน้าของชายคนดังกล่าวชัด ๆ  ก็ยกมือขึ้นปิดปาก กลั้นสะอื้นอย่างน่าสงสาร

“เป็นพ่อเจ้าจริง ๆ ใช่หรือไม่”

“เจ้าค่ะ เป็นท่านพ่อตัวจริงเสียงจริง” ลู่ซือยืนยัน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มยินดี

“อาเหลียน เจ้ายังไม่ตาย ฮึก ไอ้คนบ้า ข้านึกว่าเจ้าจะไม่กลับมาแล้ว” ลู่ฟางขึ้นไปบนเกวียน แม้ปากก่นด่าสลับตัดพ้อสามี แต่กลับใช้สองมือของตัวเองกุมมือใหญ่ของเขาเอาไว้จนแน่น

“เหตุใดท่านพ่อของพวกเจ้าถึงได้หลับไม่ตื่นเช่นนี้”

“ท่านพ่อป่วย ท่านหมอเลยให้ยาที่ทำให้หลับ พรุ่งนี้ถึงจะตื่นเจ้าค่ะ”

ลู่ซือชี้แจงให้มารดาฟัง สีหน้าของลู่ฟางที่เต็มไปด้วยความกังวลจึงค่อย ๆ ดีขึ้น

“เช่นนั้นพาพ่อเจ้าเข้าไปนอนในห้องดี ๆ เถิด”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป