บทที่ 4 เงินไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต

บทที่ 4

เงินไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต

“ท่านแม่ ข้าว่าพาพี่ฉีไปรักษาก่อนเถอะขอรับ” เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อย ลู่เสียนจึงรีบเอ่ยบอกกับมารดาทันที

“ดี ๆ รักษาฉีเอ่อร์ก่อนเถอะ” ท่านปู่ที่ได้บุตรชายคนที่สามของท่านลุงใหญ่เข็นรถมาให้เอ่ยอย่างเห็นด้วยเช่นกัน

“อืม คงต้องตามหมอมาดูอาการก่อน ข้าจะจ้างเกวียนบุตรชายตาเฒ่าหว่างไปตามท่านหมอจากหมู่บ้านใกล้ ๆ มานะเจ้าคะ ฝากท่านพ่อดูอาฉีให้ข้าสักครู่” ลู่ฟางหันไปฝากฝังบุตรชายคนใหม่กับพ่อสามี

“ท่านแม่ ข้าว่าเราพาพี่ฉีไปโรงหมอในเมืองเลยไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ หากมีสิ่งใดขาดเหลือจะได้หาได้ทัน” ลู่ซือแย้ง

“เอาตามที่น้องรองว่าเถอะขอรับ หมอที่โรงหมอในเมืองย่อมดีกว่า” ลู่เสียนเห็นด้วยกับน้องสาว

“แต่ว่า...”

“ท่านแม่เชื่อข้า” ลู่ซือทราบว่ามารดากังวลในเรื่องใด แม้ใจจะเห็นด้วยกับบุตรชายและบุตนสาว แต่ตัวนางไม่ได้มีเงินมากพอจะจ่ายค่ารักษา ลู่ซือสบตามารดาแล้วจึงบีบมือนางเบา ๆ ให้เชื่อใจกัน

“เอาตามที่เจ้าว่าก็ได้ ข้าจะรีบไปจ้างเกวียน พวกเจ้าช่วยกันยกอาฉีมารอที่หน้าบ้านแล้วกัน” ลู่ฟางรีบวิ่งจากไปด้วยความรวดเร็ว

“ถึงกับต้องพาไปรักษาในเมืองหัวสูงเสียจริง”

สะใภ้ใหญ่ค่อนขอด

แต่กลับไม่มีผู้ใดสนใจเสียงของนาง หลังลู่ฟางเดินลับหายไป ลู่เสียนและลู่เจ๋อบุตรคนที่สามของลู่คงต่างช่วยกันยกลู่ฉีไปนอนรอเกวียนที่ด้านหน้าบ้าน

“ข้าฝากพี่ใหญ่ด้วยนะขอรับ” ลู่เจ๋อ หันไปกล่าวกับลู่เสียน นอกจากท่านปู่ก็เห็นจะมีเพียงลู่เจ๋อที่เห็นว่าลู่ฉีเป็นคนในครอบครัว

“ปู่ฝากเจ้าด้วยนะอาเสียน”

“ไม่ต้องห่วงขอรับ พวกข้าจะดูแลพี่ชายเป็นอย่างดี” ลู่เสียนให้คำมั่นสัญญา

“พี่ใหญ่ท่านแม่มาแล้ว” ลู่จื้อรีบบอกพี่ชายเมื่อเห็นท่านแม่นั่งอยู่บนเกวียนที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้

“พวกเราไปกันเถอะเจ้าค่ะ”

หลังจากนั้นทั้งหมู่บ้านจึงได้เห็นแม่ลูกแซ่ลู่นั่งเกวียนเข้าเมืองไปกันทั้งครอบครัว

เกวียนวัวคันใหญ่หยุดลงหน้าโรงหมอ ลู่เสียนและคนขับเกวียนต่างช่วยกันแบกลู่ฉีเข้าไปด้านใน

หลังลู่ฉีอยู่ในมือหมอเรียบร้อย ท่านแม่จึงได้จ่ายค่าเกวียนและกล่าวขอบบุตรชายตาเฒ่าหว่างไปหลายคำ ทั้งยังบอกให้เขากลับไปก่อนได้เลยไม่ต้องรอพวกตน

คนทั้งหมดเดินตามกันเข้าไปยังด้านใน ภายในนั้นมีท่านหมอที่ดูมีอายุผู้หนึ่งกำลังตรวจร่างกายลู่ฉีที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้

“เด็กคนนี้กระดูกแขนซ้ายหัก อืม เป็นเด็กธาตุดินสินะ เช่นนั้นก็ไม่ต้องดามแขน อาการบาดเจ็บไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิต รักษาเพียงครึ่งเดือนก็กลับมาเป็นปกติแล้ว

นอกนั้นจะเป็นบาดแผลฟกช้ำทั้งหมด เอาล่ะ ข้าจะเขียนเทียบยาทั้งหมดให้ เจ้าก็นำไปยื่นให้หลงจู๊ที่ด้านหน้า ส่วนเด็กคนนี้ให้ข้าทำแผล แล้วนอนพัก 2 ชั่วยามก็กลับได้”

ท่านกล่าวหมอชี้แจงอาการบาดเจ็บของลู่ฉีหลังตรวจอาการเรียบร้อย

และเมื่อได้ยินว่าอาการของเด็กชายไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งหมดจึงพากันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“ท่านแม่ ข้ากับพี่ใหญ่จะนำของไปขายแล้วนำเงินมาจ่ายค่ารักษา ท่านแม่กับน้องน้อง ๆ รอข้าที่นี่นะเจ้าคะ”

“รีบไปรีบกลับล่ะ อาเสียนเจ้าดูแลน้องด้วย”

“ขอรับ”

“พี่ใหญ่เราไปที่ร้านหมื่นเมฆากันเถอะเจ้าค่ะ”

“ได้”

ลู่เสียนจึงเป็นผู้เดินนำลู่ซือออกมาจากโรงหมอแล้วเลี้ยวไปทางถนนทิศเหนือก่อนจะพากันเดินไปจนถึงสุดตรอก ๆ หนึ่ง

“ถึงแล้วล่ะ”

ร้านหมื่นเมฆาเป็นร้านขนาดใหญ่ 2 ชั้น กินพื้นที่หลายคูหา ที่ด้านหน้ามีชื่อร้านสลักไว้บนแผ่นไม้อย่างสวยงาม

“รับอะไรดีขอรับ”

คนงานที่ยืนต้อนรับลูกค้าอยู่หน้าร้านรีบออกมาทักทายทันทีที่เห็นเด็กทั้งสอง แม้ว่าลู่ซือและลู่เสียนจะเป็นเพียงเด็กและชุดที่สวมใส่ก็เป็นเพียงผ้าเนื้อที่ทั้งหยาบและเก่า แต่ชายคนงานชายผู้นี้ก็ยังคงต้อนรับเด็กทั้งสองอย่างนอบน้อมไม่ได้แสดงอาการดูถูกออกมาแต่อย่างใด

“ข้ามีของบางอย่างมาขาย ขอพบหลงจู๊ได้หรือไม่ขอรับ”

“รอสักครู่ขอรับคุณชาบ ข้าจะไปตามหลงจู๊มาให้”

ชายลูกจ้างเดินไปยังด้านหลังของร้าน ไม่นานก็กลับมาพร้อมชายร่างสูงที่ดูมีอายุคนหนึ่ง

“พวกเจ้าหรือที่บอกว่ามีของมาขาย ตามข้ามาสิ ไปคุยกันในห้องดีกว่า” หลงจู๊เดินนำเด็กทั้งสองไปยังห้องรับรอง

“เป็นสิ่งใดให้ข้าดูได้หรือไม่”

“นี่เจ้าค่ะ” ลู่ซือหยิบมณีธาตุไฟ ระดับกลางออกมา 3 ก้อน แล้ววางลงบนโต๊ะ โดยทำทีเป็นหยิบออกมาจากแขนเสื้อ

ทันทีที่ได้เห็นสิ่งของที่แม่หนูน้อยตรงหน้าหยิบออกมา นัยน์ตาของหลงจู๊ก็พลันเบิกกว้าง แววตาปรากฎอย่างชัดเจนว่าตกตะลึงจนไม่อยากเชื่อ เขาเป็นหลงจู๊ที่นี่มาหลายสิบปี เคยเห็นหินพลังธาตุระดับกลางเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และหินพลังธาตุที่เห็นยังเป็นเพียงแค่ก้อนเล็ก ๆ ก้อนเดียวเท่านั้น

“ข้าขอจับมันได้หรือไม่”

“เชิญเจ้าค่ะ”

หลงจู๊หยิบหินพลังธาตุไฟขึ้นมาดูใกล้ ๆ  สายตาเต็มไปด้วยความชื่นชม หินธาตุทั้ง 3 ก้อน ขนาดประมาณเท่าไข่ไก่ซึ่งถือว่าเป็นก้อนที่ใหญ่มาก พลังธาตุด้านในบริสุทธ์เต็ม 10 ส่วน ถือว่าเป็นหินพลังธาตุชั้นยอดที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา

“พวกเจ้าไปได้มาจากที่ใด มีอีกหรือไม่”

“มีเพียงเท่านี้เจ้าค่ะ หินพลังธาตุเหล่านี้ท่านพ่อข้าได้มาจากป่าอสูร เดิมทีต้องการเก็บไว้ให้พี่ใหญ่ได้ฝึกฝน แต่ว่าพ่อข้าเสียชีวิต ครอบครัวเกิดปัญหาใหญ่ จำต้องใช้เงินมาก จึงต้องตัดใจนำออกมาขายเจ้าค่ะ”

ลู่ซือโกหกออกมาอย่างลื่นไหลด้วยเรื่องราวที่คิดว่าสมเหตุสมผลที่สุด

นางตกลงกับตัวเองว่า หลังจากได้เงินทุนก้อนนี้นางจะไม่มีวันนำมณีธาตุออกมาขายอีกเป็นอันขาด

หลงจู๊ผู้ดูแลร้านพยักหน้าอย่างเข้าใจ ของล้ำค่าเช่นนี้หากไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรงจริง ๆ  เป็นเขาก็คงไม่มีทางนำมันออกมาขายเช่นกัน

“ข้าเข้าใจแล้วล่ะ”

“หินพลังธาตุ 3 ก่อนนี้ ท่านลุงหลงจู๊รับซื้อหรือไม่เจ้าคะ”

“ซื้อสิ ซื้อแน่นอน”

“ขอบคุณขอรับ” ลู่เสียนและลู่ซือหันมาสบตากันใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มดีใจ

“โดยปกติแล้วหินพลังธาตุระดับกลางราคาจะอยู่ที่ 500 ตำลึงทอง แต่หินที่พวกเจ้านำมามีความบริสุทธิ์สูง ข้าให้ก้อนละ 700 ตำลึงทอง พอใจหรือไม่”

ลู่ซือแอบสะกิดลู่เสียน นางไม่รู้เลยว่าราคาใดยุติธรรมไม่ยุติธรรมจึงต้องถามความเห็นพี่ชาย

“พอใจขอรับ” ลู่เสียนเลยเป็นคนตอบท่านลุงหลงจู๊แทนน้องสาว

“ทั้งหมดเป็นเงิน 2100 ตำลึงทอง ถูกหรือไม่”

“ถูกเจ้าค่ะ” หลงจู๊มองเด็กน้อยทั้งสองด้วยความเอ็นดู เด็กน้อยทั้งคู่ พูดจาฉะฉาน คิดเลขว่องไว ฉลาดเกินเด็กไวเดียวกันยิ่งนัก

“รับเป็นตั๋วแลกเงินหรือเงินตำลึงดีเล่า”

“ท่านลุงหลงจู๊ ข้าขอเป็นเงินตำลึง 2050 ตำลึงทอง กับ 500 ตำลึงเงินเจ้าค่ะ”

ลู่ซือไม่อยากได้เป็นตั๋วเงินเนื่องจากบ้านของนางอยู่ไกลเกินกว่าจะเดินทางมาในเมืองบ่อย ๆ สู้แลกเป็นเงินตำลึงเก็บไว้ในมิติย่อมใช้ได้สะดวกกว่า

“ได้ข้าจะเตรียมให้”

หลงจู๊เดินออกไปจากห้อง ไม่นานก็กลับพร้อมถุงผ้าถุงใหญ่หลายใบ

“เจ้านับดูเอาเถอะ”

“ข้าเชื่อใจท่านลุงเจ้าค่ะ”

“ว่าแต่เจ้าไม่เปลี่ยนใจหรือ เปลี่ยนเป็นตั๋วเงินยังทันนะ”

หลงจู๊ถามเด็กน้อยเมื่อเห็นกองตำลึงที่เยอะเกินกว่าเด็กสองคนจะถือไปกันไหว ลู่เสียนเองเมื่อเห็นเงินถุงใหญ่ก็จื่นเต้นจนเหงื่อซึมมือ

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ามีญาติมาด้วย”

ลู่ซือปฏิเสธ ทั้งสองจึงช่วยกันขนถุงเงินขนาดใหญ่ออกไปจากร้าน ก่อนจากกันท่านลุงหลงจู๊ยังกล่าวกับพวกนางด้วยว่าหากมีของอยากขายหรือต้องการความช่วยเหลือสามารถมาที่นี่ได้ทุกเมื่อ ลู่ซือยิ้มรับแล้วกล่าวขอบคุณอย่างมีมารยาท

เมื่อลับตาคนลู่ซือจึงน้ำเงินเกือบทั้งหมดโยนเข้ามิติ เหลือไว้เพียง 50 ตำลึงทองเท่านั้น

“ท่านเก็บไว้” ลู่ซือยื่นให้พี่ชาย 5 ตำลึงเงิน

“น้องรองข้าไม่เอา เจ้าเก็บไว้ที่เจ้าเถอะ” ลู่เสียนรีบปฏิเสธ

“เก็บไว้เถอะเจ้าค่ะ เผื่อท่านอยากได้สิ่งใดจะได้ซื้อได้เลย”

“ข้าไม่มีอะไรที่อยากได้หรอก”

“ข้าเห็นท่านใช้ไม้เขียนทรายกับอ่านตำราเล่มเดิมซ้ำไปซ้ำมา ท่านมีเงินแล้วสามารถซื้อกระดาษและพู่กันมาหัดเขียนและยังสามารถซื้อตำราฝึกฝนเล่มใหม่มาอ่านได้อีก ไม่เอาหรือเจ้าคะ”

“ข้าเอา ๆ” ลู่เสียนรีบรับเงินมาจากมือน้องสาวเก็บเข้าอกแล้วลูบไปมาบริเวณอกตัวเองอย่างทะนุถนอม

“กลับไปหาท่านแม่กันเถิดเจ้าค่ะ”

เด็กทั้งสองจึงพากันเดินไปที่โรงหมอด้วยใบหน้าที่แต่งแต้มไปด้วยร้อยยิ้มแห่งความสุข

“ท่านแม่พี่ใหญ่พี่รองกลับมาแล้วขอรับ” เด็กแฝดที่คอยมองประตูตลอดรีบบอกมารดาทันทีที่เห็นเงาร่างของพี่ชายพี่สาวเดินเข้ามา

“เหตุใดจึงไปนานนัก” เมื่อเห็นลูก ๆ กลับมาแล้วนางก็เบาใจลงได้ เด็กทั้งคู่หายไปนานจนนางแทบรอไม่ไหวอยากจะออกไปเดินตามหาให้รู้แล้วรู้รอด

“ร้านอยู่ไกลขอรับ” ลู่เสียนเป็นฝ่ายตอบ

“เป็นเช่นนี้เอง”

ค่ารักษารวมค่ายาของลู่ฉีเป็นเงินหมด 4 ตำลึง เงิน 120 อีแปะ ท่านแม่ถึงกับตาโตเมื่อรู้ราคาและยังแอบบ่นว่าแพงเกินไป เมื่อเทียบกับค่ารักษาของหมอชาวบ้านตามหมู่บ้านที่คิดราคาเพียงไม่กี่สิบอีแปะ

แต่ลู่ซือกลับคิดว่าเป็นราคาที่ยุติธรรม เนื่องจากตอนส่งเทียบยาหลงจู๊ถามว่าต้องการสมุนไพรชั้นดีหรือไม่ แน่นอนว่านางต้องการ ราคาจึงได้แพงกว่าเดิมหลายเท่านัก

“ท่านแม่เราไปซื้อของเข้าบ้านกันเถอะเจ้าค่ะ” ลู่ฉียังต้องนอนพักอยู่อีกนานเวลาระหว่างนี้น่าจะพอให้นางไปเดินเล่นในเมืองได้อีกพักใหญ่

“ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว”

“ข้าก็ด้วยขอรับ”

ลู่ซือเห็นน้องชายทั้งสองมองท่านแม่ตาละห้อย มือน้อย ๆ ใช้ลูบท้องไปมาอย่างน่าสงสาร

“พี่รองจะเลี้ยงข้าวเจ้าเอง ไหนใครอยากกินอะไร บอกพี่รองมาพี่รองจะพาไป”

“ข้าอยากกินบะหมี่ขอรับ” ลู่ชิงชี้ไปที่ร้านบะหมี่ริมทางที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโรงหมอ

“ข้าด้วย ๆ” ลู่จื้อเองก็เห็นด้วยกับน้องชาย เขาเองก็แอบมองร้านบะหมี่ร้านนี้อยู่นานแล้วเช่นกัน

“พี่ใหญ่เล่ามีสิ่งที่อยากกินหรือไม่” ลู่ซือหันไปถามพี่ใหญ่ของนาง

“ข้ากินเหมือนน้องสามน้องสี่ก็ได้”

“ท่านแม่เล่าเจ้าคะ”

ลู่ฟางลังเล ครอบครัวนางเพิ่งจ่ายค่ายาหมดไปราว 4 ตำลึง เป็นเงินที่มากที่สุดที่นางเคยใช้จ่าย และหากยังต้องมาจ่ายค่าอาหารนอกบ้านอีกนางเกรงว่าทั้งบ้านจะไม่มีเงินสักอีแปะ

“ท่านแม่เจ้าคะ นี่เป็นเงินส่วนน้อยที่ข้าขายมณีธาตุได้ ท่านแม่เก็บเอาไว้ใช้จ่ายนะเจ้าคะ”

ลู่ซือไม่ได้โง่เพียงแค่นางเห็นท่าทางลังเลของมารดาก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังกังวลเรื่องอันใด นางจึงหยิบเงินออกมา 10 ตำลึงทองยื่นให้มารดา

ลู่ฟางมองเงินในมือบุตรสาวด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ นางไม่เคยเห็นเงินตำลึงทองมากเท่านี้มาก่อน ในคราบุตรชาย อายุ 10 หนาว ก็เป็นเพียงแค่เงิน 1 ตำลึงทอง หากยังเป็น 1 ตำลึงทองที่สามีใช้เวลานานหลายปีเพียรเก็บออมขึ้นมาได้

“ซือซือเจ้าอย่าได้นำเงินออกมามากมายเช่นนี้อีก”

ลู่ฟางมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจ นางรีบนำเงิน 10 ตำลึงทอง เก็บลงกระเป๋าเงินแล้วยัดไว้ในอกเสื้อด้วยความรวดเร็ว โดยที่มือของนางยังคอยเอาแต่ลูบบริเวณที่ซ่อนเงินเอาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า

“ใยท่าทางท่านแม่ช่างเหมือนพี่ใหญ่นักเล่า” ลู่ซือพูดไปหัวเราะไปอย่างไม่รักษาอาการ

“น้องรองหุบปากเสีย” ลู่เสียนแสร้งตีหน้าขรึม ดุน้องสาวขัดกลับใบหูที่แดงแจ๋

ทั้งครอบครัวกินบะหมี่ด้วยความเอร็ดอร่อยจนอิ่มกันถ้วนหน้า บะหมี่ร้านนี้ราคาไม่แพงนักเพียงชามละ 7 อีแปะ ครอบครัวของลู่ซือ กินกันคนละ 1 ชาม หมดไป 35 อีแปะเท่านั้น แน่นอนว่าค่าอาหารมื้อนี้ลู่ซือเป็นผู้ควักจ่ายให้

“ไปที่ใดต่อดีขอรับ” ลู่เสียนหันไปถามมารดาและน้องสาว

“ไปซื้อของเข้าครัวกันเถอะเจ้าค่ะ” ลู่ซือเสนอ

“เอาตามที่น้องเจ้าว่าแล้วกัน”

“ขอรับ”

คนทั้งห้าจึงพากันเดินกันเข้าไปในตลาดที่อยู่ไม่ไกลเท่าใด เดินมาถึงด้านในตลาด ของที่วางขายเป็นพวกเนื้อสัตว์เสียส่วนใหญ่ ร้านผักมีให้เห็นเพียงประปราย ลู่ซือเมื่อทราบราคาผักที่ตั้งขายก็แอบตกใจเล็กน้อย เมื่อพบว่ามันราคาพอ ๆ กับเนื้อสัตว์เลยทีเดียว

“ท่านแม่เหตุใดผักเหล่านั้นราคาแพงนักเล่า”

“ที่นี่ผักปลูกยากน่ะลูก พื้นดินแห้งแล้ง น้ำก็น้อย หากอยากจะปลูกต้องใช้น้ำเยอะมากและต้องดูแลอย่างดี”

ลูซือพยักหน้าแล้วพยายามทำความเข้าใจ นึกถึงที่ดิน 1 หมู่หลังบ้านที่เขาเดินสำรวจเมื่อวาน ก็พอเข้าใจขึ้นมาได้บ้าง แบบนี้หากบ้านใดปลูกผักขายได้ก็คงจะรวยน่าดู

“เดินผ่านมาหลายร้านแล้ว จะซื้ออะไรหรือไม่”

“ซื้อเนื้อหมูก็ได้เจ้าค่ะ น้องสามชอบ” ลู้จื้อที่เดินตามมาเงียบ ๆ ยิ้มกว้างอย่างดีใจ ยังเป็นพี่รองที่รู้ใจเขา

“พ่อค้า ข้าเอาเนื้อหมู 1 จิน เจ้าค่ะ “

“ท่านลุง เพิ่มเป็น 5 จินเลยเจ้าค่ะ ขอตรงสามชั้นเพิ่มอีก 1 จิน ด้วยนะเจ้าคะ”

“ซือซือไม่เยอะไปหรือลูก”

“ท่านแม่บ้านเราคนเยอะ ซื้อไว้เถอะ ไม่เสียหรอก” นางมีมิติซะอย่างใส่ไว้ในนั้นก็ไม่เน่าแล้ว

“เนื้อสัน ข้าคิด จินละ 30 อีแปะ ส่วนสามขั้นข้าคิด จินละ 34 อีแปะ ทั้งหมดเป็นเงิน 184 อีแปะ”

“นี่เจ้าค่ะ” ลู่ซือยื่นเงินให้ท่านลุงเจ้าของร้าน

“ท่านแม่ข้าเห็นตรงทางเดินด้านนั้นมีร้านขายขายพวกแป้งอยู่ น้องสี่ชอบกินซาลาเปา พวกเราไปที่นั่นกันเถอะเจ้าค่ะ”

ลู่ชิงที่แอบน้อยใจมาตลอดว่าพี่รองจำของที่เขาชอบกินไม่ได้ ถึงครายิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจ

ร้านแห่งนี้นอกจากจะขายจำพวกข้าวและแป้งต่าง ๆ  แล้วยังมีเครื่องปรุงนานาชนิดอีกด้วย ลู่ซื้อจึงให้มารดาเป็นคนจัดการซื้อสิ่งของเหล่านี้ เพราะนางทำอาหารไม่เป็น ทำได้เพียงแต่กำชับท่านแม่ของตนให้ซื้อทุกอย่างมากหน่อยเท่านั้น ลู่ซือจึงเสียเงินให้กับร้านค้าแห่งนี้ไป 1 ตำลึงเงิน 82 อีแปะ

หลังจากซื้อของได้เพียง 2 ร้าน ข้าวของก็เยอะเกินกว่าที่ผู้ใหญ่และเด็กโต 2 คนและเด็กเล็กอีก 2 คนจะถือไหว คนทั้งหมดจึงได้แต่นำของมากองไว้ข้างทางเสียก่อน

“เอาแบบนี้ก็ได้เจ้าค่ะ ข้ากับพี่ใหญ่จะทยอยถือของไปในที่ลับตาคน ข้าจะได้แอบนำใส่ไว้ในมิติ”

เมื่อไม่มีผู้ใดโต้แย้งทั้งหมดจึงทำตามแผนการณ์ที่วางไว้ ไม่นานของทั้งหมดก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

“ท่านแม่ตรงนั้นมีร้านผ้าไปกันเถอะเจ้าค่ะ” ลู่ซือชี้ให้แม่ดู ทั้งหมดจึงได้ข้ามถนนไปยังร้านผ้าที่ว่า

“รับอะไรดีเจ้าคะ” ลูกจ้างในร้านแม้ปากจะพูดต้อนรับอย่างดีแต่สายกลับมองครอบครัวแซ่ลู่อย่างอย่างดูถูก

“ข้ามาซื้อผ้า”

“นี่เป็นผ้าเนื้อหยาบระดับล่างสุดที่ร้านเรามี พับละ 220 อีแปะ ร้านเราไม่มีแบ่งขายนะ ถ้าหากต้องการซื้อต้องซื้อยกพับเท่านั้น” ลูกจ้างสาวนางนี้กล่าว สายตาเต็มด้วยความดูแคลนโดยไม่ปิดบัง

ลู่ฟางเห็นแบบนั้นก็แทบจะจูงมือลูกสาวลูกชายออกจากร้านไปด้วยความอับอาย

“พวกข้าไม่ได้ต้องการผ้าระดับนี้” ลู่ซือมองผ้าตรงหน้าแล้วส่ายหัว เนื้อผ้าหยาบขนาดนี้หากนางใส่คงได้บาดเนื้อจนแดงแน่ ๆ

“ผ้าถูกกว่านี้ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ พวกท่านลองไปดูที่ร้านอื่นเถิด”

ลู่ซือเมินคำพูดของหญิงตรงหน้าแล้วเดินไปดูผ้าผืนงามที่อยู่ไม่ไกล

“ผืนนี้ราคาเท่าใด”

“ผ้าพับนึงราคาแพงมาก”

หญิงคนนี้มองลู่ซือราวกับตัวน่ารำคาญ คำพูดจึงกลายเป็นกึ่งตะคอกและห้วนสั้น นางหันไปมองหน้าลู่ฟางอย่างตำหนิเป็นทำนองให้ดูแลบุตรของตนให้ดีอย่าได้มาก่อกวนเวลาทำงานของนาง

“ข้าไม่ได้อยากรู้ว่าแพงหรือไม่แพงข้าอยากรู้ว่าราคาเท่าใด”

ลู่ซือเองก็เริ่มจะหมดความอดทนกับคนแบบนี้แล้วเช่นกัน

“มีอะไรกันหรือป่าวเจ้าคะ” เจ้าของร้านที่อยู่บริเวณนั้นพอดี รีบเดินเข้าถาม พลางส่งสายตาดุร้ายมองไปทางลูกจ้างนางนั้น

“เถ้าแก่เนี้ยคือว่า...”

“เจ้าไม่ต้องอยู่ตรงนี้แล้ว ตรงนี้ข้าดูแลเอง จะไปไหนก็ไป ข้าต้องขอโทษแทนนางด้วยนะเจ้าคะ ข้าจะอบรมนางทีหลังให้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” เจ้าของร้านค่อมกายขอโทษแทนด้วยความรู้สึกผิด

“ผ้าพับนี้เท่าไรเจ้าคะ” ลูซือเลิกสนใจคนนิสัยไม่ดีแล้วหันมาสนใจผ้าตรงหน้าต่อ

“นี่เป็นผ้าชั้นดีเจ้าค่ะ เนื้อผ้านิ่มกำลังดี พับละ 2 ตำลึงเงิน 220 อีแปะ” ลู่ซือพยักหน้าพอใจ เนื้อผ้าดีเช่นนี้ไม่นับว่าแพงจนเกินไป

“ท่านแม่ลองจับดูเจ้าค่ะ”

“นิ่มจริง ๆ แต่มันจะแพงไม่ไปหรือ”

“ไม่แพงไปหรอกเจ้าค่ะฮูหยิน ผ้า 1 พับตัดได้ทั้งชุดคลุมด้านนอกและชุดใส่ด้านในเลยนะเจ้าคะ”

“แล้วถ้าเป็นชุดสำเร็จเนื้อผ้าแบบนี้มีหรือไม่เจ้าคะ”

“มีแน่นอนเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นเอาชุดสำเร็จรูปสำหรับตัวข้า ท่านแม่ น้องชายข้า 2 คนนี้ พี่ชายข้าตรงนั้นด้วย คนละ 1 ชุด อ่อข้าเกือบลืม พี่ชายข้าเพิ่มเป็น 2 ชุดเจ้าค่ะ”  หากรอท่านแม่ตัดชุดใช้ลู่ซือคงต้องรออีกหลายวัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีกับผิวของตัวเอง

“อาเหมย เจ้ามาวัดขนาดคุณชายน้อย 3 ท่านนี้ให้ข้าเร็ว” เถ้าแก่เนี้ยหันไปตะโกนเรียกลูกจ้างที่อยู่ไม่ไกล

“ของผู้ชายข้าขอสีเข้ม ๆ หน่อยนะเจ้าคะ คละ ๆ สีมาได้เลย ท่านแม่ ท่านมีสีที่ถูกใจอยากได้เป็นพิเศษหรือไม่”

“สีอะไรก็ได้ลูก ที่ไม่เอาที่สีสันสดใสมาก”

“เอาตามนี้เลยนะเจ้าคะ ส่วนข้าสีอะไรก็ได้ท่านสุ่มเลือกให้ข้าได้เลย”

“ได้เจ้าค่ะ”

“แล้วชุดสำเร็จที่ตัดจากผ้าชั้นรองจากนี้ล่ะเจ้าคะ”

“มีเช่นกันเจ้าค่ะ”

“ข้าขอแบบเดิมเลย” เถ้าแก่เนี้ยยิ้มอย่างมีความสุข ลูกค้าของนางครอบครัวนี้กระเป๋าหนักและไม่เรื่องมากเลยสักนิด

“ข้ายังอยากได้ผ้าอีก ท่านแม่ เลือกผ้าชั้นดีกับชั้นรองไปอย่างละ 6 พับนะเจ้าคะ เผื่อตัดชุดใหม่ให้พวกข้า” ลู่ซือหันไปบอกแม่ของตน

“เถ้าแก่เนี้ย ร้านท่านมีหมอนที่นอนผ้าห่มขายหรือไม่”

“มีสิ มีแน่นอนเจ้าค่ะ”

“ข้าเอาอย่างละ 6 ชุด”

เถ้าแก่เนี้ยเจ้าของร้านทำงานอย่างรวดเร็วนางไม่นานของทุกอย่างก็มากองอยู่ตรงหน้าลู่ซือ

“พี่รองมีของ ๆ ของข้าหรือไม่ขอรับ” ลู่จื้อมองของใหม่ตรงด้วยความตื่นเต้นไม่ต่างจากลู่ชิง

“มีของทุก ๆ คนเลย”

“เย้ ข้าจะมีชุดใหม่แล้ว” ลู่ชิงกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ลู่ฟางและลู่เสียนก็มองข้าวของตรงหน้าด้วยแววตายินดี

“ทั้งหมดเท่าไหร่เจ้าคะ”

“4 ตำลึงทอง 2 ตำลึงเงิน 800 อีแปะเจ้าค่ะ แต่ข้าลดให้เหลือ 4 ตำลึงทอง 2 ตำลึงเงิน”

เป็นลู่ซืออีกเช่นเคยที่ยื่นเงินตำลึงส่งให้เจ้าของร้าน ลู่ฟางได้แต่มองเงินไหลออกจากกระเป๋าลูกสาวราวกับสายน้ำด้วยความเศร้าโศก ใยลูกสาวของนางถึงได้ใช้เงินเก่งนัก

ด้วยข้าวของที่เยอะเกินไป ลู่ซือจึงใช้วิธีการเดียวกับตอนร้านแป้ง ไม่นานของทั้งหมดก็ลงไปนอนอยู่ในก้นมิติ

“ท่านแม่ น้องรองข้าขอแยกเดินตรงนี้ แล้วอีกครึ่งชั่วยามไปเจอกันที่โรงหมอได้หรือไม่” ลู่เสียนเอ่ยถามมารดาและน้องสาว

“พี่ใหญ่จะไปที่ใดหรือเจ้าคะ” ลู่ซือถามกลับอย่างสงสัย

“ข้าอยากไปที่ร้านตำรากับร้านเครื่องเขียนสักหน่อย” ลู่เสียนเห็นว่าร้านตำราอยู่ไม่ไกลจากโรงหมอจึงอยากจะลองไปดู

“ได้สิลูก” ลู่ฟางเอ่ยอนุญาต

“ข้ากับน้องขอไปกับพี่ใหญ่ด้วยได้หรือไม่ขอรับ” ลู่จื้อกับลู่ชิงเองก็อยากไปเดินดูที่ร้านขายเครื่องเขียน พวกเขาอยากเห็นแท่นฝนหมึกและพู่กันของจริงกับตาสักครั้ง

“ได้สิ” ลู่เสียนยินดีนักหากน้อง ๆ จะตามเขาไปด้วย

“พี่ใหญ่ นี่ 5 ตำลึงเงิน หากน้องสามกับน้องสี่อยากได้อะไร ก็ซื้อให้เถิด” ลู่ซือเชื่อว่าของที่เด็กชายทั้งอยากได้ต้องเป็นของที่มีประโยชน์อย่างแน่นอน

“ดูแลน้องดี ๆ ล่ะอาเสียน”

“ขอรับท่านแม่”

“ท่านแม่มีสิ่งใดอยากได้อีกหรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่มีแล้วล่ะแค่นี้ก็เยอะแล้ว” ลู่ซือพยักหน้า จากนั้นทั้งคู่จึงพากันเดินลัดเลาะไปทั่ว จนลู่ซือไปสะดุดตาเข้ากับร้านขายเมล็ดพันธุ์พืชที่ค่อนข้างเงียบเหงาในตรอกข้างหน้า

“ท่านแม่ข้าอยากไปที่ร้านนั้น” ลูซือชี้และออกเดินนำมารดา

“ท่านแม่นั่งพักตรงนี้ได้เลยนะเจ้าคะ ข้าขอเข้าไปสักครู่”

ลู่ซือให้มารดานั่งรอที่เก้าอี้หน้าร้านแล้วตัวเองเข้าไปด้านใน

“คุณหนูรับอะไรดีขอรับ”

“ที่นี่มีเมล็ดพันธุ์พืชแบบใดขายบ้างเจ้าคะ”

“มีหลายอย่างเลยล่ะ ไม่ว่าจะเมล็ดผัก ผลไม้ สมุนไพร สมุนไพรธาตุร้านข้าก็มีนะ”

ลู่ซือรู้สึกสนใจสมุนไพรธาตุ ในโลกก่อนที่นางจากมาก็มีสมุนไพรธาตุเช่นกัน

“สมุนไพรธาตุหรือ มีต้นอะไรบ้างเจ้าคะ”

“แต่มีไม่เยอะหรอกแม่หนู ถ้าไม่ใช่ผู้ใช้พลังก็ปลูกไม่ขึ้น หากปลูกแล้วต้นไม้เปลี่ยนสี ก็ไม่คุ้มค่าอีก พอปลูกยาก ราคาก็เลยแพงมากเช่นเดียวกัน”

เถ้าแก่อธิบาย ลู่ซือเอง ก็เข้าใจดีการปลูกสมุนไพรธาตุนั้น ต้องใช้ความพิธีพิถีนเป็นพิเศษ เพราะสมุนไพรเหล่านี้กินพลังธาตุเป็นอาหาร ผู้ปลูกจะต้องแผ่พลังธาตุให้สมุนไพรดูดซึมอยู่ตลอดระยะเวลาในการปลูกตั้งแต่ยังเป็นเมล็ดจนถึงต้นโตเต็มวัยพร้อมเก็บเกี่ยว   

แต่หากเลี้ยงด้วยน้ำและปุ๋ยธรรมดาสีของต้นจะไม่เปลี่ยน ความบริสุทธิ์ของสมุนไพรก็จะลดลงเหลือเพียง 4/10 ส่วนเท่านั้น

“ที่ร้านข้ามีเพียง หยาดโลหิต ทรัพย์ปฐพี จ้าววายุ”

สมุนไพรที่เถ้าแก่เอ่ยออกมา ลู่ซือรู้จักสมุนไพรเหล่านี้ทั้งหมด เพราะชื่อที่ใช้เรียกเหมือนกับสมุนไพรในโลกของเดิมไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่ต้นเดียว

“ไม่มีสมุนไพรธาตุน้ำหรือเจ้าคะ”

“อ่า เหมือนจะมีอยู่ ขอข้าดูสักครู่ เจอแล้วล่ะ เป็น ลมหายใจมัจฉา!”

ลมหายใจมัจฉางั้นหรือ สมุนไพรระดับสูงเสียด้วย

“ทั้งหมดมีเยอะหรือไม่เจ้าคะ”

“ข้ามี อย่างละ 2 เหลี่ยง เท่านั้น”

“ข้าเอาทั้งหมดเจ้าค่ะ”

เถ้าแก่เมื่อได้ยินก็ดีใจ สมุนไพรธาตุเหล่านี้ตั้งแต่รับมายังไม่เคยขายออกไปได้ ที่เมืองชายแดนห่างไกลเช่นนี้จะมีผู้ฝึกพลัง ขั้นแรกสร้าง ที่ปลูกพืชได้สักกี่คนเชียวล่ะ

“เจ้าจะไม่ถามราคาก่อนหรือแม่หนู”

“ไม่เจ้าค่ะ เถ้าแก่ขายให้เท่าไหร่ข้าก็จ่ายเท่านั้น”

“ได้ ๆ ข้าจะห่อให้ทั้งหมด”

“เถ้าแก่ ข้าขอเมล็ด คะน้า ผักบุ้ง แตงกวา กวางตุ้ง ด้วยนะเจ้าคะ เอามาอย่างละ 2 จิน แค่นี้แหละเจ้าค่ะ คิดเงินได้เลย”

ลู่ซือตั้งใจไว้แล้วนางจะปลูกผักขาย ที่ชายแดนแห่งนี้ผักแพงพอ ๆ กับเนื้อ หากปลูกผักขายได้คงมีเงินเข้าบ้านเป็นกอบเป็นกำแน่นอน

ส่วนสมุนไพรที่ซื้อไพรขอกลับไปคิดก่อนว่าจะปลูกอย่างไรให้ไม่เสียความบริสุทธ์แม้แต่ส่วนเดียว

“หยาดโลหิตเหลี่ยงละ 1 ตำลึงเงิน จ้าววายุ เหลี่ยงละ 2 ตำลึงเงิน 450 อีแปะ ทรัพย์ปฐพี เหลี่ยงละ 1 ตำลึงเงิน 200 อีแปะ ลมหายใจมัจฉา เหลี่ยงละ 5 ตำลึงเงิน ส่วนผักธรรมดา คะน้า กับ กวางตุ้ง จินละ 15 อีแปะ ผักบุ้ง จินละ 13 อีแปะ แตงกวา จินละ 18 อีแปะ รวมทั้งหมดเป็นเงิน 1 ตำลึงทอง 9 ตำลึงเงิน 422 อีแปะ”

“นี่เจ้าค่ะ” ลู่ซือยื่นเงินให้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป