บทที่ 5 ใครว่าปลูกผักเป็นเรื่องง่าย

บทที่ 5

ใครว่าปลูกผักเป็นเรื่องง่าย

เมื่อลู่ซือกลับมาถึงหน้าโรงหมอ ก็เห็นพี่ใหญ่และน้องชายทั้งสองของนางมารออยู่ก่อนแล้ว นอกจากคนทั้งสามแล้วยังมีลู่ฉีอีกคนที่ยืนอยู่

“อาฉีเจ้าฟื้นแล้ว เป็นอย่างไรบ้างยังเจ็บอยู่หรือไม่” ลู่ฟางรีบเดินเข้าไปใกล้ พลางมองดูรอบตัวของเด็กชายด้วยความเป็นห่วง

“ดีขึ้นมากแล้วขอรับ” แม้ท่าทางจะยังดูไร้เรี่ยวแรงอยู่บ้างแต่สีหน้าของลู่ฉีดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ถ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนต้องรีบบอกแม่นะ”

ลู่ฉีทันทีที่ได้ยินท่านอาสะใภ้แทนตนเองว่าแม่ ก็ซาบซึ้งใจจนร้องไห้ออกมา ลู่เสียนนั้นได้เล่าเรื่องราวทุกอย่างให้เขาฟังจนหมดสิ้น

ในใจลึก ๆ แม้จะรู้สึกยินดีที่มีใครสักคนพาเขาออกมาจากนรกขุมนั้น แต่อีกใจกลับรู้สึกว่าตนเองกำลังสร้างภาระให้กับผู้มีพระคุณ

“ข้าทำให้อาสะใภ้ต้องลำบากแล้ว” ลู่ฉีก้มหน้าเอ่ยปากอย่างรู้สึกผิดทั้งน้ำตา

“เจ้านี่ ยังจะเรียกข้าว่าอาสะใภ้อยู่อีก ต่อไปนี้ เจ้าเป็นลูกชายของข้า ข้าคือท่านแม่ของเจ้า พ่อของเจ้าชื่อลู่เหลียน จำเอาไว้” ลู่ฟางตำหนิเด็กดื้อตรงหน้าอย่างไม่จริงจังนัก

“ฮึก ฮืออ ขะ ขอรับ” ลู่ฉียิ่งร้องไห้สะอึกสะอื้น เมื่อเห็นดังนั้นลู่ฟางจึงได้รวบตัวลู่ฉีเข้าสู่อ้อมกอด พลางใช้สองมือลูบหลังเด็กชายด้วยความอ่อนโยน

เด็กที่เหลือเมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็พากันน้ำตาซึมอย่างอดมิได้

“แม่อยู่ตรงนี้แล้ว ต่อไปจะมีแม่มีน้อง ๆ ไม่ได้ตัวคนเดียวแล้วนะ”

“ขอบคุณ ฮึก นะขอรับ ขอบคุณจริง ๆ”

“เด็กดีของแม่” 

“ต่อไปนี้พี่ฉีก็จะกลายเป็นพี่ใหญ่ของข้า พี่ใหญ่ก็จะกลายเป็นพี่รอง ข้าก็จะเป็นพี่สาม น้องสามก็จะกลายเป็นน้องสี่ น้องสี่ก็จะเป็นน้องห้า ถูกต้องหรือไม่” ลู่

ซือเอ่ยถามขณะที่คนทั้งหมดนั่งอยู่บนเกวียนวัวเล่มใหม่ โดยมีลู่เสียนเป็นคนบังคับเกวียนอยู่ด้านหน้า

เหตุผลที่ลู่ซือตัดสินใจซื้อเกวียนในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากธุรกิจขายผักของนางในวันข้างหน้า หากจะให้เดินแบกผักไปขายในเมืองทุกวันคงไม่ไหว

“ไม่ต้องลำบากเปลี่ยนหรอก เรียกข้าพี่ฉีเช่นเดิมเถอะ” ลู่ฉีรีบปฏิเสธ

“ไม่ได้ ๆ ยังไงก็ต้องเปลี่ยน” ลู่ฟางรีบขัด ลู่ฉีเป็นลูกของนางแล้วจะให้เรียกเหมือนเป็นคนนอกได้อย่างไร

“ต่อไปท่านเป็นพี่ใหญ่ของข้า” ลู่เสียนเองเมื่อได้ยินบทสนทนาที่อยู่ด้านหลังก็รีบตะโกนบอกลู่ฉีด้วยเสียงอันดังลั่น

“หากน้องสี่กับน้องห้าตื่นอยู่ก็คงจะเรียกท่านว่าพี่ใหญ่เช่นกัน” ลู่ซือกล่าวกับพี่ใหญ่คนใหม่ของตนด้วยรอยยิ้มไม่ต่างกัน

ไม่นานหลังจากนั้นเกวียนของบ้านลู่สายรองก็เคลื่อนเข้ามาในหมู่บ้าน ที่หมู่บ้านชายแดนแห่งนี้ มีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงไม่กี่สิบหลังเท่านั้น ด้วยเวลาที่เย็นมากแล้ว จึงไม่ค่อยมีชาวบ้านเห็นการเดินทางกลับบ้านของพวกเขาในครั้งนี้มากนัก

“ท่านแม่ใครมายืนอยู่หน้าบ้านของเราก็ไม่รู้ขอรับ” ลู่เสียนหันมาถามมารดา ที่บริเวณหน้าบ้านของพวกเขามีเงาร่างของใครบางคนยืนหันหลังอยู่

“หืม ใครหรือ” ลู่ฟางเองก็ไม่ทราบเช่นเดียวกัน

เกวียนเทียมวัวหยุดลงตรงหน้าบ้าน ลู่ซือเป็นคนลงไปเปิดประตูเพื่อให้พี่ชายได้บังคับเกวียนเข้ามาจอดยังด้านในได้

“น้องชาย เข้ามาด้านในก่อนสิ”

ลู่ซือกล่าวเชิญเด็กผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงรั้วหน้าบ้าน เด็กคนนี้ไม่ใช่ใครอื่นเขาคือ ลู่เจ๋อ บุตรชายคนที่สามของท่านลุงลู่คง ลู่เจ๋อนั้นอายุน้อยกว่าลู่ซือ 4 หนาว เห็นจะได้

“ไม่ต้องหรอกขอรับ ท่านปู่ให้ข้ามาดูพี่ใหญ่ว่ากลับมาแล้วหรือยัง ส่วนนี่เป็นนี่ของ ๆ พี่ใหญ่ ข้าไปก่อนนะขอรับ” พูดจบเด็กชายก็รีบวิ่งหันหลังกลับไปในทันที

“เป็นอาเจ๋อใช่หรือไม่” ลู่ฉีเดินประคองตัวเองออกมาหน้าบ้าน สายตาเอาแต่จดจ้องไปที่แผ่นหลังของน้องชายที่ค่อย ๆ ลับหายไป

“เจ้าค่ะ แต่เขาไปแล้ว น้องชายยังฝากของสิ่งนี้มาให้ท่านด้วยนะเจ้าคะ”

ลู่ซือว่า ก่อนยื่นห่อผ้าเก่า ๆ ใบเล็กให้พี่ชาย ของในห่อผ้าช่างน้อยนิดนัก พี่ใหญ่ของนางสามารถเติบโตมาได้ถึงขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้วจริง ๆ

“เข้าบ้านกันเถิด” เมื่อได้ยินพี่ใหญ่เอ่ยนำ นางจึงช่วยประคองพี่ชายคนโตเดินกลับเข้าไปภายในบ้านด้วยกัน

“อาเสียนลูกพาพี่ใหญ่ของลูกเข้าไปนอนพักก่อนเถิดไป”

“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ”

ลู่ซือหยิบของที่ซื้อมาจากในเมืองออกมาจากมิติจนหมดสิ้น ลู่ฉีที่ไม่ได้รับรู้เรื่องราวก่อนหน้ายืนตกตะลึงจนตาโตที่เห็นน้องสาวนำสิ่งของออกมาจากอากาศได้

“น้องสาม เจ้า...”

“ข้ามีมิติเจ้าค่ะ ส่วนรายละเอียดให้พี่รองเล่าให้ฟังแล้วกันนะเจ้าคะ” ลู่ซือบอกด้วยท่าทีสบาย ๆ โดยที่ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองสีหน้าของพี่ชาย

“ท่านแม่ช่วยข้าแยกของก่อน นี่เสื้อผ้าของพวกท่านคนละ 2 ชุดเจ้าค่ะ นั่นหมอน ที่นอน แล้วก็ผ้าห่ม หยิบกันไปได้เลยนะเจ้าคะ”

ลู่ฉีมองข้าวของต่าง ๆ ด้วยอารมณ์ที่บอกไม่ถูก ของเหล่านี้มีส่วนที่เป็นของเขาด้วยหรือ

“มีของข้าด้วยหรือน้องสาม”

“มีของทุกคนนั่นแหละเจ้าค่ะ” ลู่ซือบอกทั้งรอยยิ้ม พี่ชายคนใหม่คนนี้ขี้เกรงใจเกินไปแล้ว

“พี่ใหญ่ไปรอข้าในห้องก่อนได้เลยขอรับ เดี๋ยวข้าถือของพวกนี้ตามเข้าไปให้”

“ขอบใจเจ้ามากนะ”

“น้องสาม นำของน้องสี่กับน้องห้ามาด้วยเลย ข้าจะถือไปให้พร้อมกัน”

“นี่เจ้าค่ะ”

ลู่เสียนจึงหอบของกองโตจากไปด้วยท่าทางทุลักทุเล

“ท่านแม่ แล้วน้อง ๆ เล่า”

ตั้งแต่กลับมาถึงนางยังไม่ได้เห็นหน้าน้องชายฝาแฝดเลยแม่แต่น้อยจึงเอ่ยถามมารดาด้วยความสงสัยว่าน้องชายนั้นไปอยู่ที่ใด

“พอลงจากเกวียนก็พากันวิ่งเข้าห้องไปเลยน่ะสิ เห็นอาเสียนบอกว่า ไปได้พู่กันกับแท่นฝนหมึกอย่างถูกมา คงจะลองใช้งานกันอยู่ด้านใน”

“เป็นเช่นนี้นี่เอง”

หลังจากจัดเก็บข้าวของเข้าที่เรียบร้อย ท่านแม่ก็ขอตัวไปทำอาหารเย็นโดยนำเนื้อหมูไปแค่บางส่วนเท่านั้น ส่วนที่เหลือยังคงถูกเก็บเอาไว้อย่างดีในมิติของลู่ซือ

“พี่รองจะออกไปที่ใดหรือเจ้าคะ” กลับมาถึงบ้านยังไม่ถึง 2 เค่อ พี่ชายของนางก็ตั้งท่าจะออกจากบ้านอีกแล้ว

“ข้าจะออกไปหาหญ้าให้วัวน่ะ”

หน้าที่หาอาหารให้วัวไม่ใช่หน้าที่ใหม่สำหรับลู่เสียน ในอดีตครอบครัวของเขาก็เคยมีเกวียนเช่นนี้ แต่หลังจากสิ้นท่านพ่อ จึงต้องนำเกวียนพร้อมวัวไปขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายภายในครอบครัว

“ให้เป็นหน้าที่ข้าเถิดเจ้าค่ะ” ว่าแล้วลู่ซือก็เดินไปยังบริเวณลานบ้าน สายตาสอดส่องหาต้นหญ้าต้นเล็ก ๆ ที่แห้งตายอยู่บนพื้น

“เจ้าจะทำอันใดหรือน้องสาม” ลู่เสียนที่เดินตามมา มองดูน้องสาวด้วยความสงสัย

“ดูให้ดีนะเจ้าคะ”

ลู่ซือยื่นมือเข้าไปใกล้หญ้าตายพวกนั้น แสงสีเขียวแผ่กระจายออกจากฝ่ามือ แสงที่ว่าค่อย ๆ เรืองรองออกเป็นวงกว้าง ทันใดนั้นเองหญ้าที่เคยแห้งคล้ายกลับคืนชีวิต

ต้นใดที่มีแสงสีเขียวโอบอุ้ม ต่างแปรเปลี่ยนจากสีน้ำตาลแห้งเป็นสีเขียวสดใส ก่อนจะพากันเติบโตสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่ากลัว เมื่อสูงถึงบั้นเอว ลู่ซือถึงได้หยุดพลังลง เพียงเท่านี้ก็สามารถตัดไปให้วัวกินได้แล้ว

“เจ้าทำได้เช่นไร” ลู่เสียนจับต้นหญ้าที่สมควรตายไปแล้วตรงหน้าอย่างตื่นเต้น

“พลังธาตุพฤกษาของข้าอย่างไรเล่าพี่รอง”

“น่าอัศจรรย์เกินไปแล้ว เจ้าฝึกฝนอยู่ในระดับใดแล้วน้องสาม”

“น่าจะแรกสร้างนะเจ้าคะ ข้าเองก็ไม่แน่ใจ” ลู่ซือบอกไปอย่างกำกวม เรื่องระดับพลังของนางนั้นเป็นเรื่องที่พูดยากนัก

“ระ แรกสร้าง”

“พี่รองเหตุใดต้องตื่นตกใจเช่นนั้น หากท่านหมั่นฝึกฝน พลังของท่านอาจล้ำหน้าข้าอีกนะเจ้าคะ”

ลู่ซือไม่ได้ยกยอลู่เสียน นางมั่นใจว่าในอนาคตเขาจะต้องเติบโตเป็นผู้ชายที่เก่งกาจได้อย่างแน่นอน

“ข้าจะทำได้หรือ”

ลู่เสียนเอ่ยอย่างไม่มั่นใจ ในเมืองชายแดนแห่งนี้บุคคลที่สามารถก้าวไปถึงขั้นแรกสร้างได้นั้น มีจำนวนนับนิ้วได้ เขาจะทำเช่นนั้นได้จริงหรือ

“ได้แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ” มีนางอยู่ทั้งคนไม่เห็นมีสิ่งใดให้กลัว

“ได้ ข้าเชื่อเจ้า!”

“เสร็จแล้วหรือเจ้าคะ” นางมองดูอาหารที่มารดาทำด้วยความพึงพอใจ เป็นจานเนื้อน่ากินทั้งสองจาน แต่ดูแล้วเหมือนจะน้อยเกินไป นางเองก็ลืมซื้อผักและไข่กลับมาเสียด้วย

“เจ้าเตรียมช่วยแม่ยกไปที”

“ท่านแม่ข้าว่าวันนี้พี่ใหญ่มาอยู่กับเราเป็นวันแรก สมควรต้องเลี้ยงฉลองเสียหน่อยนะเจ้าคะ”

“จริงด้วยสิ งั้นแม่ไปทำอาหารเพิ่มอีกหน่อยดีกว่า” ลู่ฟางเตรียมหันหลังกลับเข้าครัว

“ช้าก่อนท่านแม่ ใช้อาหารของข้าก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ”

ลู่ซือจึงหยิบ กุ้งผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ปีกไก่เหล้าแดง ปลาหมึกผัดหน่อไม้ ออกมาจากมิติ แล้วช่วยกันกับมารดาเปลี่ยนถ่ายอาหารที่นำออกมาใส่ลงไปในจาน

“พี่รองไปตามพี่ใหญ่กับน้อง ๆ เถิดเจ้าค่ะ” ลู่ซือหันไปบอกลู่เสียนที่นั่งอยู่ไม่ไกล

“ได้”

“พี่รอง ข้าเกือบลืม นี่เรียกว่าหินอัคคีเก็บไว้ในห้องท่านสักก้อนแล้วกันนะเจ้าคะ ใช้แทนตะเกียงได้หากต้องการใช้แสงก็เพียงนำหินออกมาหากไม่ต้องการใช้ท่านเพียงหาอะไรมาบังไว้ก็ได้เจ้าค่ะ”

ลู่ซืออธิบายการใบ้งานหินอัคคีให้กับพี่ชายได้รับรู้

ยามนี้แสงตะวันใกล้หมดลงเต็มที หินอัคคีในมือลู่ซือจึงเริ่มเปล่งแสงออกมาให้เห็นบ้างแล้ว

“ขอบใจเจ้ามาก”

“พี่สามหินของท่านดีเยี่ยมที่สุด ห้องของข้าสว่างมากเลยขอรับ” ลู่จื้อวิ่งออกมาจากในห้องนอนเมื่อเห็นว่าข้างนอกก็สว่างเช่นกันก็ยิ่งตื่นเต้นไปกันใหญ่

“ยามดึกหากข้าปวดท้องก็ไม่ต้องอดทนอีกแล้ว” ลู่ชิงที่วิ่งออกมาทีหลังตะโกนออกมาอย่างดีอกดีใจ

“น้องสามของที่เจ้านำมาดียิ่ง”

ลู่ฉีที่ถูกลู่เสียนประคองออกมาก็อดที่จะชื่นชมน้องสาวมิได้ ระหว่างที่เขาพักผ่อนอยู่ในห้อง น้องชายทั้งสามต่างแย่งกันเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังแล้ว ยามนี้เขาถึงได้รู้สึกโชคดีอย่างถึงที่สุดที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่แสนวิเศษครอบครัวนี้

“ข้ายังมีของดีอีกเยอะ พี่ใหญ่รอชมได้เลย”

“มา ๆ กินข้าวกันก่อรฝนเถิด เดี๋ยวจะเย็นซะก่อน” ท่านแม่ว่าพร้อมทั้งยื่นตะเกียบให้กับทุกคน

“นี่คืออะไรหรือขอรับ”

ลู่จื้อคีบกุ้งขึ้นมาถามด้วยความสงสัย คนอื่นในโต๊ะนอกจากลู่ซือแล้วไม่มีใครรู้จักกุ้งเลยสักคนเดียว

“มันเรียกว่ากุ้ง อาศัยอยู่ในน้ำ เจ้าลองกินดูสิ” ลู่ซือเฉลย

“อร่อยขอรับ ข้าชอบ!” เด็กน้อยยิ้มตาหยี พลางคีบขึ้นมากินอีกตัส

“แล้วนี่ล่ะขอรับ” ลู่ชิงคีบปลาหมึกที่ถูกหั่นเป็นแผ่นแล้วบั้งอย่างสวยงามขึ้นมา นอกจากกุ้งแล้ว ปลาหมึกก็เป็นอีกอย่างที่ไม่มีผู้ใดรู้จักเช่นกัน

“นั่นเรียกว่าปลาหมึก อยู่ใต้น้ำเช่นเดียวกันกับกุ้ง อร่อยนะ เจ้าลองกินดู” ลู่ชิงจึงรีบคีบเข้าปากอย่างไม่ลังเล

“อร่อยมาก ๆ เลยขอรับ”

“พี่ว่าไก่จานนี้ก็อร่อย” ลู่เสียนคีบปีกไก่แช่เหล้าเข้าปากจนหมดไปหลายต่อหลายชิ้น

“อร่อยทุกอย่างเลย” ลู่ฉีเองก็คีบทุกอย่างเข้าปากอย่างมีความสุขเช่นกัน

ลู่ซือมองอาหารสามจานที่นางนำออกมาด้วยแววตาเฉยชา ก่อนจะหันไปคีบอาหารที่มารดาทำ  มือเรียวเล็กพุ้ยข้าวเข้าปากคำโต แล้วยิ้มออกมา พลางนึกในใจว่า นี่สิถึงจะเรียกว่าอร่อย

“พี่ใหญ่ลองดูขอรับ เปิดแบบนี้ ง่ายหรือไม่”

ลู่ชิงพาลู่ฉีเดินไปที่บ่อน้ำและถังไม้โอ๊ค เพื่ออธิบายและสอนการใช้งานพวกมันให้พี่ชายได้เรียนรู้ โดยเลียนแบบคำพูดของพี่สาวที่เคยสอนเขาในครั้งแรก

“ลู่ชิงของพี่สามเก่งมาก จำทุกอย่างได้ละเอียดจริง ๆ” ลู่ซือที่คอยมองอยู่ไม่ไกลกล่าวชื่นชม

“ข้าแค่พูดตามแบบพี่สามเท่านั้น” ลู่ชิงมีท่าทีเอียงอายเล็กน้อยเมื่อถูกพี่สาวเอ่ยชมตรง ๆ

“น้องห้าเก่งกาจอย่างที่พี่สามของเจ้าบอกจริง ๆ นั่นแหละ” ลู่ฉีพอเห็นลู่ชิงเอียงอายแล้วรู้สึกว่าน่าเอ็นดู ก็พลอยอยากเหย้าแหย่ตามไปด้วย

“พี่ใหญ่ ท่านอาสะใภ้ หลับหรือยังขอรับ!”

เสียงตะโกนดังขึ้นมาจากทางประตูใหญ่ เรียกความสนใจจากสมาชิกครอบครัวที่นั่งพูดคุยรวมกันอยู่หน้าลานบ้าน

“เป็นอาเจ๋อขอรับ” ลู่ฉีมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็นผู้ใด เขาจึงหันไปบอกกล่าวกับมารดาและน้อง ๆ ที่นั่งอยู่

“อาเสียนไปเชิญน้องเข้ามาก่อน มาดึกดื่นเช่นนี้อาจมีเรื่องด่วน”

“ขอรับ”

ลู่เสียนเดินไปเปิดประตูให้ญาติผู้น้อง เด็กชายจึงเดินตามเขาเข้ามา

“อาเจ๋อ มีอะไรหรือถึงได้มาบ้านอาเสียดึกดื่น”

“ท่านอาสะใภ้ ที่บ้านใหญ่เกิดเรื่องแล้วขอรับ”

“เรื่องอันใด” ลู่ฉีถามน้องด้วยความตกใจ เกรงว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับท่านปู่เข้า

“ท่านแม่ได้ยินพวกชาวบ้านคุยกันว่าท่านนั่งเกวียนเล่มใหม่กลับมา ก็ไม่พอใจ จะมาที่บ้านของท่านขอรับ”

“บ้านข้าซื้อเกวียนแล้วเกี่ยวอันใดกับป้าสะใภ้ใหญ่” ลู่ซืออดที่จะกล่าวขึ้นมาไม่ได้ หญิงร้ายกาจนางนี้ต้องการสิ่งใดอีก

“ท่านปู่ก็กล่าวเช่นนั้น แต่ท่านแม่ก็ยังไม่ยินยอม อยากจะมาเรียกร้องเอาเกวียนวัว แลกกับตัวพี่ใหญ่ขอรับ”

“ได้อย่างไร เมื่อกลางวันก็ตกลงกันดิบดีแล้วแท้ ๆ” ลู่ฟางเอ่ยอย่างตกใจ

“ท่านปู่เองก็ไม่ยินยอมขอรับ แต่ท่านพ่อกลับเห็นดีเห็นงามกับท่านแม่ ท่านปู่เลยขู่ว่าถ้าหากยังอยากได้เกวียนของบ้านอื่นจะตัดพ่อตัดลูกกับเขา ท่านพ่อจึงได้สงบลง แต่ไม่คิดว่าท่านแม่ข้า จะขอโฉนดบ้านใหญ่แลกกับสัญญายกพี่ใหญ่ให้บ้านรองขอรับ” ลู่เจ๋อเล่าด้วยน้ำเสียงเสียใจ

“ท่านปู่ยินยอมหรือ”

“ขอรับ ท่านปู่ยังให้ท่านพ่อและท่านแม่ลงนามในสัญญา เป็นตายอย่างไรก็ไม่ให้พวกเขามายุ่งเกี่ยวกับพี่ใหญ่และบ้านรองอีก”

“ท่านปู่ยังไม่ทันตาย บ้านใหญ่จะยกให้ท่านพ่อได้อย่างไร ไม่ได้ ข้าจะไปห้ามท่านปู่” ลู่ฉีไม่ยินยอม ท่านแม่ท่านพ่อเอาเปรียบท่านปู่มากเกินไปแล้ว

“พี่ใหญ่ท่านจะไม่ไหนไม่ได้ ที่ข้ามาที่นี่ก็เพราะท่านปู่สั่งข้าให้มาพูดกับท่านให้ชัดเจน นับแต่นี้ไม่ให้ท่านกลับไปเหยียบที่บ้านใหญ่อีก ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่หวังดีกับท่าน อย่าให้เขาใช้ท่านเป็นเครื่องมือต่อรองกับบ้านรองหรือท่านปู่เลยนะขอรับ”

“เป็นเพราะข้าอีกแล้ว” ลู่ฉีกล่าวโทษตัวเอง เขาทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดหนทาง

“อาฉีไม่มีใครโทษเจ้า อย่าได้คิดโทษตัวเองเลยลูก” ลู่ฟางปลอบเด็กน้อย

“พี่ใหญ่ที่ท่านปู่พูดมาล้วนถูกต้อง ท่านอยู่ที่นี่ให้สบายใจเถิด เรื่องของท่านปู่ ท่านไม่ต้องเป็นกังวล วันใดเราตั้งตัวได้ค่อยรับท่านมาอยู่ด้วยก็ยังมิสาย”

“ข้าเชื่อพวกท่าน” ลู่ฉีเมื่อได้ฟังคำปลอบโยนของท่านแม่และคำกล่าวด้วยเหตุผลของน้องชาย ใจที่ว้าวุ่นจึงเริ่มสงบลง

“หมดเรื่องแล้วข้ากลับก่อนนะขอรับ”

“อาเจ๋อ ฝากเจ้าดูแลท่านปู่แทนหลานอกตัญญูเช่นข้าด้วย”

“พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วง ข้ากลับก่อน ลาล่ะขอรับ”

วัดถัดไป

ยามเฉิน (07.00-08.59 น.)

หลังจากตื่นนอนและกินข้าวเช้าเรียบร้อยลู่ซือเก็บตัวอยู่แต่ในห้องนอนเพื่อวางแผนการใช้ชีวิตในอนาคต เริ่มจากบ้านหลังเล็กหลังนี้มีที่ดินเพียงครึ่งหมู่ ในครอบครัวมีลูกชาย 4 คน ห้องนอนเพียง 2 ห้อง ย่อมไม่เพียงพอ

ลู่ซืออยากสร้างบ้านหลังใหม่ แต่การสร้างบ้านขึ้นสักหลังนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ครอบครัวของนางมีเพียงเด็กและผู้หญิง หากจู่ ๆ มีเงินสร้างบ้านหลังใหญ่ ผู้คนต้องสงสัยอย่างแน่นอน ยิ่งคนของบ้านใหญ่ที่นางไม่อยากเกี่ยวข้องที่สุดแล้วด้วย

ในเมื่อไม่อยากให้มีปัญหาตามมาที่หลัง เด็กหญิงจะต้องหาอาชีพบังหน้าให้ได้เสียก่อน ในเรื่องนี้นางได้คิดเอาไว้แล้วว่า จะปลูกผักขาย ที่ดินหลังบ้านของนางในตอนนี้มีเพียง 1 หมู่ (666 ตารางเมตร) สามารถปลูกผักได้ชนิดละ 1 แปลงยาวเท่านั้น หากอยากหาเงินได้คราวละเยอะ ๆ  ทางเดียวคือต้องซื้อที่ดินเพิ่ม

“เอาแบบนี้แล้วกัน”

นางจะปลูกผักรอบแรกด้วยที่ดิน 1 หมู่หลังบ้าน ขายผักได้ก็จะนำไปซื้อที่ดินเพิ่ม หากซื้อที่ดินรอบ ๆ ได้จะเป็นการดีมาก ลู่ซืออยากได้ที่ดินเพิ่มสัก 10 หมู่ รวมพื้นที่ปลูกบ้านหลังใหม่ในภายหลังไปด้วยเลย

เมื่อวางแผนได้เรียบร้อยลู่ซือก็พร้อมเริ่มงาน นางหยิบสมุดจดบันทึกเล่มเล็กออกมาจากมิติ แล้วเดินออกจากห้อง เพื่อไปดูพื้นที่ปลูกผักด้านหลังบ้าน

“พวกท่านทำอะไรกันอยู่หรือ”

พี่ชายทั้งสองและน้องชายฝาแฝดต่างนั่งล้อมวงกันอยู่หน้าลานบ้านด้วยท่าทางสนุกสนาน

“พวกเรากำลังสอนพี่ใหญ่อ่านหนังสือขอรับ” ลู่จื้อตอบเสียงดังฟังชัด

“ข้าเห็นว่าน้อง ๆ กำลังฝึกเขียนอักษรบนกระบะทราย เลยมายืนดู พวกเขาเลยสอนข้าอ่านคำง่าย ๆ น่ะ”

ลู่ฉีอธิบาย ตั้งแต่เล็กตัวเขาไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียนเหมือนบุตรทั้ง 3 ของท่านพ่อ ได้แต่แอบฟังตอนท่านพ่อสอนน้องชาย หรือแอบมาที่บ้านของท่านอารองเพื่อเรียนบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น

“หากพี่ใหญ่อยากเรียน ข้าสอนท่านได้ขอรับ” ลู่เสียนเสนอ

“ดีเลยเจ้าค่ะ พี่รองรับปากแล้ว พี่ใหญ่พยายามเข้านะเจ้าคะ”

นางสนทนากับพวกเขาอีกเล็กน้อยก่อนจะขอตัวไปทำธุระที่หลังบ้าน 

“กี่โมงแล้วนะ ทำไมอากาศถึงได้ร้อนเช่นนี้”

ลู่ซืออดนึกถึงนาฬิกาที่นางมักสวมติดข้อมืออยู่ทุกวันไม่ได้ นางจำได้ว่าวันที่ตนทะลุมิติมาที่นี่ ตัวนางถอดนาฬิกาออกแล้ววางไว้ที่โต๊ะทำงาน ไม่แน่ใจว่าได้เก็บลงแหวนมิติมาด้วยหรือไม่

“เสี่ยวเหมา”

ลู่ซือตัดสินใจลองเรียกชื่อนาฬิกาของนางดู

ผลปรากฏว่า นาฬิกาเรือนเล็กกระทัดรัดยี่ห้อดังปรากฏขึ้นบนฝ่ามือแทบในทันที ลู่ซือกระโดดดีใจจนตัวลอย แล้วพร่ำบอกเสี่ยวเหมาว่าชีวิตนี้จะไม่แยกจากกันอีก

เมื่อปลอบใจนาฬิกาที่รักเรียบร้อย นางจึงรีบสวมมันเข้าที่ข้อมือซ้าย เวลาบนหน้าปัดแสดงผลว่าตอนนี้ เป็นเวลา 11.07 นาที

“ยังไม่ทันเที่ยงก็ร้อนขนาดนี้เลยหรือ มิน่าถึงปลูกอะไรไม่ขึ้น”

ลู่ซือสังเกตอากาศที่นี่มาตั้งแต่เมื่อวาน พบว่า อุณหภูมิของที่นี่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  จนทำให้อากาศร้อนจัดในช่วงเที่ยงวัน กว่าอุณหภูมิจะลดลงก็อีกหลายชั่วโมงหลังจากนั้น

เป็นแบบนี้นอกจากอากาศจะร้อนจนพืชเติบโตได้ยากแล้ว ยังทำให้ดินแห้งแข็งไม่ร่วนซุย เป็นผลมาจากน้ำในดินระเหยออกมาจนหมด

“สภาพอากาศเช่นนี้ อย่างไรก็ปลูกผักไม่ได้เว้นแต่จะใช้พลังของข้า” แต่นั่นมันเหนื่อยเกินไป หากในวันหน้าปลูกผักเพิ่มอีกหลายสิบหมู่ นางคงจะได้แห้งตายคาแปลงผักเข้าสักวัน

ลู่ซือเริ่มขบคิดถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหา

“ปกติข้าจะเขียนการทำงานของวงเวทให้สอดคล้องกับมณีธาตุนั่นคือการปลดปล่อยพลังออกมา แล้วถ้าหากข้าใช้มณีธาตุที่พลังธาตุหมดไปแล้ว ปรับเปลี่ยนการทำงานของวงจรเวทเสียใหม่ จากที่ควรปลดปล่อยพลังเปลี่ยนกลับเป็นดึงพลังกลับคืนสู่มณีแทนล่ะ”

ในความคิดของลู่ซือคือนางจะใช้วงเวทเป็นตัวดึงความร้อนออกจากพื้นที่ปลูกผักของมาเก็บไว้ในมณีธาตุไฟ

“วงเวทอาจจะต้องซับซ้อนนิดหน่อย เพื่อไม่ให้มณีธาตุดึงความร้อนออกไปจนหมด มิฉะนั้นพื้นที่ของข้าจะเย็นจนปลูกผักไม่ขึ้นอีก”

ลู่ซือจดบันทึกแนวคิด ลงไปในสมุดเล่มเล็กในมือ นางจะต้องสร้างวงเวทขนาดจำลองขึ้นมาก่อนเพื่อทดลองว่าสิ่งที่นางคิดนั้นสามารถใช้ได้จริงหรือไม่

“หากแนวคิดนี้สำเร็จอุณหภูมิก็จะเหมาะสมกับการปลูกพืช น้ำรดผักก็จะไม่ระเหยออกจากดินเร็วเกินไป ดินก็จะไม่แห้งแข็ง แต่ว่าแหล่งน้ำที่ใช้ยังคงเป็นปัญหา”

จะให้นางขุดบ่อแล้วเขียนวงเวทสร้างน้ำขึ้นมาใช้กับสวนผักที่อาจจะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต ลู่ซือต้องใช้มณีธาตุกี่ก้อนถึงจะพอรดน้ำผักเข้าเย็น แบบนี้จะเป็นการสิ้นเปลืองมณีธาตุจนเกินไป แม้ผักจะแพง แต่มณีธาตุของนางราคาแพงกว่ามาก แบบนี้จะไม่เป็นการทำการค้าขาดทุนหรอกหรือ

“หากข้าขุดเอาน้ำใต้ดินมาใช้ล่ะ ใช้วงเวทสายควบคุมดึงน้ำขึ้นมาจากใต้ดิน วิธีนี้ ต่อให้ใช้มณีระดับต่ำก้อนนึงก็อาจอยู่ได้ยาวนานหลายเดือน!”  เพียงเท่านี้ก็สามารถแก้ไขเรื่องดิน น้ำ อากาศได้แล้ว

คิดได้ดังนั้นลู่ซือก็หันหลังวิ่งกลับเข้าบ้านในทันที คราแรกคิดว่าจะกลับเข้าห้องเพื่อเริ่มทำงาน แต่เมื่อเห็นสมาชิกคนอื่นในครอบครัว ลู่ซือจึงได้ตัดสินใจใหม่ ตอนนี้นางเป็น ลู่ซือ ไม่ใช่ ดร.ลู่ ที่ตัวคนเดียวอีกแล้ว ในเมื่อคิดจะทำการใหญ่ก็ควรจะบอกกล่าวคนที่บ้านให้ได้รับรู้เช่นกัน

นางจึงเล่าแผนการและสิ่งที่กำลังจะทำให้ครอบครัวฟังทั้งหมด มิมีผู้ใดคัดค้าน พวกเขาต่างเห็นด้วย ทั้งเรื่องสร้างบ้านและเรื่องที่นางต้องการปลูกผักขาย แม้จะไม่เข้าใจในเรื่องของวงเวทเท่าใดนักแต่ทุกคนต่างยินดีที่จะทำตามความต้องการของนางอย่างไม่คิดขัดขวาง

“พี่สามท่านแม่ให้นำข้าวมาให้ขอรับ” ลู่จื้อประคองถ้วยข้าวเข้ามาให้พี่สาวในห้อง ลู่ซือถึงได้ละสายตาขึ้นมาจากกองงานตรงหน้า พลางยกข้อมือซ้ายดูเวลา ก็พบว่าตอนนี้ใกล้จะค่ำแล้ว

นางจึงลุกขึ้นมานั่งดี ๆ  มือเล็กยกหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบวงจรเวทและหลักการทำงานต่าง ๆ ไปไว้ด้านข้าง

“จริง ๆ เจ้ามาตามพี่สามออกไปกินร่วมกับคนอื่นข้างนอกก็ได้ ไม่เห็นต้องแบ่งออกมาเลย” ลูซือพูดกับน้องชายตัวน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ท่านแม่เห็นว่าพี่สามกำลังยุ่ง เลยไม่อยากรบกวนขอรับ”

“ครอบครัวเดียวกันใยต้องคิดมาก” นางรับชามข้าวที่น้องชายถือเข้ามา จากนั้นวางลงตรงที่ว่าง

“หากกินหมด ข้าจะนำชามออกไปเก็บให้นะขอรับ” ลู่จือรีบยื่นตะเกียบให้พี่สาวทันที

“ขอบใจมาก”

“พี่สามกระดาษพวกนี้คือตำราหรือขอรับ”

ลู่จือมองไปยังกองหนังสือที่อยู่ด้านข้างพี่สามด้วยความสนอกสนใจ พี่รองของเขาก็มีตำราเหมือนกัน แต่ตำราของพี่สามดูล้ำค่าและแปลกตากว่าของพี่รองหลายเท่า

“ใช่แล้วล่ะ เจ้าลองหยิบมาดูสิ”

“ข้าจับมันได้หรือ” ลู่จื้อตื่นเต้น และยังคงไม่กล้าจับตำราเหล่านั้น ของ ๆ พี่สามราคาจะต้องไม่ถูก เขากลัวตัวเองจะพลั้งมือทำของเสียหายเอา

“แน่นอน พี่สามไม่หวง” ลู่จื้อทำใจกล้า เอื้อมไปหยิบมา 1 เล่ม ตำราเล่มนี้งดงามยิ่ง ไม่มีรอยน้ำหมึกเปื้อนเปรอะแม้แต่จุดเดียว

เขาไล่เปิดไปทีละหน้า อักษรในตำรา เขาไม่รู้จักและอ่านมันไม่ออก จึงทำได้เพียงมองรูปวาดอย่างเดียว

“ใช่สิ่งที่เรียกว่าวงเวทหรือไม่ขอรับ”

“ใช่แล้วล่ะ”

“งดงามมากเลยขอรับ”

“สนใจหรือ”

“ขอรับ”

“ไว้เจ้าโตกว่านี้ พี่สามจะสอนให้” ไม่เพียงแต่ลู่จื้อเท่านั้น พี่ใหญ่ พี่รอง หรือแม่แต่น้องห้า หากพวกเขาสนใจ ลู่ซือก็จะถ่ายทอดความรู้ที่นางมีให้เช่นกัน

“ข้าจะตั้งใจเรียน จะไม่ทำให้พี่สามต้องผิดหวังแน่นอน!”

“เอาล่ะ ๆ ก่อนออกไป เจ้านำลูกอมพวกนี้ออกไปแบ่งกันกินด้วยนะ” ลู่ซือยื่นห่อลูกอมนมกระต่ายขาวให้น้องชายด้วยความเอ็นดู

ลู่ซือใช้เวลาเกือบ 3 วัน หมดไปกับการคิดค้นและวาดแปลนวงเวทขึ้นมา ในช่วงวันแรกหลังของนางรู้สึกปวดไปหมด เนื่องจากไม่มีโต๊ะทำให้ต้องนั่งก้มหน้ากับพื้นตลอดเวลา

พอเข้าวันที่ 2 พี่รองทนไม่ได้ถึงได้ยกโต๊ะเขียนหนังสือของตัวเองให้น้องสาวมาใช้งานก่อนทำให้นางไม่ต้องนั่งก้มกับพื้นอีกต่อไป

“น่าจะสมดุลมากพอแล้วล่ะ”

นางยกกระดาษปรู๊ฟขึ้นมาจากโต๊ะไล่ดูรายละเอียดต่าง ๆ ภายในวงเวท เมื่อคิดว่าน่าจะสมบูรณ์ดีแล้ว ก็ม้วนแบบแปลนเดินออกไปด้านนอก

“พี่รองว่างหรือไม่เจ้าคะ”

“ข้าจะไปจุดไฟให้” ลู่เสียนตอบ หลายวันมานี้น้องสาวเอาแต่ให้เขาก่อไฟ ยามที่เห็นนางเดินออกมาจากห้องเขาก็รู้ความต้องการของนางในทันที

“ขอบคุณนะเจ้าคะ หากครั้งนี้สำเร็จพี่รองก็ไม่ต้องก่อกองไฟให้ข้าอีกแล้ว” ลู่ซือยิ้มหวานให้พี่ชาย

เมื่อไฟถูกจุดเรียบร้อย นางเริ่มวาดวงเวทออกมา เปรียบเทียบกับกระดาษในมือเมื่อไม่เห็นความแตกต่าง นางจึงหยิบมณีธาตุไฟสีใสที่หมดพลังไปแล้วออกมาจาก จากนั้นนำไปวางตรงกึ่งกลาง

ลู่ซือมองดูอย่างลุ้นระทึก การทดลองครั้งก่อน ๆ ของนาง ล้มเหลวไม่เป็นท่า ในครั้งนี้เด็กหญิงได้ปรับแก้จุดผิดพลาดเรียบร้อยแล้ว เลยได้แต่หวังว่าครั้งนี้ของตนจะสำเร็จไปได้ด้วยดี

“ขอล่ะ ได้ผลทีเถิด”

วงเวทยังคงไม่เปลี่ยนสี หากแต่กองไฟด้านล่างดูเหมือนจะมีความเคลื่อนไหว

ทันทีที่เปลวไฟเริ่มถูกดูดเข้าสู่มณีธาตุ วงเวทก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเช่นเดียวกับก้อนมณี จากสีเหลืองเป็นเหลืองเข้มและเปลี่ยนเป็นสีส้มในยามที่เปลวไฟถูกดึงเข้ามณีธาตุจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงเศษไม้เศษหญ้าและกองเถ้าถ่านเท่านั้น

“สำเร็จ!” ลู่ซือตะโกนออกมาอย่างดีใจ การทดลองของนางครั้งนี้ได้ผลแล้ว

“พี่รองข้าทำสำเร็จแล้ว”

“ยินดีกับเจ้าด้วยน้องสาม”

ลู่เสียนเองก็พลอยยินดีกับน้องสาวไปด้วยเช่นกัน เขาเห็นน้องสาวหมกตัวทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดเย็น ย่อมรู้ถึงความลำบากของนางดี เมื่อนางทำสำเร็จเขาจะไม่รู้สึกยินดีด้วยได้อย่างไร

“พี่รองข้าฝากบอกท่านแม่ด้วยว่าข้าไม่กินข้าวเที่ยง”

“แล้วเจ้าจะไปไหนของเจ้า”

“งานของข้ายังไม่ถือว่าสำเร็จ วงเวทของข้าในยามนี้ มีความสามารถเพียงแค่ดึงพลังกลับคืนมณีเท่านั้น ข้ายังต้องเขียนวงเวทที่มีความสามารถในการดึงความร้อนออกจากพื้นที่แต่ยังรักษาอุณหภูมิของพื้นที่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการเติบโตของพืช 

ข้าคิดว่าควรจะต้องเขียนวงเวทประสานธาตุน้ำด้วยเพื่อเพิ่มความชื้น อากาศรอบ ๆ ถึงจะสมดุลกัน หากทำสำเร็จเร็ว เราก็จะได้ปลูกผักกันเร็วขึ้นนะเจ้าคะ”

ลู่เสียนมองตามน้องสาว แล้วก็ได้แต่พูดไม่ออก เนื้อหาที่น้องสาวเอ่ยออกมา เขาเข้าใจเพียงไม่กี่คำเท่านั้น

“เจ้าช่วยพูดคำง่าย ๆ ให้ข้าเข้าใจด้วยได้หรือไม่” ลู่เสียนตะโกนบอก

“ไว้วันหลังแล้วกันนะเจ้าคะ วันนี้ข้ารีบ”

“เดี๋ยวน้องสาม เจ้ายังมีสิ่งใดให้ข้าช่วยอีกหรือไม่” ลู่เสียนเอ่ยรั้งน้องสาว

“พี่สาม ข้าก็อยากช่วยด้วย”

“ข้าด้วยขอรับ”

ลู่จื้อ ลู่ชิง รวมถึงลู่ฉี แง้มประตูห้องนอนของตนออกมา

จากนั้นจึงค่อย ๆ โผล่ใบหน้าออกมามอง พวกเขาพากันแอบฟังอยู่หลังบานประตูนานแล้ว เมื่อมีโอกาส ทั้งสามจึงพากันเสนอตัวขอมีส่วนร่วมด้วย แม้สองคนจะยังเป็นเด็กเล็ก ส่วนอีกจะคนเป็นคนเจ็บก็ตามที

ลู่ซือมองพี่ชายและน้องชายทั้งหลายของตนด้วยแววตาซาบซึ้ง เพราะเมื่อก่อนทำงานคนเดียวจนชินเลยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่น ถึงได้เผลอมองข้ามพวกเขาเหล่านี้ไป

“งั้นพวกท่านช่วยวัดพื้นที่ให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”

“พื้นที่อะไรหรือน้องสาม”

“พื้นที่บ้านของเรารวมถึงพื้นที่ที่ดินหลังบ้านเจ้าค่ะ วงเวทของข้าต้องมีระยะการทำงานที่ชัดเจน ข้าจึงอยากทราบความยาวและความกว้างของพื้นที่ทั้งหมด” ลู่ซืออธิบายคร่าว ๆ นางต้องการให้วงเวทของนางทำงานครอบคลุมพื้นได้ทั้งหมด

“ได้ พวกข้าจะวัดมาให้เจ้า”

“รบกวนพวกท่านเริ่มวัดด้านยาวตั้งแต่หน้าประตูใหญ่ไปจนสุดกำแพงที่ดินด้านหลัง ส่วนด้านกว้างให้วัดจากริมกำแพงฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง วัดให้ครบทั้งสี่ด้าน ทำได้หรือไม่”

“ง่ายมากน้องสาม พวกข้าทำได้” ลู่เสียนรับปาก ก่อนจะเดินนำคนทั้งหมดออกไป

“หากเหนื่อยต้องรีบหยุดพักก่อน อย่าพากันหักโหมนะเจ้าคะ” ลู่ซือรีบตะโกนบอกคนทั้งหมดด้วยความเป็นห่วง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป