บทที่ 6 วงแหวนประสานระดับสูง
บทที่ 6
วงแหวนประสานระดับสูง
“ท่านแม่ที่หมู่บ้านของเราพอจะมีใครที่สร้างบ่ออิฐได้บ้างหรือไม่เจ้าคะ” ลู่ซือเอ่ยถามขณะที่นางและมารดากำลังช่วยกันตากผ้าอยู่ที่ริมรั้ว
“บ่ออิฐหรือ บ้านเราก็มีอยู่แล้วนี่”
“ข้าอยากได้อีกสักบ่อ ไว้ที่ด้านหลัง ไม่ต้องลึกมาก จะได้มีไว้รดน้ำผักเจ้าค่ะ” นางอธิบายให้มารดาฟัง
“บุตรชายตาเฒ่าหม่าน่าจะพอทำได้อยู่นะ”
“ท่านแม่ไปคุยให้ข้าหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ ให้ทางนั้นเรียกค่าก่อสร้างกับค่าแรงมาได้เลยเจ้าค่ะ หาผู้ช่วยมาด้วยได้ยิ่งดี งานจะได้เสร็จเร็วขึ้น” ยามนี้เหลือสิ่งที่ต้องทำอีกไม่มาก หากสร้างบ่อน้ำเสร็จได้เร็ว จะยิ่งเป็นการดีที่สุด
“ได้ ๆ ไว้แม่ต้มยาให้พี่เจ้าเรียบร้อยจะรีบไปถามให้”
“เช่นนั้นท่านแม่ไปต้มยาเถอะเจ้าค่ะ ผ้าเหล่านี้ข้าจัดการเอง”
เมื่อตากผ้าเรียบร้อยงานในมือลู่ซือจึงว่างลง เพราะวงเวทประสานธาตุไฟและธาตุน้ำของนางนั้นเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้
“เหลือแค่สร้างบ่อน้ำ ปรับหน้าดิน ลงวงเวท ข้าก็จะเริ่มปลูกผักได้แล้ว” ลู่ซือยิ้มอย่างสุขใจ เมื่อนึกถึงเงินทองที่จะไหลมาเทมาในอนาคต
ลู่จื้อและลู่ชิงที่บัดนี้แต่งตัวราวกับคุณชายตัวน้อย ๆ ต่างพากันวิ่งเข้ามาหาผู้เป็นพี่สาว
“พี่สามมีอะไรให้ข้าช่วยอีกหรือไม่” ลู่จื้อเริ่มพูดก่อนเป็นคนแรก
“ข้าก็อยากช่วยด้วย” ลู่ชิงเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า
ตั้งแต่ที่น้องชายทั้งสองได้ช่วยลู่ซือวัดพื้นที่จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พวกเขาก็มักจะวิ่งเข้ามาหานางแล้วของานเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำเสมอ
“มีแน่นอนอนอยู่แล้ว” ลู่ซือตั้งใจเอาไว้แล้วว่า เมื่อถึงยามอู่จะพาพี่ชายและน้องชายไปเรียนรู้การลงวงเวทที่พื้นที่ว่างด้านหลังบ้าน
“ให้ทำอะไรหรือขอรับ ข้ากับน้องห้าพร้อมแล้ว”
“เช่นนั้นไปตามพี่รองกับพี่ใหญ่มาให้พี่สามก่อนเร็วเข้า”
“ได้เลยขอรับ”
เมื่อได้รับคำสั่งเด็กชายทั้งสองก็จับจูงมือพากันวิ่งหายเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว ลู่ซือพอเห็นท่าทางของน้องชายก็ได้แต่มองตามด้วยรอยยิ้มขบขัน
“จะรีบอะไรขนาดนั้นกันล่ะพวกเจ้า”
ไม่นานหลังจากนั้นนักพี่ชายและน้องชายทั้งหมดของนางก็พากันเดินออกมา
“เชิญพวกท่านนั่งลงก่อน”
“น้องสามมีอะไรพี่ช่วย รีบบอกมาเถอะ” ลู่เสียนกล่าว ท่าทางของเหล่าพี่น้องช่างกระตือรือร้นยิ่งนัก
“อีกเดี๋ยวข้าจะไปลงวงเวทที่ด้านหลังบ้าน พวกท่านอยากจะไปดูด้วยกันหรือไม่เจ้าคะ”
“ได้ ข้าไป ๆ” ลู่ฉีรีบเสนอตัวราวกลับกลัวผู้ใดมาแย่ง เขาอยากเห็นวงเวทที่ว่ามานานแล้ว ยามน้องสามวาดมันกับกองไฟก็มักจะเป็นเวลาที่เขากินยาแล้วเผลอหลับไปทุกทีๅ
“ข้ากับน้องก็อยากไปด้วยขอรับ”
“ข้าไป”
“ไปด้วยกันหมดทุกคนนั่นแหละเจ้าค่ะ แต่ยังไม่ใช่เวลานี้”
ที่ลู่ซือเรียกทุกคนออกมาก่อนเวลา เนื่องจากเห็นว่าอีกเดี๋ยวก็จะต้องพากันไปตากแดดในเวลาที่ร้อนจัดของวัน นางจึงอยากให้ทุกคนได้ผ่อนคลายด้วยการกินอะไรเย็น ๆ เสียก่อน
ลู่ซือค่อย ๆ หยิบกล่องไอศกรีมแท่งยี่ห้อดังออกมาจากมิติทั้งหมด 5 แท่ง จากนั้นจึงยื่นมันให้กับพี่ชายและน้องชายทั้งหลาย
“นี่คืออะไรหรือขอรับ” ลู่จื้อพลิกกล่องในมือไปมา แม้ด้านบนกล่องจะมีภาพประกอบของไอศกรีมแปะอยู่ชัดเจน แต่เด็กน้อยในยุคนี้ก็ยังไม่รู้จักมันอยู่ดี
“นี่เรียกว่าไอศกรีมเจ้าค่ะ ทุกคนแกะตามข้านะ” ลู่ซือแกะกล่องไอศกรีมออกให้ทุกคนดูเป็นตัวอย่าง
“เมื่อแกะกล่องออกไปแล้ว ก็จะเห็นห่อด้านใน พอมาถึงตรงนี้ต้องระวังกันหน่อยนะเจ้าคะ ต้องค่อย ๆ ฉีกที่มุมห่อ แบบนั้นแหละเจ้าค่ะ จับที่ไม้ส่วนปลาย เพียงเท่านี้เราก็จะได้ไอศกรีมแท่งแสนอร่อยออกมาแล้ว”
“แล้วอย่างไรต่อหรือพี่สาม” ลู่ชิงที่แกะได้เป็นคนแรกเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“กัดแบบนี้ เคี้ยวเล็กน้อย จากนั้นก็กลืน”
ลู่ชิงยามที่เห็นว่าพี่สาวกัดลงไปที่แท่งดำ ๆ ก็รู้ทันทีว่าเจ้าสิ่งนี้กินได้อย่างแน่นอน พอยิ่งเห็นท่าทางเอร็ดอร่อยของนางแล้ว เขาก็รีบกัดตามลงไปอย่างไม่ลังเล คนอื่น ๆ เมื่อเห็นเช่นนั้นต่างก็ลองทำตามดู
“มันทำจากสิ่งใดกันน้องสาม เหตุใดอร่อยยิ่งนัก” ลู่ฉีชอบเจ้าสิ่งที่เรียกว่าไอศกรีมที่สุด
“มันทำจากหลายอย่างเจ้าค่ะ แต่ส่วนประกอบหลัก ๆ ก็คือช็อกโกแลตและนม พูดไปพวกท่านก็ไม่รู้จักอยู่ดี แต่เอาเป็นว่ามันเป็นของอร่อยก็พอแล้วเจ้าค่ะ” ลู่ซือกล่าวทั้งรอยยิ้ม
“ข้าชอบไอสากีม ที่สุดเลย” ลู่จื้อค่อย ๆ ละเลียดกินอย่างช้า ๆ
“น้องสี่อย่ากินช้าเกินไปนักเล่า มิเช่นนั้นมันจะละลายกลายเป็นน้ำ” ลู่ซือเตือน อากาศยามนี้ร้อนระอุ ทำให้ไอศกรีมพวกนี้อยู่ได้ไม่นานเท่าใด
“เสียดายจริง” ลู่จื้อพูดขึ้นเบา ๆ อย่างเศร้าใจ ของอร่อยเช่นนี้ เขาไม่อยากกินทีเดียวหมด คิดจะกินเพียงครึ่งแท่ง จากนั้นเก็บอีกครึ่งแท่งไว้กินวันพรุ่งนี้
“ที่พี่สามยังมี อีก 4 วันข้างหน้า เรามากินพร้อมกันใหม่อีกที ดีหรือไม่”
ลู่ซือเสนอ ของกินเล่นพวกนี้นางยังมีอีกเยอะ น้องชายของนางอยากกินอีกย่อมต้องได้กิน เพียงแต่นางไม่อยากให้เด็ก ๆ กินมันในทุก ๆ วันเพราะของเหล่านี้เป็นของหวาน กินมากใช่ว่าจะดีต่อร่างกาย
“ได้ขอรับ! พี่สามดีกับข้าที่สุดเลย” ลู่จื้อยิ้มอย่างดีใจ
“ใช่ พี่สามดีจริง ๆ” ลู่ชิ่งรีบเอ่ยสนับสนุน
เด็กน้อยทั้งสองพยักหน้าให้กันอย่างเห็นด้วยที่สุด พี่สาวของพวกเขาช่างดีที่สุดในโลกเลย
หลังจากทุกคนกินไอศกรีมกันหมดเรียบร้อยแล้ว ลู่ซือให้เวลาทุกคนได้นั่งคุยเล่นกันอีกพักหนึ่ง
และเมื่อถึงเวลา เด็กหญิงจึงหยิบร่มคันใหญ่ที่เตรียมเอาไว้ส่งให้เหล่าพี่ชายน้องชาย จากนั้นจึงพากันเดินไปยังจุดหมายปลายทางที่อยู่ด้านหลังบ้าน
“ทุกคนพร้อมหรือไม่เจ้าคะ”
“พร้อม!”
เมื่อเห็นพวกเขาตอบเสียงดังฟังชัด ลู่ซือจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ การที่นำพาพวกเขามาด้วย ก็เพื่อให้พวกเขาได้ลองเรียนรู้ จะได้คุ้นชินกับสิ่งที่นางทำ เผื่อในวันหน้าหากพวกเขาสนใจ ลู่ซือก็ยินดีที่จะสอนให้
“พวกท่านสังเกตหรือไม่เจ้าคะ ว่าอากาศรอบตัวพวกท่านเวลานี้ร้อนมาก และเพราะว่าร้อนมากเช่นนี้จึงทำให้พวกเราปลูกผักกันไม่ได้ ข้าพยายามคิดหาวิธีต่าง ๆ จนพบวิธีที่จะช่วยให้ความร้อนเหล่านี้ลดลง
ข้าเรียกมันว่า วงแหวนประสานระดับสูง ซึ่งเป็นการทำงานสอดประสานกันระหว่างวงเวทธาตุน้ำและวงเวทธาตุไฟเจ้าค่ะ นี่เป็นแบบแปลนที่ข้าวาดขึ้นมา พวกท่านลองดูก่อน”
ลู่ซือยื่นกระดาษแปลนแผ่นใหญ่ไปให้เหล่าพี่ชาย
“ตามภาพที่ข้าวาดเอาไว้ วงเวททั้งหมดถูกเรียกรวมกันว่าวงแหวน ท่านจะเห็นว่าภายในวงแหวน จะมีวงเวทอยู่ทั้งหมด 5 วงด้วยกัน วงตรงกลางที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า วงเวทหลัก ส่วนวงเล็ก ๆ อีก4 วงรอบ ๆ เรียกว่าวงเวทย่อยเจ้าค่ะ”
“ภายในวงเวทหลักของเจ้าซับซ้อนมาก” ลู่ฉีอดไม่ได้ที่จะใช้มือลูบไปตามภาพวาดที่ละเอียดและดูซับซ้อนตรงหน้า
“ใช่เจ้าค่ะ เพราะว่ามันเป็นวงเวทที่มีสองธาตุซ้อนกันอยู่ ธาตุไฟจะเอาไว้ดึงความร้อนบางส่วนเข้าไป ส่วนธาตุน้ำก็จะเป็นตัวปล่อยละอองน้ำขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าออกมา”
“ความร้อนก็เป็นธาตุไฟหรือถึงได้ใช้มณีธาตุไฟดึงพลังได้”
ลู่เสียนเคยเห็นวงเวทที่สามารถดูดเปลวไฟเข้าสู่มณีของน้องสามมาก่อน แต่เขาไม่เข้าใจที่นางบอกว่าจะใช้มันดูดความร้อนได้
“ใช่เจ้าค่ะ ต่อให้ท่านจะอยู่แค่ระดับควบคุม แต่หากท่านสามารถสัมผัสถึงความร้อนเหล่านี้ได้ มันจะกลายเป็นพลัง ๆ หนึ่งที่น่ากลัวมาก”
ลู่ซือไม่อยากจะนึก หากจู่ ๆ อุณหภูมิรอบกายถูกควบคุมให้สูงขึ้นเกินกว่า 100 องศา ขึ้นมา ตัวนางคงได้ไหม้เกรียมยิ่งกว่าไก่ย่าง ใครที่บอกว่าเปลวไฟน่ากลัว ลู่ซือกลับคิดว่าไฟที่มองไม่เห็นต่างหากเล่าที่น่ากลัวยิ่งกว่า
“กลับมาที่เรื่องของวงเวทต่อนะเจ้าคะ ต่อไปข้าจะเริ่มวาดวงเวทหลัก อาจจะใช้เวลานานสักหน่อย ส่วนวงเวทย่อยนั้นข้าได้วาดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้
พวกท่านลองดูในแปลนจะเห็นว่าวงเวทหลัก มีช่องว่างไว้ใส่มณีธาตุถึง 3 ช่อง ตรงกลางข้าจะใส่เป็นมณีธาตุไฟระดับสูงที่หมดพลังไปแล้ว อีก 2 ช่องที่เหลือจะใส่เป็นมณีธาตุน้ำระดับสูงที่พลังยังไม่หมด เพียงเท่านี้วงเวทหลักก็จะเสร็จสมบูรณ์”
“แล้ววงเวทย่อยที่เจ้าว่าไม่เห็นมีช่องว่างไว้ใส่มณีเลยล่ะ”
“ในส่วนของวงเวทย่อยจะทำงานโดยใช้พลังจากวงเวทหลักเจ้าค่ะ จึงไม่จำเป็นต้องมีมณีธาตุ”
“เป็นเช่นนี้เอง”
“ข้าวาดสำเร็จแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะใส่มณีลงแล้วนะเจ้าคะ ตั้งใจดูดี ๆ ล่ะ”
ลู่ซือใส่มณีธาตุลงไปในช่องว่าง เมื่อวงเวทสมบูรณ์ สายเส้นสีขาวแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าในบางส่วน ไม่นานอีกส่วนที่เหลือของวงเวทก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเหลืองอ่อน ๆ จนแทบมองไม่เห็นสีขาว วงเวทย่อยเองก็เรืองแสงครบทั้ง 4 วงแล้วเช่นกัน
เมื่อเกิดการทำงานครบทั้งวงแหวน วงเวททั้งหมดจึงค่อย ๆ ลอยตัวขึ้นสูง ไปหยุดอยู่เหนือพื้นดินประมาณ 500 เมตร ก่อนจะค่อย ๆ จางหายไป
“หายไปที่ใดแล้ว” ลู่ชิงถามอย่างตื่นเต้น
“มันไม่ได้หายไปไหนหรอกน้องห้า วงเวทเหล่านี้ก็เหมือนวงเวทที่บ่อน้ำของบ้านเรา” ลู่ซืออธิบาย
ศาสตร์การเขียนวงเวทยังไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นในยุคโบราณแห่งนี้ และนางยังไม่พร้อมจะให้ผู้อื่นได้รับรู้ความสามารถเหล่านี้ด้วย จึงจำต้องปกปิดเอาไว้ก่อนอย่างช่วยไม่ได้
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
“น้องรอง น้องสาม น้องสี่ น้องห้า พวกเจ้ารู้สึกหรือไม่ เหตุใดอากาศก็ดีขึ้นไม่ได้ร้อนมากอีกแล้ว”
“จริงด้วยขอรับ”
ลู่ซือยิ้มก่อนจะเป็นฝ่ายตอบว่า
“นั่นแสดงให้เห็นว่า วงแหวนประสานของข้าสำเร็จน่ะสิเจ้าคะ”
ต่อไปนี้พื้นที่ที่อยู่ในเขตวงแหวน ต่อให้อากาศร้อนที่สุดก็จะไม่มีทางเกิน 30 องศาเซลเซียส เพราะวงเวทธาตุไฟของนางจะคอยควบคุมไม่ให้อุณหภูมิโดยรอบสูงเกิน 30 องศา
หากสูงเกินกว่านั้น ความร้อนจะถูกดึงมาเก็บไว้ในมณีธาตุ และเพื่อให้ได้ผลการทดลองที่แน่นอน ลู่ซือจึงหยิบเทอร์โมมิเตอร์ออกมาจากมิติ เพื่อวัดอุณหภูมิ จึงพบว่าอุณหภูมิอยู่ที่ 30 องศา พอดิบพอดี
“แปลว่าต่อไปเราก็สามารถปลูกผักได้แล้วหรือ”
“ถูกต้องเลยเจ้าค่ะ พี่ใหญ่”
“แบบนี้ดียิ่ง”
“พวกเรากลับเข้าบ้านกันเถิด เที่ยงนี้ข้าเลี้ยงข้าวพวกท่านเอง”
คนทั้งหมดต่างเดินกลับมาด้วยสีหน้าและท่าทางที่แสนมีความสุข
“พวกเจ้าอยู่นี่เอง แม่ก็นึกว่าพากันหายไปที่ใด”
“ท่านแม่กลับมานานหรือยังขอรับ”
“เพิ่งมาถึงสักครู่นี้เอง ซือซือแม่ไปถามความมาให้เจ้าแล้ว บุตรชายตาเฒ่าหม่ารับทำ เขาคิดค่าแรงวันละ 40 อีแปะ มีบุตรชายมาช่วยด้วยอีก 2 คน พวกเขาบอกว่าบ่ออิฐของเจ้าทำเพียงวันเดียวก็เรียบร้อย เพียงแต่พวกเราจะต้องเข้าเมืองไปซื้ออิฐกับปูนขาวมาเอง”
“ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ”
“ประเดี๋ยวแม่เข้าเมืองไปกับลู่เสียนวันนี้เลยแล้วกัน แม่อยากไปซื้อพวกไข่กับผักมาติดบ้านไว้สักหน่อย”
ลู่ซือเมื่อได้ฟังก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับความคิดของมารดา
“ได้เจ้าค่ะ ท่านแม่ นี่เงินทั้งค่าของที่ท่านจะซื้อและค่าแรงของช่าง ข้าให้ท่านจัดการทั้งหมด อ่อ ข้าฝากซื้อเมล็ดผักบุ้งเพิ่มด้วยสัก 3 จินนะเจ้าคะ หากเงินเหลือให้ท่านเก็บไว้กับตัวเลยไม่ต้องนำมาคืนข้า”
ลู่ซือยื่นเงินให้มารดา 2 ตำลึงทอง
“ที่เจ้าให้แม่ไว้ แม่ยังไม่ได้ใช้สักอีแปะเลยนะ”
“รับไว้เถิดเจ้าค่ะ เงินข้าก็คือเงินท่านเช่นกัน” ลู่ฟางจึงจำใจรับเงินลูกสาวมาเก็บไว้
“พี่รองนี่ 5 ตำลึงเงิน ฝากท่านซื้อพู่กันกับแท่นฝนหมึกให้พี่ใหญ่ เงินที่เหลือซื้อกระดาษมาเก็บไว้แบ่งกันใช้ก็ได้เจ้าค่ะ” พี่ใหญ่ของนางอยากเรียนหนังสือจำเป็นต้องใช้ของเหล่านี้เช่นกัน
“ขอบใจน้องสาม ข้าจะตั้งใจเรียนไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง”
ลู่ฉีกล่าวขอบคุณน้องสาวอย่างซาบซึ้งใจ
“ท่านแม่ พี่รอง พวกท่านอย่าเพิ่งไปกันนะเจ้าคะ อยู่กินข้าวเที่ยงด้วยกันก่อน”
ลู่ซือทำตามสัญญาที่ให้ไว้ นางหยิบไก่ทอดผู้พันถังใหญ่ มันฝรั่งทอดและนักเก็ตไก่ยี่ห้อตัวเอ็มสีเหลืองออกมาหลายกล่อง
“กินกันให้เต็มที่เลยนะเจ้าคะ”
อาหารเหล่านี้เป็นของที่ ดร.ลู่ ซื้อเตรียมไว้เลี้ยงฉลองให้ลูกน้องในวันถัดไป ตั้งใจกดสั่งล่วงหน้าผ่านเดลิเวอรี่ แต่ดันใส่วันผิด อาหารชุดใหญ่ถึงได้มาส่งผิดเวลา ทำให้นางต้องนำทั้งหมดใส่เข้ามิติเอาไว้อย่างช่วยไม่ได้
“เหตุใดต้องกินดีเช่นนี้ มีอะไรที่แม่ยังไม่รู้หรือไม่” ลู่ฟางถามด้วยความงงงวย
“น้องสามปรับปรุงพื้นที่เพาะปลูกสำเร็จแล้วน่ะขอรับ อีกหน่อยเราจะได้ปลูกผักขายกันแล้ว”
ลู่ฉีเอ่ยอธิบายกับมารดา
“ดียิ่ง” ลู่ฟางเมื่อได้ยินก็พลอยยินดีไปด้วย
คนทั้งหมดต่างกินอาหารตรงหน้าอย่างมีความสุข แม้จะทุลักทุเลไปบ้างแต่ก็ได้ลู่ซือช่วยสอนและอธิบายวิธีกิน อาหารมื้อนี้จึงผ่านไปได้อย่างราบรื่นและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
บ่ออิฐขนาดไม่ใหญ่ ก่อสร้างเสร็จสิ้นภายในเวลาเพียงวันเดียวอย่างที่บุตรชายตาเฒ่าหม่าได้กล่าวเอาไว้ วันนี้นางจะเติมน้ำลงบ่อ พร้อมทั้งปรับหน้าดิน พรุ่งนี้ถึงจะลงมือปลูกผักได้ตามที่ตั้งใจ
“พี่ใหญ่แขนท่านหายดีแน่แล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ขยับได้ดีแล้วล่ะ”
เวลาผ่านไปยังไม่ถึงจะครึ่งเดือนดี กระดูกแขนที่หักและบาดแผลตามร่างกายของลู่ฉีล้วนหายดีเป็นปกติ นี่คือข้อดีของผู้ฝึกฝนพลังธาตุดิน ร่างกายของพวกเขาจะมีความแข็งแรงเปี่ยมด้วยพลังกายมากกว่าผู้อื่นหลายเท่าตัว
“ดีเลยเจ้าค่ะ วันนี้ต้องปรับหน้าดินกันเล็กน้อย คงต้องรบกวน พวกท่านกันสักหน่อย” ลู่ซือกล่าวกับพี่ชายทั้งสอง
“ไม่มีปัญหา งานใช้แรงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกข้าเถอะ”
“ว่าแต่น้องชายทั้งสองของข้าไปไหนหรือเจ้าคะ ข้าเข้าห้องไป ประเดี๋ยวเดียว ออกมาเด็กน้อยก็ไม่อยู่เสียแล้ว”
“ป้าหลัวที่อยู่บ้านข้าง ๆ มาชวนท่านแม่ไปจับปลาที่ลำธารน่ะสิ น้อง ๆ เลยขอตามไปด้วย”
ลู่เสียนอธิบาย อันที่จริงแล้วตัวเขากับลู่ฉีก็อยากจะตามไปด้วยเช่นกัน แต่ท่านแม่กลับไม่ยินยอม นางสั่งให้พวกเขาทั้งสองอยู่เป็นเพื่อนน้องสาว เผื่อนางต้องการความช่วยเหลือ
“ไม่อันตรายหรือเจ้าคะ”
ลู่ซือจำได้ว่าน้องชายเคยบอกเอาไว้ว่าลำธารเป็นสถานที่อันตราย ท่านแม่เป็นเพียงหญิงอ่อนแอ อาจจะดูแลเด็กซนทั้งสองไม่ไหว
“ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่น้ำในลำธารแห้งจนลงไปเดินย่ำได้ ชาวบ้านเลยพากันไปจับปลามากิน”
ลู่ซือพยักหน้าเข้าใจ ตั้งแต่นางทะลุมิติมาที่นี่น้อยครั้งจึงจะก้าวขาออกจากบ้าน ยิ่งบ้านของนางมีรั้วอิฐสูงล้อมรอบราวกับป้อมปราการที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย ทำให้ลู่ซือไม่ค่อยได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายนอกเท่าใดนัก
“เป็นเช่นนี้เอง”
“น้องสามเราต้องปรับหน้าดินกันเช่นไร บอกข้า ข้าจะได้ทำให้” ลู่เสียนเอ่ยถาม
“พวกท่านสามารถเตรียมดินทำเป็นแปลงได้หรือไม่ ข้าอยากได้เป็นแถวยาวเรียงกันสัก 4 แถว”
“ไม่มีปัญหา” พี่ชายทั้งสองหยิบจอบแล้วเดินไปเตรียมดินให้ได้อย่างที่น้องสาวต้องการ
ทุกคนตรงนี้ ล้วนมีงานเป็นของตัวเอง ลู่ซือเองก็เช่นกัน นางเดินไปกลับไปยังบ่ออิฐ ก่อนจะยื่นหน้ามองลงไปที่ก้นบ่อ บ่อน้ำบ่อนี้ลึกประมาณ 6-7 เมตร ตามแบบที่ตัวนางต้องการไม่ผิดเพี้ยน
มือเรียวเล็กค่อย ๆ จับด้ามปากกาเวท แล้วเริ่มลงมือวาดวงเวทธาตุน้ำ สายควบคุมระดับกลางขึ้นมาหนึ่งวง วงเวทลักษณะนี้ในโลกเดิมของลู่ซือถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้ในการเกษตรโดยเฉพาะ วงจรการทำงานถูกสร้างให้สามารถค้นหาน้ำที่อยู่ใต้ดินในระยะไกลได้
เด็กหญิงใส่มณีธาตุน้ำลงไปตรงกลางวงเวท วงจรจึงเริ่มทำงานด้วยความรวดเร็ว ที่ก้นบ่อจึงปรากฏกระแสน้ำสายเล็ก ๆ ผุดซึมลึกขึ้นมา ลู่ซือจึงรีบหยุดวงจรเวททันที
สายน้ำเล็ก ๆ ยังคงผุดขึ้นที่ละน้อยต่อไป แม้จะไม่มีการทำงานของวงเวทแล้ว เนื่องจากชั้นน้ำใต้ดินบางส่วนถูกย้ายมาอยู่ที่ด้านใต้ของของบ่อ ยามนี้บ่อน้ำของนางจึงเปรียบเสมือนก็อกน้ำที่เปิดแง้มอยู่เล็กน้อย และตราบใดที่ยังมีน้ำอยู่ใต้ดิน สวนผักของบ้านนางก็จะมีน้ำไว้ใช้ได้อย่างไม่คลาดแคลน
“น้องสามต้องการใหญ่กว่านี้หรือไม่”
พี่ชายทั้งสองเองต่างก็ทำงานด้วยความเร็ว แปลงดิน เสร็จเรียบร้อยตามที่ลู่ซือต้องการแล้วทั้งสิ้น 2 แปลง
“เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ” ลู่ซือตะโกนบอก
“พี่ใหญ่มาตรงนี้สักครู่เจ้าค่ะ” ลู่ฉีวางจอบในมือลง แล้วเดินเข้ามาหาน้องสาว
“พี่ใหญ่ธาตุดินของท่านอยู่ในระดับควบคุมขั้นต่ำใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ใช่แล้วน้องสาม มีอันใดหรือ”
“ข้าต้องการให้ท่านพรวนดินแปลงนี้ให้ข้าสักหน่อย” พลังธาตุดินของลู่ฉี มีประโยชน์ต่อนางเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงไม่เปลืองแรงแต่ยังเป็นการช่วยพี่ใหญ่ฝึกฝนพลังไปในตัว
“ข้าไม่เคยทำมาก่อน” ลู่ซืองุนงง เพียงแค่ควบคุมดินตรงหน้าเหตุใดไม่เคยทำมาก่อน
“ยามปกติพี่ใหญ่ฝึกฝนพลังเช่นไร”
“ส่วนใหญ่ข้าจะยกของที่หนัก ๆ พร้อมทั้งวิ่งไปด้วย”
ลู่ฉีตอบอย่างมั่นใจ ผู้ใช้พลังดินนอกจากร่างกายทนทานและมีพละกำลังเยอะแล้วก็ไม่มีประโยชน์อื่นอีก จึงเป็นธาตุที่มักถูกผู้อื่นดูถูกว่าไร้ประโยชน์เสมอ การเลื่อนพลังขึ้นแต่ระดับของพวกเขาเหล่านี้ คือการทำตัวไม่ต่างจากกระสอบทราย ไม่โดนซ้อมจนยับเยินก็ทำงานหนักราวกับตัวเองเป็นเครื่องจักร
“ไม่ถูกหรือ” ลู่ฉีเอ่ยขึ้นอย่างเกรงกลัว เมื่อเห็นว่าใบหน้าน้องสาวมืดครึ้มราวกับจะฉีกเนื้อของเขา
“เสียของที่สุด พี่ใหญ่ฟังข้า ธาตุดินของท่านมีค่ามากกว่าแค่เรื่องพละกำลัง ที่ที่เรายืนอยู่คือผืนแผ่นดินอันยิ่งใหญ่ ใต้ฝ่าเท้าของเราเป็นดินทั้งนั้น พลังระดับแรกชื่อก็บอกอย่างชัดเจนว่าควบคุม เหตุใดถึงได้คิดว่าจะควบคุมพวกมันไม่ได้เล่า”
“แต่ไม่เคยมีผู้ใดทำมาก่อน” ลู่ฉีว่ากล่าวเสียงเบา
“งั้นท่านก็ทำซะ ไม่ลองจะรู้ได้อย่างไรว่าทำไม่ได้” เมื่อเห็นว่าน้องสาวกล่าวราวกับเชื่อมั่นในตัวเขา ลู่ฉีจึงเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น
“ได้ ข้าจะลอง!”
“ดีมาก เอาล่ะเริ่มได้” นางจะปั้นให้เขาเป็นผู้ใช้พลังธาตุดินสุดแข็งแกร่งให้ได้เลยคอยดูเถอะ
“น้องสาม ขะ ข้าต้องเริ่มเช่นไร”
ลู่ซือแทบหน้ามืด เมื่อได้ยินคำถามของพี่ชาย
พลางทำใจคิดเสียว่านี่เป็นวิชาพลังธาตุและการใช้พลังระดับต้นที่เคยเรียนสมัยมัธยม
“ตั้งแต่ปลุกพลังขึ้นมา ท่านรู้สึกอยู่ตลอดหรือไม่ ว่าในร่างกายมีพลังสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ในตัว”
“ใช่แล้ว ท่านปู่บอกว่าพลังที่ข้ารู้สึกอยู่ตลอดคือพลังธาตุของข้า”
“เช่นนั้นท่านลองตั้งสมาธิให้นิ่งสิ แล้วท่านจะรับรู้ได้ถึงพลังของดินโดยธรรมชาติที่อยู่รอบตัวของท่าน”
ลู่ฉีลองทำตามที่น้องสาวบอก ในคราแรกเขายังไม่สามารถรับรู้สิ่งใดได้ แต่หลังจากตั้งสมาธิให้นิ่งยิ่งกว่าเดิม เขาก็เริ่มรับรู้ได้ว่านอกจากพลังในกาย ยังมีพลังที่เหมือนกันกับภายในกายเขารอบ ๆ ตัว โดยเฉพาะที่พื้นใต้เข้าหรือที่แปลงผักของน้องสาม
“ให้ท่านคิดว่ามันคือส่วนหนึ่งของร่างกาย เมื่อท่านหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพลังเหล่านี้ท่านก็จะสามารถควบคุมมันได้ ลองดูสิ”
ลู่ฉีนิ่งอย่างใช้สมาธิ ไม่นานก้อนดินเล็ก ๆ ตรงหน้าของเขาก็เริ่มขยับเล็กน้อย
“น้องรอง น้องสาม เจ้าดู ข้าทำให้ดินตรงหน้าขยับได้” ลู่ฉีตะโกนเสียงดังด้วยความดีใจ ลู่เสียนที่ขุดดินอยู่ไม่ไกล ได้ยินพี่ใหญ่ตะโกนเสียงดังก็ทิ้งจอบวิ่งเข้ามาหาด้วยความรวดเร็ว
“เกิดอันใดขึ้น!”
“น้องรอง ข้าควบคุมดินได้แล้ว”
“จริงหรือพี่ใหญ่”
ลู่เสียนแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่พี่ชายบอกหากไม่เห็นกับตาตัวเองว่า ขณะที่พี่ชายของเขากระโดดไปมาอย่างดีใจ ก้อนดินรอบกายของเขากลับลอยตัวขึ้นมาราวกับกำลังแสดงความยินดีไปด้วยเช่นเดียวกัน
ลู่ซือส่ายหัวอย่างอ่อนใจให้กับพี่ชายซื่อบื้อตรงหน้า เกรงว่าแปลงดินของนางคงต้องอาศัยวงเวทในการพรวนดินให้เสียแล้ว
