บทที่ 7 บ้านของเธอหาใช่ ที่พักพิงเหล่าต้นไม้ตกยาก
บทที่ 7
บ้านของเธอหาใช่
ที่พักพิงเหล่าต้นไม้ตกยาก
ณ จวนจวิ้นอ๋อง เมืองหลวง
กลางดึกคืนหนึ่งภายในจวนจวิ้นอ๋องอันโอ่อ่า บัดนี้ทั้งจวนปกคลุมไปด้วยความตรึงเครียด ข้ารับใช้ทั้งหลายต่างไม่มีใครกล้าข่มตานอนหลับ เมื่อตอนยามซวี ซื่อจื่ออาการกำเริบ ล้มป่วยหนักโดยที่ไม่มีผู้ใดได้ทันคาดคิด ในใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
หากซื่อจื่อเป็นอะไรแม้เพียงนิดเดียว เกรงว่าทั้งจวนจะมิอาจรับโทสะครั้งใหญ่ของท่านอ๋องได้
“ข้าน้อยได้ทำการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วขอรับ สาเหตุที่อาการของซื่อจื่อ กำเริบหนักขึ้นมาอย่างกะทันหันเป็นผลมาจากระดับพลังของซื่อจื่อเลื่อนขึ้นมาเป็นระดับทะลวงขั้นต่ำขอรับ”
หมอหลวงหวังกล่าวชี้แจงให้ผู้เป็นนายได้รับฟังด้วยความระมัดระวัง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่ออันเกิดจากความตื่นตะหนกและความตื่นกลัว
“มีหนทางรักษาหรือไม่”
พระชายามองบุตรชายด้วยแววตาแฝงไปด้วยความรู้สึกสงสารและเศร้าเสียใจ ใบหน้างดงามเลอะไปด้วยคราบน้ำตา บุตรชายเพียงคนเดียวของนางช่างอาภัพ แม้จะได้ครอบครองพลังที่มากกว่าผู้อื่นหลายเท่าตัว
แต่นั่นกลับไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสักเท่าไร เพราะร่างกายมิอาจรองรับพลังอันมหาศาลได้ หมอหลวงเองก็มิอาจรักษาให้หายขาดทำได้เพียงประคองอาการไปเรื่อย ๆ ยิ่งตัวของเขามีระดับพลังธาตุมากขึ้นเท่าใด พลังชีวิตก็จะยิ่งถดถอยลงไปมากเท่านั้น
“ต้องเพิ่มสมุนไพรเพลิงอัคคีลงไปในเทียบยาให้มากขึ้นขอรับ”
เพลิงอัคคีเป็นสมุนไพรธาตุไฟระดับกลาง มีฤทธิ์ช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ดี ส่วนใหญ่ใช้เพื่อลดอาการไข้ในผู้ป่วยที่มีธาตุไฟ เพียงแค่นำรากที่มีฤทธิ์อ่อนที่สุดมาบดละเอียดก็เป็นอันใช้ได้
แต่เมื่อต้องนำมาใช้รักษาอาการป่วยของจวิ้นอ๋องซื่อจื่อ หมอหลวงกลับต้องใช้ทุกส่วนของสมุนไพรและการใช้งานแต่ละครั้งล้วนต้องใช้มากกว่าหนึ่งต้นจึงจะสามารถบรรเทาอาการให้เบาลงได้
“ก็รีบไสหัวไปเพิ่มมาสิ เจ้าจะรออะไรอีก”
จวิ้นอ๋องตะคอกออกมาเสียงดังด้วยความโมโห บุตรชายเพียงคนเดียวของเขานอนทรมานไม่ได้สติอยู่บนเตียง แต่หมอหลวงพวกนี้กลับทำงานล้าช้าไม่ทันใจ
“ขอรับ ข้าน้อยจะไปจัดเตรียมยาประเดี๋ยวนี้”
หมอหลวงรีบคลานออกไปด้วยความสั่นกลัว โทสะของจวิ้นอ๋อง มิใช่ใครจะสามารถทนรับไหว
“ท่านอ๋อง อี้เอ๋อร์จะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ใบหน้างดงามของพระชายาเปื้อนเปรอะไปด้วยคราบน้ำตา ท่านอ๋องทำได้เพียงรั้งภรรยาเข้าสู่อ้อมกอด พลางลูบหลังไปมาเพื่อปลอบประโลม
“อี้เอ๋อร์ของเราต้องไม่เป็นอะไร เจ้าอยู่ดูแลอี้เอ๋อร์แทนข้าก่อน ข้าจะไปเข้าเฝ้าเสด็จพี่ เสร็จแล้วจะรีบกลับมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”
ยามบุตรชายไม่ได้สติเช่นนี้ ตัวเขาเองก็ไม่ได้อยากจากไปไหน เพียงแต่สมุนไพรเพลิงอัคคีนั้นไม่ได้หาได้โดยง่าย ที่มีอยู่ตามร้านสมุนไพรล้วนถูกจวนอ๋องกว้านซื้อมาแทบทั้งหมดแล้ว
ครั้งนี้จึงจำต้องเข้าวังหลวงเพื่อทูลขอต้นเพลิงอัคคีที่ถูกดูแลอย่างดีในสุสานปฐมกษัตริย์มาจากผู้พี่ชายอย่างช่วยไม่ได้
หมู่บ้านชายแดน
และแล้ววันแห่งการรอคอยก็มาถึงทุกคนต่างมารวมตัวกันอยู่ที่แปลงดินหลังบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ แม้แต่ท่านแม่เองก็ขอตามมาด้วยเช่นกัน
“แปลงดินทั้ง 4 แปลง ข้าตั้งใจว่า สองแปลงแรกจะปลูกผักกวางตุ้ง และผักคะน้า อีกสองแปลงที่เหลือข้าจะปลูกเป็นผักบุ้งเจ้าค่ะ” ลู่ซือชี้แจงให้สมาชิกในครอบครัวฟังถึงความต้องการของนาง
ในคราแรกนั้นลู่ซือตั้งใจจะปลูกพืชทั้งหมด 4 ชนิดตามที่ได้ซื้อมา แต่พอลองทบทวนวิธีการปลูกแตงกวาตามที่เคยได้เห็นมาในชีวิตก่อน ก็พบว่าการปลูกแตงกวานั้นค่อนข้างจะยุ่งยากกว่าผักชนิดอื่น การเจริญเติบโตต้องอาศัยสิ่งอื่นมายึดเกาะ
นางจึงได้เปลี่ยนความตั้งใจ ปลูกเป็นผักอย่างอื่นแทน ส่วนเมล็ดของแตงกวานั้น ลู่ซือจะเก็บเอาไว้ก่อน เมื่อนำเมล็ดผักทั้งหลายลงแปลงเรียบร้อยแล้ว ถึงจะค่อยปลูกแตงกวาในภายหลัง ที่บริเวณติดกับกำแพงรั้ว จากนั้นจะถักตาข่ายไล่ลงมาตามแนวกำแพงอีกที เพื่อให้ลำต้นของแตงกวามีที่ยึดเกาะ
“เอาตามที่เจ้าว่าเลยลูก บ้านเราไม่เคยมีใครปลูกผักก่อน ต้องพึ่งเจ้าแล้ว” ลู่ฟางรู้สึกไม่ดีสักเท่าไร ตัวนางเป็นแม่แท้ ๆ แต่กลับต้องคอยพึ่งพาลูกสาวที่ยังเล็ก
“ท่านแม่ไม่ต้องคิดมากเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่เป็นผู้เริ่มให้เท่านั้น ส่วนผู้ที่จะทำต่อคือพวกพี่ ๆ ของข้าต่างหาก ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ลู่ซือกล่าวกับท่านแม่จบแล้วจึงหันไปมองพี่ชายทั้งสองด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน หลังจากที่ลงเมล็ดเรียบร้อย หน้าที่รดน้ำและดูแลผัก นางจะให้พี่ชายทั้งสองเป็นคนทำทั้งหมด
“ใช่ขอรับท่านแม่ งานใช้กำลังให้ข้ากับพี่ใหญ่จัดการเถอะ”
“เช่นนั้นก็ดีแล้วล่ะ”
“เอาล่ะเจ้าค่ะ วันนี้เราจะลงเมล็ดผักกวางตุ้งกับผักบุ้งก่อนนะเจ้าคะ ส่วนผักคะน้าจะมาลงเมล็ดในอีก 3 วันข้างหน้า”
“เพราะเหตุใด ใยไม่ลงเมล็ดพร้อมกันไปเลย” ลู่ฉีถามด้วยความสงสัย
“ข้อนี้ข้ารู้ เพราะน้องสามตั้งใจจะให้กวางตุ้งกับคะน้าพร้อมเก็บเกี่ยวไปขายได้ในเวลาใกล้เคียงกันถูกหรือไม่” ลู่เสียนกล่าวขึ้นด้วยความมั่นใจ
“พี่รองเก่งมาก ๆ เลยเจ้าค่ะ” ลู่ซือตั้งใจไว้แบบนั้นจริง ๆ นางกะระยะเวลาคร่าว ๆ ในการเก็บเกี่ยวผักในแปลงรวมกับนำไปขายจะใช้เวลาประมาณ 3 วัน ผักคะน้าแม้จะนำเมล็ดลงแปลงทีหลังแต่โตไวกว่าผักกวางตุ้ง จึงทำให้สามารถเก็บไปขายได้ก่อน หลังจากขายคะน้าหมดแล้ว ผักกวางตุ้งก็พร้อมเก็บไปขายได้พอดี
“ข้าไม่เก่งหรอก ตอนข้าไปซื้อเมล็ดพันธุ์ให้เจ้า เถ้าแก่เจ้าของร้านกำลังพูดให้ลูกค้าอีกคนฟังพอดี ข้าจึงจำมา”
“ยังไงข้าก็ว่าพี่รองของข้าเก่งอยู่ดีเจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่ต้องมาแกล้งชมข้าหรอกน้องสาม” ลู่เสียนเขินอายหลังถูกน้องสาวชมจนใบหน้าและใบหูเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
ลู่จื้อและลู่ชิง ที่ยืนอยู่ด้านข้าง ทำได้เพียงมองพี่ชายคนรองด้วยสายตาอิจฉา พวกเขาทั้งคู่ก็อยากโดนพี่สาวชมเช่นนี้เหมือนกันนะ
“แล้วผักบุ้งล่ะลูก”
เห็นบุตรชายเอ่ยถึงเพียงผักคะน้าและผักกวางตุ้ง ลู่ฟางจึงถามถึงผักบุ้งขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ผักบุ้งโตไวกว่าเจ้าค่ะ 25 วันก็สามารถเก็บไปขายได้แล้ว หลังเราเก็บผักกวางตุ้งไปขาย ผักบุ้งที่เราจะปลูกรอบ 2 ก็คงพร้อมเก็บขายได้พอดี”
ลู่ฟางพยักหน้าเข้าใจเมื่อบุตรสาวชี้แจงให้นางฟังอย่างละเอียด
“แม่เข้าใจแล้ว”
“พวกท่านตั้งใจฟังข้านะเจ้าคะ เราจะค่อย ๆ หยอดเมล็ดผักลงไปในแปลงดิน โดยเว้นระยะห่างเล็กน้อย พวกท่านหยอดเมล็ดให้เรียงเป็นแถวไปเรื่อย ๆ เวลาที่ผักโต ยามเก็บไปขายจะได้เก็บได้ง่ายขึ้นเจ้าค่ะ”
เมื่อเข้าใจทุกอย่างดีแล้ว ทุกคนจึงช่วยกันคนละไม้คนละมือหยอดเมล็ดลงไปในดินอย่างตั้งใจ โดยหวังว่าเมล็ดผักที่ตนปลูกลงไปจะสามารถเติบโตเป็นผักอวบ ๆ น่ารับประทานได้
หลังจากลงเมล็ดจำเสร็จเรียบร้อย ลู่ซือจึงเดินไปที่บ่อน้ำ นางทำเป็นล้างไม้ล้างมือ แต่ที่จริงแล้วกลับแอบปล่อยพลังธาตุพฤกษาลงไปในบ่อให้พอเกิดเป็นกระแสพลังจาง ๆ ภายในน้ำ
ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะว่าในยุคนี้ยังไม่มีใครทำปุ๋ยขึ้นมา ลู่ซือจึงต้องใช้พลังของตัวเองเป็นปุ๋ยให้ผักเหล่านี้แทนไปก่อน
“รดน้ำสัก 1 รอบแล้วกันเจ้าค่ะ” ลูซือหันไปบอกพี่ชายทั้งสอง ทั้งคู่จึงรีบวิ่งไปตักน้ำมารดแปลงผักตามคำสั่งของน้องสาว
“ท่านแม่กับน้องไปล้างเนื้อล้างตัวกันก่อนเถิด หากเสร็จแล้วพวกข้าจะรีบตามไป” ลู่ฉีตะโกนบอกทุกคน
“พี่สามพวกข้าขออยู่รดน้ำผักด้วยได้หรือไม่ขอรับ” เด็กน้อยทั้งสองยืนมองพี่สาวด้วยสายตาอ้อนวอน
“นะขอรับ พวกข้าจะตั้งใจทำอย่างดี”
“เอาสิ ช่วยกันหลาย ๆ คนจะได้เสร็จไว ๆ แต่พวกเจ้าห้ามตักน้ำเองโดยเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”
ลู่ซือกล่าวเตือนน้องชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง นางไม่ว่าหากพวกเขาต้องการที่จะช่วยเหลืองานเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สิ่งใดที่เป็นอันตราย นางย่อมไม่ยินยอมให้น้องชายต้องเสี่ยงเด็ดขาด
“ขอรับ!”
เมื่อเห็นน้องชายรับคำ ลู่ซือจึงค่อยวางใจ หันหลังเดินกลับเข้าบ้านไป
“เห็นพวกเจ้าทำงานกันเหน็ดเหนื่อยแม่เลยทำกับข้าวไว้หลายอย่างเชียวรีบกินเถอะ” ลู่ฟางกล่าวพลางยื่นตะเกียบให้
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“ขอบคุณขอรับ”
“พวกเจ้า กินเยอะ ๆ หน่อย”
เด็กทั้งห้าต่างพุ้ยข้าวเข้าปากคำโต ครึ่งวันเช้าทุกคนต่างใช้แรงไปจนเกือบหมด ยามนี้ถึงได้รู้สึกหิวมากกว่าปกติหลายเท่า
“น้องสามพวกเราสี่คนตกลงกันแล้วว่า ข้ากับน้องรองจะผลัดกันรดน้ำคนละวัน ส่วนน้องสี่และน้องห้า จะมาช่วยพวกข้ารดน้ำรอบเย็นของทุกวัน”
“เรื่องนี้พวกท่านจัดการกันได้เลยเจ้าค่ะ” ไม่ว่าพวกเขาจะแบ่งหน้าที่กันอย่างไรลู่ซือล้วนเห็นด้วยทั้งสิ้น
หลังจากกินข้าวเที่ยงกันเรียบร้อย พี่ชายทั้งสองของนางต่างแยกย้ายกันไปฝึกฝนพลัง ส่วนน้องชายทั้งสองก็พากันหัดเขียนอักษรอยู่ภายในห้อง ท่านแม่เองก็กำลังนั่งเย็บผ้าอยู่เช่นกัน
ทุกคนล้วนมีเรื่องต้องทำ ยกเว้นตัวนาง ลู่ซือในตอนนี้ว่างจนเริ่มเบื่อ
“ท่านแม่ข้าออกไปเดินเล่นสักครู่” นางเอ่ยขออนุญาตมารดา
“พาพี่เจ้าไปด้วยสักคนสิ” ลู่ฟางรู้สึกไม่วางใจหากปล่อยบุตรสาวออกไปเพียงผู้เดียว
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ข้าไปไม่ไกลหรอก”
“ตามใจเจ้าก็แล้วกัน”
ลู่ซือเดินเตร็ดเตร่ออกมาจากบ้าน ตามความทรงจำดั้งเดิมหมู่บ้านแห่งนี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ เท่านั้น ไม่มีที่ทางให้ไปเท่าใดนัก
“ไปแถวลำธารก็แล้วกัน” เมื่อคิดได้ลู่ซือจึงเดินเลี้ยวไปทางลำธารที่ว่าในทันที
ลำธารแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน มีความสำคัญพอสมควรสำหรับชาวบ้าน เพราะน้ำจากลำธารถือเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้หลักของคนที่นี่เลยก็ว่าได้
“น้ำแห้งขนาดนี้เลยหรือนี่” ลู่ซือตกใจเล็กน้อยให้กับภาพที่เห็น น้ำในลำธารแห้งขอดจนแทบจะกลายเป็นบ่อโคลน
“มิน่าถึงได้พากันมาจับปลา”
เด็กหญิงมองไปที่ลำธารเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหลังเดินหาที่เหมาะ ๆ เพื่อนั่งพักผ่อน บริเวณนี้มีต้นไม้เพียงไม่กี่ต้นเท่านั้น หากต้องการหาบริเวณที่ร่มรื่นกว่านี้จะต้องเดินตรงลึกเข้าไปอีก
และด้วยความขี้เกียจไม่อยากเดินอีกจึงทรุดนั่งลงตรงต้นไม้ต้นแรก
“เจ้าเอียงซ้ายหน่อยได้หรือไม่ ข้าร้อนมากเลย” ลู่
ซือหันไปพูดกับต้นไม้ที่ตนนั่งพิงอยู่ ทันใดนั้นเองกิ่งไม้ก็เคลื่อนไปทางซ้ายทำให้ใบไม้บนต้นบังแดดให้ลู่ซือพอดิบพอดี
“ข้าจะให้รางวัลเจ้า”
ลู่ซือยื่นมือไปแตะลงบนลำต้น จากนั้นจึงปลดปล่อยพลังเพื่อรักษาส่วนที่ใกล้แห้งตายให้ฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง
“ดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่ ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ข้าเต็มใจช่วย”
หลังจากช่วยซ่อมแซมส่วนที่ใกล้ตายให้หายดี ต้นไม้ต้นนี้จึงเอาแต่ขอบคุณนางไม่หยุด
ในตำนานโบราณว่ากันว่าต้นไม้บางต้นมีจิตวิญญาณแห่งพฤกษากำเนิดมาพร้อมกัน และผู้ที่เป็นดั่งดวงใจเท่านั้นจึงจะได้ยินเสียงของเหล่าจิตวิญญาณทั้งหลาย
ความสามารถพิเศษเช่นนี้สามารถเทียบเท่าพลังแฝงของธาตุพฤกษาเลยก็ว่าได้ ผู้ที่ได้รับพลังไม่จำเป็นต้องฝึกฝนให้มากกว่าระดับพิฆาต ดวงใจแห่งพฤกษาจะถูกมอบให้กับผู้เป็นที่รักเท่านั้น และเหล่าพืชพรรณจะเป็นคนกำหนดเองว่าต้องการมอบพลังที่ยิ่งใหญ่นี้ให้ผู้ใด
พลั่ก
“โอ้ย อะไรหล่นใส่หัวข้า” ลู่ซือหยิบของที่หล่นใส่หัวตนเองขึ้นมาดู พบว่ามันเป็นลูกผิงกั่วสีแดงสด
“เจ้าเป็นต้นผิงกั่วหรอกหรือ ห้ะ ให้ข้า ขอบใจเจ้ามาก” เพราะพลังของนางทำให้ต้นไม้สามารถกลับมาออกผลได้อีก ต้นผิงกั่วจึงให้ผลมาเป็นการตอบแทน ไม่เพียงแค่ลูกในมือเท่านั้น รอบกายนางยังมีอีกหลายลูกที่หล่นอยู่ตามพื้นหญ้า
“ได้ ๆ ข้าจะลองกินดู” ลู่ซือหยิบผิงกั่วขึ้นมาหนึ่งลูกแล้วกัดชิมดูตามคำยุของเจ้าต้นผิงกั่ว
“ผลของเจ้าหวานกรอบสมกับที่เจ้าโม้ไว้จริง ๆ”
“หืม จริงหรือ อยู่ตรงไหนล่ะ” ต้นผิงกั่วแอบกระซิบบอกลู่ซือว่า ใกล้ ๆ กับที่ตัวนางกำลังนั่งพักผ่อนอยู่นั้น มีเด็กชายตัวน้อยกำลังแอบมองนางอยู่
“เด็กน้อย ข้ามีผิงกั่วอยู่หลายลูกอยากกินหรือไม่” ลู่ซือมองไปทางต้นไม้อีกต้นที่อยู่ถัดออกไป หลังจากที่นางกล่าวจบ เงาร่างเล็กจ้อยจึงค่อย ๆ ก้าวออกมาจากหลังต้นไม้ต้นนั้น
เป็นเด็กชายตัวเล็กอายุไม่เกิน 3-4 หนาว ชุดแต่งกายมีรอยประชุนหลายรอย แต่นับว่าเป็นเด็กที่สะอาดสะอ้านไม่ได้ดูสกปรก หลังออกมาจากที่ซ่อน เด็กน้อยยังคงเอาแต่ยืนมองไม่กล้าเดินเข้ามาหา
“มาสิ นี่ผิงกั่วข้าให้”
ลู่ซือยื่นผิงกั่วลูกใหญ่ไปให้ เด็กน้อยจึงเดินเข้ามาหา มือน้อย ๆ ยื่นออกมารับแล้วใช้สองมือกอดผลไม้เอาไว้แนบอก
“ลองกินสิ หวานมากเลยนะ”
เด็กชายปฏิเสธคำชวนของลู่ซือด้วยการส่ายหน้าช้า ๆ แต่สองมือ ๆ ยังคงจับลูกผิงกั่วเอาไว้แน่น
“อ้าว ทำไมล่ะ” เมื่อมองท่าทางของเด็กน้อย ลู่ซือจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“แบ่งท่านพี่”
เด็กชายกล่าวออกมาช้า ๆ ด้วยประโยคสั้น ๆ ลู่ซือพยักหน้าเข้าใจ เด็กคนนี้คงคิดจะนำผิงกั่วกลับไปกินพร้อมกับพี่น้องของตัวเอง
“เจ้าเก็บไปอีกสิ ที่พื้นมีเยอะเลย” เด็กชายตรงหน้าทำให้นางอดนึกถึงน้องชายทั้งสองไม่ได้ แววตาของลู่ซือจึงอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว
“เก็บไปเถิด” แม้จะถูกคะยั้นคะยอแต่เด็กชายยังคงไม่ได้เก็บเพิ่มไปแม้แต่ลูกเดียว
“เอาแบบนี้แล้วกัน เรามาแบ่งเท่า ๆ กันดีหรือไม่”
ลู่ซือแอบหยิบถุงผ้าใบเล็กออกมาจากมิติ 2 ใบ จากนั้นจึงเดินเก็บผิงกั่วที่หล่นอยู่รอบ ๆ โดยมีเด็กชายตัวน้อยเดินตามอยู่เงียบ ๆ
“เจ้าชื่ออะไรเด็กน้อย”
เด็กชายเม้มปาก ก่อนจะตอบออกมาเบา ๆ
“โจวตง ขอรับ”
“เสี่ยวตงนี่เอง ถุงใบนี้ของเจ้า” เด็กชายรับถุงผ้ามากอดไว้ราวกับผิวกั่วเหล่านี้เป็นของที่มีค่าที่สุด
“พี่สาวชื่อลู่ซือ รู้จักข้าหรือไม่”
โจวตงพยักหน้า พี่สาวคนนี้เป็นพี่สาวของพี่ลู่จื้อและพี่ลู่ชิง พี่ชายทั้งสองใจดี วันใดออกมาเล่นด้วยกันก็มักจะมอบลูกอมแสนอร่อยให้ได้ลองกินเสมอ
“รู้จักข้าเสียด้วย” ลู่ซือนึกสงสัย ตัวนางไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน เหตุใดเด็กชายตัวน้อยถึงรู้จักนางได้กัน
“พี่ลู่จื้อกับพี่ลู่ชิง ใจดีขอรับ” ที่แท้เด็กน้อยก็รู้จักน้องชายทั้งสองของนางนี่เอง
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
“ขอบคุณนะขอรับพี่สาว ข้าต้องกลับแล้ว” เด็กน้อยกล่าวขอบคุณพี่สาวตรงหน้า พร้อมทั้งบอกลา เขาแอบออกจากบ้านมานานแล้วป่านนี้ท่านแม่กับพี่สาวคงเป็นห่วงแย่แล้ว
“เจ้าไปเถิด กลับดี ๆ ล่ะ”
หลังเด็กชายกลับไป ลู่ซือจึงอยู่นั่งเล่นและพูดคุยกับต้นผิงกั่วอีกสักพักใหญ่จึงค่อยเดินกลับบ้าน
“พี่สาว”
“อ้าวโจวตงมาทำอะไรที่นี่”
ภายในบริเวณบ้านของลู่ซือนอกจากมารดาและพี่น้องทั้ง 4 คนแล้ว ยังมีโจวตงที่ยืนทำหน้าเศร้าและเด็กผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับลู่ซืออยู่อีกหนึ่งคน
“เจ้ามาพอดี เด็กสองคนนี้เอาผิวกั่วมาคืน บอกว่าเป็นของเจ้า” ท่านแม่บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้บุตรสาวฟัง
“เอามาคืนทำไมหรือ ข้ากับเสี่ยวตงแบ่งกันเรียบร้อยดีแล้วนี่”
“น้องชายกลับบ้านไป พร้อมผิงกั่วหลายผล ข้ากับท่านแม่ถาม เขาจึงเล่าว่าเป็นท่านที่ให้มา ผิงกั่วพวกนี้มีค่า พวกเรารับไว้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ” เด็กสาวที่มาพร้อมเสี่ยวตงอธิบายด้วยความเกรงใจ
“ผิงกั่วพวกนี้เป็นข้ากับเสี่ยวตงเจอต้นของมันแถว ๆ ลำธาร จึงได้ตกลงแบ่งกันอย่างเท่าเทียม” ลู่ซือชูถุงผิงกั่วของนางขึ้นมาให้ดูเป็นการยืนยัน
“เป็นเช่นนั้นเองหรือ ข้าเข้าใจน้องชายผิดไป ขอโทษที่มารบกวนนะเจ้าคะ” เด็กสาวกล่าวขอโทษ
“ไม่ต้องขอโทษหรอก แค่เรื่องเข้าใจผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น” ลู่ฟางรีบเอ่ยขึ้นมา
“งั้นข้ากับน้อง กลับก่อนนะเจ้าคะ” เด็กหญิงกล่าวลาเตรียมจูงมือน้องชายเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อน เจ้าน่ะ วันหลังพาน้องชายมาเล่นที่บ้านข้าบ่อย ๆ ก็ได้นะ” ลู่ซือเห็นเด็กทั้งสองดูน่าคบหา หากจะให้มาเล่นที่บ้านบ่อย ๆ ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องเลวร้าย
“อืม ได้สิ ไว้ข้าจะพาน้องชายมา” สองพี่น้องก้มศีรษะให้ลู่ฟางเล็กน้อย จากนั้นจึงพากันเดินกลับไปยังบ้านของตนเอง
“พี่สาวรู้จักอาตงด้วยหรือขอรับ” น้องชายทั้งสองถามด้วยความสงสัย
“เพิ่งรู้จักกันวันนี้เอง เอ้านี่ ผิวกั่ว พี่รองเก็บมาได้เยอะเลย นำไปแบ่งทุกคนเถอะ”
ในค่ำคืนอันมืดมิด ทุกคนต่างหลับใหลไปด้วยความอ่อนเพลีย ลู่ซือเองก็เป็นหนึ่งในนั้น นางที่กำลังนอนหลับฝันหวานอย่างมีความสุข สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เสียงเรียกที่มีเพียงตัวนางที่ได้ยิน ยังคงดังก้องในความเงียบ นางจึงรีบสวมชุดตัวนอกแล้วคว้าหินอัคคีเดินออกไปดู
นอกประตูรั้วบ้าน มีเงาตะคุ่มสูงใหญ่ตั้งตระหง่าน ลู่ซือตกใจกับภาพที่เห็น สองเท้ารีบก้าวเข้าหาเงาที่ว่าด้วยความรวดเร็วในทันที
“เจ้ามาทำอะไรหน้าบ้านข้า แล้วนั่นผู้ใด ไม่ใช่สิ นั่นต้นอะไรอีก”
ลู่ซือยื่นหน้าออกไป หันมองซ้ายขวาด้วยความตะหนกว่าจะมีผู้ใดผ่านทางมา เมื่อไม่พบเห็นผู้ใดร่างเล็กจึงได้วางใจ แล้วหันกลับมาถลึงตามองต้นผิงกั่วที่อยู่ตรงหน้าด้วยความไม่พอใจ
เมื่อถามจนได้ความ ลู่ซือจึงได้รู้ว่า ต้นผิงกั่วและต้นซื่อจึสองพี่น้องพากันเดินมาจากลำธารเพื่อมาขออาศัยอยู่ที่บ้านนางด้วย
“เจ้าว่าอะไรนะ จะมาขออยู่ด้วย พูดเล่นหรือ”
หากคนในครอบครัวตื่นขึ้นมาเห็นต้นผิงกั่วและต้นซื่อจึยืนต้นอยู่ภายในบ้าน นางจะตอบผู้อื่นอย่างไรเล่า
“เจ้าบีบบังคับกันมากไปแล้ว”
เมื่อนางไม่ยินยอม เจ้าต้นผิงกั่วที่แสนชั่วร้ายก็ขู่ว่าหากไม่ให้อยู่ด้วยก็จะพาสหายทั้งสองยืนต้นตายอยู่หน้าบ้านของนางให้ดู
“พวกเจ้าอยากตายตรงนี้ก็เชิญไม่เกี่ยวกับข้า”
เมื่อคำขู่ไม่เป็นผล ต้นผิงกั่วและสหายจึงเริ่มผลัดกันเล่าเรื่องราวชีวิตอันสุดแสนอาภัพของตน จนสุดท้ายเด็กหญิงก็ใจอ่อนยินยอมให้พวกเขาเข้ามา
“ก็ได้ ๆ ไม่ต้องเล่าแล้ว รีบเข้ามาเร็วเข้า ก่อนที่ผู้อื่นจะมาเห็น” เหล่าต้นไม้เดินตามลู่ซือเข้ามาในบ้านอย่างเป็นระเบียบ
“พวกเจ้าอยู่ตรงนี้แล้วกัน”
ต้นผิงกั่วและสหายรีบย้ายรากชอนไชไปบริเวณริมกำแพงหน้าลานบ้านตรงที่ลู่ซือชี้ในทันที
“หากพวกเจ้าไม่ออกผลมาเยอะ ๆ ละก็นะ เตรียมตัวเหลือแต่ตอได้เลย”
