บทที่ 8 ผลไม้ที่มีละอองธาตุ
บทที่ 8
ผลไม้ที่มีละอองธาตุ
“เรียบร้อยแล้ว ที่นี่พวกเจ้าก็ควรจะปล่อยข้าไปนอนได้แล้ว”
ลู่ซือกล่าวกับต้นไม้มากความทั้งสามต้นที่นอกจากจะขอมาอาศัยบ้านของนางอยู่แล้ว เจ้าต้นผิงกั่ว ยังขอให้นางช่วยฟื้นฟูชีวิตให้กับต้นซื่อจื่อทั้งสองต้นอีกด้วย
“ข้าขอตัวไปนอนก่อน พวกเจ้าอยู่กันดี ๆ แล้วก็ห้ามสร้างปัญหาให้ข้าเด็ดขาด”
“พี่สาม ตื่นเร็วเข้า”
“พี่สาม ตื่นเถอะขอรับ”
ลู่ซือสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ รอบกายทั้งซ้ายขวา ขนาบข้างด้วยลู่จื้อและลู่ชิง
“ตื่นแล้ว ๆ เมื่อคืนพี่สามนอนไม่ค่อยหลับ เลยตื่นสายไปหน่อย” น่าอายเสียจริง วันนี้นางตื่นสายถึงขนาดต้องให้น้องชายเข้ามาปลุก
“ไม่เป็นไรขอรับ แต่พี่สามรีบตามข้ามาก่อนเถอะ” ลู่ชิงพยายามดึงแขนเสื้อของพี่สาวให้ลุกขึ้น
“ใช่ขอรับ พี่สามรีบตามพวกข้าไปที่หน้าบ้านเร็วเข้า”
“ก็ได้ ๆ พี่เจ้าลุกแล้ว เลิกดึงก่อน” ลู่ซือรีบลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ด้วยกลัวว่าหากช้ากว่านี้จะไม่ทันใจน้องชายทั้งสองที่คอยแต่เร่งเร้าอยู่ข้าง ๆ
นางเดินตามน้องขายทั้งสองออกไปด้านนอกของบ้าน ที่ลานบ้านมีพี่ชายและท่านแม่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“ซือซือ เจ้าดูนั่น เหตุใดลานบ้านของเราถึงได้มีต้นผิงกั่วกับต้นซื่อจึ อีก 2 ต้นอยู่ด้วยเล่า” ท่านแม่เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“น้องสามต้นไม้เหล่านี้มาได้อย่างไร ไม่เหมือนต้นไม้ที่เพิ่งจะปลูกเสียด้วย เจ้าดูสิ ผลสุกเต็มไปหมดทุกต้นเลย”
“ช่างประหลาดยิ่งนัก”
นั่นประไร ลู่ซือคิดไว้อยู่แล้วเชียว ว่าทุกคนจะต้องตกใจ แต่ยังไม่ทันจะได้อธิบายกับครอบครัว
เสียงคุ้นเคยที่นางได้ยินเพียงผู้เดียวก็ดังขึ้นมาขัด
เจ้าต้นไม้พวกนี้ทันทีที่เห็นหน้าของเด็กหญิงก็พากันโอ้อวดผลของตนที่ขึ้นอยู่เต็มต้น แถมยังบอกกับนางด้วยน้ำเสียงถากถางว่าพวกตนนั้นเป็นต้นไม้ที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณอันแรงกล้า ขำขู่ที่ลู่ซือเคยลั่นเอาไว้ว่า
'หากไม่ออกผลมาเยอะ ๆ ละก็นะ เจ้าเตรียมตัวเหลือแต่ตอได้เลย' เป็นการดูถูกตนไม้อย่างพวกตนเป็นที่สุด
ไม่พอแค่นั้น เจ้าผิวกั่วที่ชั่วร้ายยังท้าทายนางอีกด้วยว่า แค่ผลสุกไม่กี่สิบลูกมีให้ทุกวันก็ยังได้
“ข้าไม่น่าหลงกลพวกเจ้า!” ลู่ซือกล่าวออกมาอย่างเจ็บใจ
“ลูกว่าอะไรนะ” ลู่ฟางถามบุตรสาว เมื่อสักครู่นางได้ยินบุตรสาวพึมพำอะไรบางอย่างซึ่งนางเองได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก
“ใครหลงกลใครหรือขอรับ” แต่ไม่ใช่กับเด็กแฝดทั้งสองที่อยู่ใกล้กับลู่ซือที่สุด
“ก็เจ้าต้นไม้พวกนี้น่ะสิเจ้าคะท่านแม่ โดยเฉพาะเจ้าผิงกั่ว ข้าเจอเจ้านี่ใกล้แห้งตายอยู่แถวลำธารเลยช่วยเอาไว้ แต่ใครจะรู้ว่า ตกดึกจะพากันเดินมาถึงที่นี่ แล้วสร้างเรื่องให้ข้าสงสารจนใจอ่อนให้เข้ามาอยู่ในบ้าน”
ลู่ซือระบายกับทุกคนด้วยความอัดอั้น ต้นไม้เหล่านี้แย่งเวลานอนของตัวนางไปไม่พอ ยังพูดจาเยาะเย้ยนางอีก ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณกันบ้างเลย
“เจ้าบอกว่าต้นไม้พวกนี้เดินมาเองเช่นนั้นหรือ” ลู่ฉีกล่าวด้วยความตกใจ
“แล้วเจ้ายังคุยกับพวกมันด้วย” ลู่เสียนเองก็ตกใจไม่แพ้กัน
ต่างกับสองแฝดที่ยืนมองพี่สาวด้วยแววตาชื่นชม พี่สาวของพวกเขาความสามารถหลากหลายไม่เหมือนผู้ใด คุยกับต้นไม้ก็รู้เรื่อง เก่งกาจยิ่ง ลู่จื้อและลู่ชิงอดยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจในตัวพี่สาวมิได้จริง ๆ
“เช่นนี้พี่สามก็สามารถคุยกับผักหลังบ้านเราได้ ใช่หรือไม่ขอรับ” ลู่จื้อถามพี่สามของตนด้วยดวงตาเป็นประกาย เขาอยากให้พี่สามไปบอกผักพวกนั้นเหลือเกินว่าให้รีบ ๆ โต เขาอยากนำพวกมันไปขายจะแย่แล้ว
“ไม่ใช่ว่าพืชทุกต้นจะพูดได้หรอกน้องสี่ ต้นไม้บางต้นเท่านั้นที่จะมีจิตวิญญาณอยู่ภายในหากต้นใดมี พวกมันก็จะสามารถพูดได้ คิดได้ ไม่ต่างจากมนุษย์เราเลยล่ะ” และเพราะคิดได้พูดได้ นางถึงได้โดนพวกมันกวนประสาทเช่นนี้อย่างไรเล่า
“พี่ผิงกั่วกับพี่ซื่อจึทั้งสองสุดยอดมากเลยขอรับ”
เมื่อได้ฟังพี่สาวอธิบาย ลู่ชิงจึงได้หันไปกล่าวชมต้นไม้ทั้งสามต้นที่สามารถพูดได้อย่างไร้เดียงสา
“และไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ยินเสียงของต้นไม้เหล่านั้น คุณสมบัติข้อแรกเลยก็คือ ต้องเป็นผู้ที่มีธาตุพฤกษาในกาย และเพราะเหตุนี้ผู้โชคร้ายคนนั้นจึงเป็นข้าเจ้าค่ะ”
ทันทีที่เหล่าต้นไม้ได้ยินว่าพลังที่เป็นดั่งพรจากสวรรค์ของพวกเขา ถูกเด็กหญิงตัวน้อยที่ได้รับมันกล่าวออกมาตรง ๆ ว่านางนั้นเป็นเพียงผู้โชคร้ายที่ได้รับมันไปก็พาลไม่พอใจ
ทั้งสามพากันระบายอารมณ์ออกมา ด้วยการผลัดใบไม้ออกจากกิ่งก้าน จนใบไม้จำนวนมากปลิวว่อนไปทั่วลานบ้านของลู่ซือ ท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่รอง และน้องชายทั้งสองต่างพากันวิ่งหลบพายุใบไม้ที่เกิดขึ้นจนวุ่นวายกันไปหมด
“พอ ๆ ข้าไม่ว่าแล้ว พรของพวกเจ้าดีที่สุด ข้าชอบมาก พอใจหรือไม่” สิ้นคำความโกลาหลที่เกิดขึ้นจึงจบลงอย่างรวดเร็ว ต้นไม้ทั้งสามพึงพอใจกับคำกล่าวของลู่ซือเป็นอย่างมากถึงได้ยอมหยุดผลัดใบในทันที
“ท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่รอง น้องสี่ น้องห้า ข้าขอโทษด้วย เมื่อสักครู่ข้าทำให้เหล่าต้นไม้ไม่พอใจเล็กน้อย พวกเขาจึงได้ทำเช่นนี้” ลู่ซือยอมรับผิดแต่โดยดี
“เอาเถอะ ๆ อย่างไรก็มาแล้ว แม่ไม่ว่าอะไรหรอก เพียงแต่อยู่กันดี ๆ ก็พอ ไม่เอาเช่นวันนี้อีก ใบไม้กองเยอะเช่นนี้ จะกวาดทิ้งเช่นไรหมด”
“พี่ผิงกั่วกับพี่ซื่อจึทั้งสองเก่งกาจเสียจริง พายุใบไม้เมื่อสักครู่ สุดยอดมากเลยขอรับ” ลู่ชิงเอ่ยชมเชย
“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกับน้องห้า” ลู่จื่อเอ่ยสนับสนุน
“ไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ ใบไม้พวกนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง พวกท่านไปรอกินข้าวที่โต๊ะกันก่อนได้เลย อีกสักครู่ข้าค่อยตามไป”
หลังจากรับปากทุกคน ลู่ซือจึงหันกลับมาให้ความสนใจกับใบไม้ที่กระจัดกระจายอยู่เต็มลานบ้าน
“ข้าผิดที่ดูหมิ่นพวกเจ้า แต่ข้าลู่ซือ สำนึกผิด และได้ขอโทษไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นใบไม้เหล่านี้เป็นพวกเจ้าที่สร้างขึ้น รบกวนจัดการให้เรียบร้อยเสียด้วย”
ต้นผิงกั่วและต้นซื่อจึทั้งสองเองก็ไม่ได้โต้แย้ง ทั้งหมดยอมรับผิดในส่วนที่ตัวเองก่อขึ้นเช่นกัน ใบไม้ที่เคยกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นจึงเริ่มย่อยสลายตัวเองกลายเป็นใบไม้แห้ง ก่อนจะค่อย ๆ สลายหายไปอย่างช้า ๆ
“ผิงกั่วเก็บได้ราว ๆ 50 ผล ส่วนซื่อจึสองต้น รวมกันได้ 60 ผล เยอะมากเลยล่ะน้องสาม”
ลู่เสียนกล่าวออกมาด้วยความดีใจ ต้นไม้ที่น้องสาวพามาอยู่ด้วย ออกผลเยอะทีเดียว ที่หมู่บ้านชายแดนแห่งนี้แม้ต้นผิงกั่วป่าและซื่อจึป่าพวกนี้จะมีให้เห็นมากมายหลายต้นตามชายป่า แต่ไม่มีต้นใดเลยที่ออกผลได้ ผลไม้พวกนี้จึงนับว่าเป็นของล้ำค่าสำหรับชาวบ้านที่อยู่กันอย่างอดอยากเช่นผู้คนในหมู่บ้านของพวกเขา
“ผิงกั่วที่พี่สามนำกลับมาเมื่อวานหวานอร่อยมาก ข้าชอบกินผิงกั่วที่สุด” ลู่ชิงยิ้มหวานอย่างมีความสุขให้กับผิงกั่วสีแดงสดในมือ
“เจ้าชอบก็ดีแล้ว” ลู่ซือลูบหัวน้องชายด้วยความเอ็นดู
“เยอะจริง ๆ นั่นแหละ หากเก็บไว้กินเองคงกินไม่ทันแน่”
ลู่ซือคิดตามคำพูดของลู่ฉี เจ้าต้นไม้พวกนั้นบอกอย่างชัดเจนว่าจะออกผลทุก ๆ วัน เป็นเช่นนี้ครอบครัวของนางจะกินหมดได้อย่างไร
“หากนำไปขายในเมืองคงจะได้ไม่เท่าไหร่”
ลู่เสียนเปรยขึ้นมา แม้ผลไม้พวกนี้จะล้ำค่าสำหรับพวกเขา แต่ไม่ใช่กับคนในเมือง ผลไม้พวกนี้ไม่ได้หายากขนาดนั้น พวกเขาสามารถหากินได้อย่างไม่ขาดแคลน
“ผิงกั่วหากกินไม่หมดก็นำไปให้เพื่อนบ้านเถิด มีหลายบ้านที่ดีกับเรายามที่เราลำบาก ให้พวกเขาไปบ้างก็ดี” ท่านแม่เสนอความคิด
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ” ลู่ซือเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
“ส่วนผลซื่อจึนั้นสามารถนำมาตากแห้งเก็บไว้ได้ บางส่วนเรานำไปขายให้กับโรงหมอ แม่ว่าที่นั่นน่าจะรับซื้ออยู่นะ”
“พวกข้าเห็นด้วยกับท่านแม่” พี่ชายทั้งสองต่างยอมรับในความคิดนี้เช่นกัน
“เอาตามที่ท่านแม่ว่าก็แล้วกันเจ้าค่ะ”
“ท่านแม่ น้องรอง น้องสาม ผิงกั่วพวกนี้แบ่งไปให้ท่านปู่บ้างได้หรือไม่ขอรับ”
ลู่ฉีเอ่ยถามความเห็นของทุกคนด้วยความไม่แน่ใจ ทั้งท่านปู่และทุกคนเคยบอกว่าไม่ให้พวกเขาติดต่อกัน แต่เขาก็อดเป็นห่วงท่านปู่ที่ยังอยู่ภายในบ้านหลังนั้นมิได้
“เหตุใดจะไม่ได้เล่า แบ่งซื่อจื่อพวกนี้ไปพร้อมกันเลยก็แล้วกัน” ลู่ฟางกล่าวกับบุตรชายอย่างอ่อนโยน
“ข้าจะไปกับพี่ใหญ่ด้วย ท่านรอข้าด้านนอก ไม่ต้องเข้าไปนะขอรับ” สามีภรรยาคู่นั้นนิสัยใจคอราวกับมารร้าย ลู่เสียนไม่ค่อยวางใจเท่าใด หากจะปล่อยพี่ชายไปเพียงลำพัง
“งั้นข้ากับน้องสี่น้องห้า ขอเป็นคนนำผิงกั่วไปให้เพื่อนบ้าน แต่หากมีใครถามก็จะตอบไปว่าเป็นผิงกั่วกับซื่อจึที่ปลูกไว้นานแล้ว แต่เพิ่งออกผลก็แล้วกันนะเจ้าคะ”
“ตามใจพวกเจ้าเลย”
“แล้วข้าจะรีบกลับมาช่วยท่านแม่ปอกเปลือกผลซื่อจื่อนะเจ้าคะ”
“ไม่ต้อง ๆ เห็นเจ้าจับมีดทีไรหัวใจแม่จะวายทุกที” ลู่ฟางรีบปฏิเสธ ส่งผลให้ใบหน้าของลู่ซืองอลง พลางนึกน้อยใจว่า
'ก็ข้าเพิ่งจะเคยจับมีดเพียงไม่กี่ครั้งจะให้จับถนัดเหมือนจับปากกาเวทได้อย่างไรเล่า'
ลู่ซือมองดูลู่เสียนที่ควบคุมเปลวไฟจากกองไฟให้ขึ้นมาเหนือฝ่ามือ เด็กชายค่อย ๆ แปลงเปลวเพลิงที่ไร้รูปร่างเหล่านั้นให้มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมหลายลูก จากนั้นจึงส่งพวกมันให้พุ่งเข้าไปโจมตีกำแพงหินจนเกิดเป็นรอยไหม้จาง ๆ
“พี่รอง ท่านควบคุมไฟได้คล่องเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดเจ้าคะ”
การที่สามารถบังคับให้ธาตุในธรรมชาติให้เปลี่ยนแปลงรูปร่างได้อย่างไรก็คงไม่ต่ำกว่าควบคุมขั้นสูงแล้วเป็นแน่
“ไม่ได้คล่องอะไรขนาดนั้นหรอกน้องสาม” ลู่เสียนกล่าวอย่างถ่อมตัว
“ใกล้เลื่อนระดับเป็นแรกสร้างแล้วหรือยังเจ้าคะ”
“พี่เองก็ไม่แน่ใจ เพียงแต่รู้สึกว่าพลังในกายมากล้นจวนเจียนจะแผ่ออกมาแล้วล่ะ”
“เช่นนั้นก็คงใกล้แล้วเจ้าค่ะ” หากพี่ชายของนางสามารถปลดปล่อยพลังออกมาได้ นั่นหมายถึงเขาสามารถเลื่อนระดับเป็นแรกสร้างได้เรียบร้อยแล้ว
“ข้าจะพยายาม”
“ดีเจ้าค่ะ แล้วท่านเล่าเจ้าคะ” ลู่ซือหันไปถามลู่ฉีที่ฝึกฝนพลังอยู่ไม่ไกล
“ตอนนี้ข้าอยู่ระดับควบคุมขั้นกลางแล้วน้องสาม”
ลู่ฉีเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ ตัวเขาติดอยู่ในระดับควบคุมขั้นต่ำมานาน หลังจากลองฝึกฝนพลังในแบบที่น้องสามแนะนำ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันพลังของเขาจึงเลื่อนระดับจากขั้นต่ำเป็นขั้นกลางได้อย่างรวดเร็ว
“นี่เป็นมณีธาตุดินขั้นกลาง ท่านสามารถซึมซับพลังจากมันควบคู่กับการฝึกฝนได้เจ้าค่ะ”
“น้องสาม เจ้าให้ข้า?”
อาการของลู่ฉีไม่ต่างจากลู่เสียนมากนัก นางต้องเกลี้ยกล่อมอยู่นานกว่าที่เขาจะยอมรับมณีธาตุจากนางไป
“พวกท่านตั้งใจฝึกฝนนะเจ้าคะ หากเลื่อนเป็นระดับแรกสร้างเมื่อใด ข้าจะสอนศาสตร์แห่งการเขียนวงเวทให้แก่พวกท่าน”
“พวกข้าก็สามารถเขียนวงเวทได้หรือ”
ลู่เสียนถามอย่างสงสัย พวกเขาคิดมาโดยตลอดว่าวงเวทของน้องเล็กนั้นเป็นพลังของเจ้าตัวที่ไม่มีผู้ใดสามารถใช้มันได้อีก
“ทำไมจะไม่ได้เล่า วงเวทของข้าก็เหมือเคล็ดวิชา ๆ หนึ่ง หากฝึกฝนจนชำนาญพวกท่านก็จะสามารถใช้ได้เช่นกัน ที่ข้าไม่สอนพวกท่านเลยในตอนนี้ย่อมต้องมีเหตุผล ท่านเห็นสิ่งที่ข้าเรียกว่า ปากกาเวทหรือไม่”
พี่ชายทั้งสองพยักหน้า สิ่งที่น้องสาวเรียกว่า ปากกาเวทนั้นลักษณะของมันคล้ายกับพู่กันที่พวกเขาใช้เขียนอักษร
“ผู้ที่สามารถใช้มันได้จะต้องมีพลังระดับแรกสร้างขึ้นไปเจ้าค่ะ ตัวปากกาเป็นเพียงสื่อกลาง ขณะที่วาดวงเวท ผู้ใช้จะต้องปล่อยพลังธาตุออกมาอยู่ตลอด ลายเส้นของวงเวทจึงจะปรากฏออกมา นี่เป็นเล่มตำราที่อธิบายรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับวงเวทไว้ทั้งหมด พวกท่านลองนำไปศึกษาดูก่อน”
ลู่ซือหยิบหนังสือวงเวทขั้นต้น ฉบับ ภาษาจีน ออกมาจากมิติ ยื่นให้พี่ชายได้ลองนำไปศึกษา
“ขอบใจน้องสาม”
“พวกข้าจะตั้งใจศึกษาอย่างดี”
“ดีมากเจ้าค่ะ งั้นข้าขอตัวก่อน จะไปช่วยท่านแม่ปอกผลซื่อจึเสียหน่อย เชิญท่านฝึกกันต่อเถิดเจ้าค่ะ ข้าไม่รบกวนแล้ว”
นางว่าก่อนจะหันหลังเดินจากมา
“ท่านแม่มีสิ่งใดให้ข้าช่วยหรือไม่”
“เจ้านำกระจาดนี้ไปตากตรงนั้นให้แม่หน่อย”
ท่านแม่กล่าวโดยที่มือยังคงปอกผลซื่อจึไม่หยุด ตั้งแต่ที่รับเหล่าต้นไม้มาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ยามนี้เวลาก็ได้ล่วงผ่านมาหลายวันแล้ว ผิงกั่วและซื่อจึทั้งสอง ขยันออกผลในทุก ๆ วันไม่ขาด ท่านแม่เองในแต่ละวันล้วนหมดไปกับการปอกผลซื่อจึเพื่อนำไปตากแห้ง
“ท่านแม่ทำเช่นนี้จะเหนื่อยเกินไปหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่เป็นไรหรอกซือซือ แต่ลูกพอจะคุยกับพวกเขาได้หรือไม่ ว่าไม่ต้องให้ผลทุกวันก็ได้ มันเยอะเกินไป ที่บ้านไม่มีลานจะตากผลซื่อจึแล้วล่ะ” ลู่ฟางเอ่ยอย่างหนักใจ พลางมองดูซื่อจึที่ตากอยู่เต็มลานบ้าน
“ข้าจะลองไปบอกให้นะเจ้าคะ”
ลู่ซือจึงเดินตรงไปหาเหล่าต้นไม้ในทันทีที่พูดคุยกับมารดาจบ
“พวกเจ้า ข้ามีเรื่องจะขอร้องสักเรื่องได้หรือไม่” นางรีบเอ่ยเข้าเรื่องทันทีที่เดินมาถึง
“ผลของพวกเจ้าช่วยทำให้สุกช้าลงหน่อยไม่ได้หรือ ที่บ้านข้ากินกันไม่ทันแล้ว ไม่ใช่ ๆ ผลของพวกเจ้าหวานอร่อย แต่มันเยอะเกินไปเท่านั้นเอง”
เหล่าต้นไม้โดยเฉพาะต้นผิงกั่ว เมื่อได้ยินว่าลู่ซือต้องการให้ผลสุกช้าลง ก็ร้องห่มร้องไห้ตีโพยตีพายว่าครอบครัวของนางไม่ต้องการพวกตนแล้ว สิ่งเดียวที่พวกตนตั้งใจทำให้ ก็ล้วนปฏิเสธ หากกินไม่หมดเหตุใดไม่นำไปขายเสียล่ะ
“ผลไม้พวกนี้ไม่ใช่ว่าอยากขาย ก็ใช่ว่าจะขายได้ หากนำไปขายในเมืองผิงกั่วป่าและซื่อจึป่าพวกนี้ไม่ได้มีราคาอะไรเลยน่ะสิ”
เมื่อได้ฟังเหตุผลเหล่าต้นไม้จึงได้เงียบเสียงลง ต้นผิงกั่วขบคิดเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถึงเรื่องที่คิดขึ้นได้ให้ลู่ซือฟัง
“ผลไม้ละอองธาตุเช่นนั้นหรือ”
ต้นผิงกั่วอธิบายให้เด็กหญิงฟังว่าภายในป่าอสูรไม้ผลที่มีจิตวิญญาณจะสามารถออกผลที่เรียกว่า ผลไม้ละอองธาตุ ขึ้นมาได้
ว่ากันว่าผู้ใดที่ได้กินเข้าไปจะกระปรี้กระเปร่า หายเหน็ดเหนื่อย และเป็นการส่งเสริมพลังธาตุในกาย แม้ผู้ที่ไม่ได้ฝึกฝนพลังจะกินผลไม้พลังธาตุเข้าไปก็จะไม่เป็นผลร้าย พวกมันจะไปช่วยในเรื่องอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ทว่าผลไม้ละอองธาตุล้วนหายาก เนื่องจากพวกมันจะเจริญเติบโตได้เพียงแต่ในป่าอสูรเท่านั้น
“เจ้าว่าผลผิงกั่วของเจ้าก็มีละอองธาตุได้?”
ต้นผิงกั่วจึงได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การเกิดของละอองธาตุบนพืชพรรณนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพืชได้รับพลังธาตุครบทั้งห้าธาตุ ในปริมาณที่เท่าเทียมกันทั้งหมด
แม้ว่าโลกนี้ธาตุพฤกษาจะหายาก แต่ภายในป่าอสูรยังพอมีกลิ่นอายของเหล่าภูตพฤกษากระจายอยู่ ที่บ้านของลู่ซือยามนี้เองก็มีธาตุทั้งสี่ไหลเหวียนอยู่ครบถ้วนขาดก็เพียงแต่ธาตุพฤกษาเท่านั้น
“แล้วข้าจะถ่ายพลังให้เจ้าได้อย่างไร ฟังจากที่เจ้าเล่า เจ้าต้องใช้พลังของข้าในการดำรงชีวิตแทบตลอดเวลา หืม หินของข้า เจ้าหมายถึง มณีธาตุพฤกษาใช่หรือไม่”
ลู่ซือหยิบมณีธาตุพฤกษาระดับสูงออกมาจากมิติ
“ให้ฝังลงดินให้เจ้าเพียงเท่านั้น ได้ ๆ ไม่มีปัญหา แล้วข้าจะรอดูสิ่งที่เจ้าเรียกว่าละอองธาตุ”
เหล่าต้นไม้ให้คำมั่นว่า เมื่อลู่ซือนำมณีธาตุฝังลงดินให้เรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็จะให้ผลผลิตที่เป็นผิงกั่วและซื่อจึที่อาบไปด้วยละอองธาตุในทุก ๆ เจ็ดวัน
เจ็ดวันหลังจากนั้นผลของต้นไม้ทั้งสามต้นจึงเต็มไปด้วยละอองธาตุลอยวนอยู่โดยรอบ
“ข้าบอกแล้วพี่ผิงกั่วกับพี่ซื่อจึนั้นไม่ธรรมดา ดูผลพวกนั้นสิ มีละอองระยิบระยับเต็มไปหมดเลย”
ลู่ชิงกล่าวพลางชี้ไม้ชี้มือไปที่ต้นไม้ทั้งสาม ใบหน้าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าตื่นเต้นเป็นที่สุด
“สวยงามเหลือเกิน” ลู่จื้อเองก็พึมพำออกมาด้วยความตกตะลึง
ทุกคนล้วนยืนมองราวกับตกอยู่ในภวังค์ส่วนตัว มีเพียงแค่ลู่ซือเท่านั้นที่สามารถดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
“พี่ใหญ่ น้องสี่ พวกท่านไปหากล่องไม้ขนาดใหญ่ที่มีฝาปิดมิดชิดมาเถิดเจ้าค่ะ ส่วนคนที่เหลือช่วยกันกับข้าเก็บผลผิงกั่วและซื่อจื่อลงมากันเถอะ”
ลู่ซือออกคำสั่งด้วยความรวดเร็ว ผลไม้ละอองธาตุพวกนี้สะดุดตาจนเกินไป นางต้องรีบเก็บลงมาแล้วหาทางขายออกไปโดยเร็วที่สุด
คนที่เหลือจึงได้ช่วยกันคนละไม้คนละมือไม่นานผลผิงกั่วและผลซื่อจึทั้งหมดจึงถูกบรรจุลงกล่องอย่างเป็นระเบียบ
“ผิงกั่วมีทั้งหมด 48 ผล ซื่อจื่อ 55 ผล ขอรับ”
ลู่เสียนกล่าวออกมาหลังจากที่นับอย่างรอบคอบถึง 2 ครั้ง
“ท่านแม่ ข้าจะเข้าไปขายในเมืองวันนี้เลย ให้พี่ใหญ่ พี่รองไปกับข้านะเจ้าคะ”
ลู่ซือต้องการดึงพี่ชายทั้งสองไปด้วยกัน ในวันหน้าการค้าขายผลไม้ละอองธาตุเหล่านี้ก็จะเป็นหนึ่งในอาชีพหลักของครอบครัวนาง พวกเขาจึงจำเป็นจะต้องเรียนรู้เอาไว้
“มีพี่ชายเจ้าไปด้วยแม่ก็เบาใจ”
ลู่ฟางไม่ได้คัดค้านอะไรเมื่อเห็นว่ามีบุตรชายทั้งสองตามไปด้วย ลู่จื้อและลู่ชิงเองก็อยากตามไปด้วยแต่มารดาไม่อนุญาต
ลู่ซือจึงได้ให้ไอศกรีมพวกเขาไปคนละแท่งเป็นการปลอบใจ
“พวกท่านว่าผลไม้เหล่านี้ควรนำไปขายที่ใดดีเจ้าคะ”
ลู่ซือถามพี่ชายทั้งสองเมื่อเกวียนเคลื่อนเข้ามาภายในตัวเมือง
“ไปร้านหมื่นเมฆากันเถอะ”
ลู่เสียนเสนอ ผลไม้พวกนี้หาใช่ผลไม้ธรรมดา ไม่ควรนำออกขายทั่วไป มิฉะนั้นอาจจะเกิดปัญหาตามมาภายหลังได้
“เจ้าค่ะ”
ลู่ซือเองก็เห็นด้วย เดิมทีก็คิดจะขายให้ร้านหมื่นเมฆาอยู่แล้ว ส่วนลู่ฉีนั้นไม่มีความเห็นอันใดเขาเข้ามาในเมืองไม่บ่อยนัก พี่ชายและน้องสาวมีความเห็นเช่นไรเขาย่อมคิดเห็นเช่นนั้นด้วย
เด็กชายทั้งสองช่วยกันแบกกล่องไม้ลงมาทีละกล่อง ก่อนจะช่วยกันยกเข้าไปด้านในร้าน โดยมีน้องสาวเดินนำหน้า
“ข้ามาขอพบท่านลุงหลงจู๊เจ้าค่ะ” ลูกจ้างชายเหมือนจะจำลู่ซือได้แม้การแต่งกายจะเปลี่ยนไป
“รอสักครู่ขอรับ” เขาค้อมศีรษะให้เด็กน้อยทั้งสามเล็กน้อย ก่อนจะเดินกลับเข้าไปหลังร้าน
ไม่นานหลงจู๊คนเดิมก็เดินตามออกมา เมื่อเห็นสองพี่น้องเข้า เขาก็รีบทักทายทั้งคู่รวมถึงลู่ฉีด้วยความเคารพ ก่อนจะพาทั้งสามไปยังห้องรับรองดด้านใน
“วันนี้มีอะไรมาขายให้ข้าหรือ”
“วันนี้สิ่งที่พวกข้านำมาคือ เจ้าพวกนี้เจ้าค่ะ”
ทันทีที่ลู่ซือเปิดกล่องฝากล่องไม้ออกมา ละอองธาตุที่ลอยตัวอยู่รอบ ๆ ผลไม้ฟุ้งกระจายออกมาให้เห็นก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่ด้านในจะปรากฏเป็นผลผิงกั่วสีแดงสดส่องประกายแวววาว
“ละอองพวกนี้ ใช่ละอองธาตุหรือไม่” หลงจู๊ถามอย่างตื่นเต้น นาน ๆ ครั้งถึงจะมีพืชพรรณจากป่าอสูรออกมาขายให้กับร้านหมื่นเมฆา และไม่เคยมีครั้งใดที่มาขายพร้อมกันเยอะเท่านี้มาก่อน
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ นอกจากผิงกั่วละอองธาตุแล้ว อีกกล่องยังมีผลซื่อจึด้วยนะเจ้าคะ”
“ข้าซื้อ ซื้อทั้งหมด” หลงจู๊รีบเอ่ยราวกับกลัวใครมาแย่ง
“ข้าก็คิดจะขายให้ท่านทั้งหมดเช่นกันเจ้าค่ะ”
“ข้าให้ผลละหนึ่งตำลึงเงินพอใจหรือไม่” เป็นเช่นเดิมที่ลู่ซือหันไปมองหน้าพี่ชายก่อน เมื่อเห็นว่าพี่ชายพยักหน้าเล็กน้อยนางจึงตอบตกลง
“ท่านนับของดูก่อนเจ้าค่ะ”
หลงจู๊ตะโกนเรียกลูกน้องอีก 2 คนเข้ามา เพื่อนับจำนวนผิงกั่วและซื่อจึทั้งหมด
“ผิวกั่ว 48 ผล ซือจึ 55 ผล ทั้งหมดเป็นเงิน 10 ตำลึงทอง 3 ตำลึงเงินถูกหรือไม่”
“ถูกต้องเจ้าค่ะท่านลุงหลงจู๊” ลู่ซือรับเงินทั้งหมดด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าไปได้พวกมันมาจากไหน บอกได้หรือไม่สาวน้อย”
“ข้าปลูกเองเจ้าค่ะ” ลู่ซือตอบอย่างไม่ปิดบัง เพียงแต่หลงจู๊กลับคิดว่าสาวน้อยตรงหน้าไม่อยากบอกความจริง เขาจึงได้แต่พยักหน้าแล้วไม่ได้ถามต่อ
“ไว้ข้ามาใหม่นะเจ้าคะ” ลู่ซือทิ้งท้ายไว้ก่อนจะพาพี่ชายทั้งสองเดินจากมา
“พวกท่านต้องจำขั้นตอนต่าง ๆ ให้ได้นะเจ้าคะ ครั้งต่อ ๆ ไปข้าจะให้พวกท่านมากันเอง”
“ได้อย่างไรกัน” ลู่เสียนตื่นตะหนก หากไม่มีน้องสาวมาด้วยเขาจะสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างงั้นหรือ
“น้องสามพวกพี่ไม่เก่งเช่นเจ้า” ลู่ฉีเองก็คิดไม่ต่างจากลู่เสียน พวกเขาเป็นเพียงเด็กชายจากหมู่บ้านยากจนจะกล้าทำการค้าที่มีราคาหลายตำลึงได้อย่างไร
“พวกท่านฟังข้านะเจ้าคะ ต่อไปบ้านพวกเราจะทำการค้าที่ใหญ่กว่านี้อีกหลายเท่าตัวนัก พวกท่านต้องฝึกเอาไว้”
ลู่ซือจะไม่ยอมเหน็ดเหนื่อยเพียงผู้เดียวเด็ดขาด วันข้างหน้าทุกกิจการงานต่าง ๆ นางจะปล่อยให้เหล่าพี่ชายและน้องชายเป็นคนทำ ส่วนตนเองนั้นจะไม่ทำอะไรทั้งสิ้น จะใช้ชีวิตเยี่ยงคนว่างงานอย่างมีความสุขไปจนแก่เฒ่าเลยคอยดูเอาเถอะ
“ไม่มีแต่ทั้งนั้น พวกท่านเป็นชายจะทนให้ข้าที่เป็นเพียงเด็กหญิงทำงานหนักได้หรือเจ้าคะ”
“ข้าทำ ๆ ต่อไปข้าทำเอง
“ข้าก็ด้วย เจ้าไม่ต้องทำแล้วต่อไปข้าทำเอง”
“ดีมากเจ้าค่ะ งั้นพวกเรานำซื่อจึแห้งพวกนี้ไปขายกันเถอะเจ้าค่ะ” ลู่ยิ้มออกมาอย่างพออกพอใจ จากนั้นทั้งสามพากันไปยังโงหมอเพื่อผลซื่อจึตากแห้งตามที่ได้พูดคุยกันไว้ก่อนหน้า
“เราคงต้องจอดเกวียนไว้ฝั่งนี้แล้วล่ะ พวกเจ้าดูสิหน้าโรงหมอคนเยอะมากเลย”
“ข้ากับน้องรองแบกถุงพวกนี้ไปเอง เจ้าเดินนำเถอะ” ลู่ซือจึงปล่อยให้พี่ชายทั้งสองขนของส่วนนางนั้นเดินตัวปลิวนำอยู่ด้านหน้า
“เกิดอันใดขึ้นหรือ ท่านป้าพอจะทราบหรือไม่”
ลู่ซือหันไปถามหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่บริเวณหน้าโรงหมอก่อนที่พวกนางจะมาถึง
“เป็นกลุ่มคนที่เพิ่งกลับมาจากป่าอสูรน่ะแม่หนู รอบนี้มีคนเจ็บหลายคนเลยล่ะ”
“หลีกทางด้วย”
“หลบหน่อยขอรับ”
“หลีกทางให้คนเจ็บด้วย”
เสียงตะโกนโหวกแหวกโวยวายดังขึ้นที่ด้านหลัง ก่อนที่จะมีขบวนชายฉกรรจ์หลายคนแบกร่างชายที่มีใบหน้าคุ้นตาวิ่งผ่านลู่ซือเข้าไปในโรงหมอด้วยความรวดเร็ว
