บทที่ 9 ครอบครัวของเธอสมบูรณ์เสียที

บทที่ 9 

ครอบครัวของเธอสมบูรณ์เสียที

“พวกท่านเห็นชายที่โดนคนหามเข้าไปเมื่อสักครู่หรือไม่”

ลู่ซือรีบหันไปถามพี่ชายทั้งสอง แต่กลับพบว่าคนทั้งคู่กำลังก้มหน้าก้มตาช่วยกันเก็บผลซื่อจึที่ตกพื้นอยู่ ความสนใจที่มีต่อชายผู้นั้นของเด็กหญิงจึงถูกเบี่ยงเบนออกไป

“เหตุใดจึงหกเกลื่อนพื้นเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ” ลู่ซือถามขณะก้มลงช่วยพี่ชายเก็บผลซื่อจึใส่กระสอบ

“คนพวกนั้นน่ะสิ ดันเดินชนข้า ไม่เห็นหรืออย่างไรว่ามีคนทั้งคนยืนอยู่ ไม่ขอโทษข้าสักคำ” ลู่เสียนต่อว่าด้วยความไม่พอใจ

“คนที่พวกเขาแบกมาคงเจ็บหนัก เลยรีบร้อนไม่ทันระวัง เจ้าอย่าโมโหไปเลย” ลู่ฉีตบไหล่น้องชายเบา ๆ พลางเอ่ยปลอบใจไปด้วย

“พี่รองอย่าโมโหไปเลยนะเจ้าคะ” 

“ข้าไม่ได้โมโหเพียงแค่ไม่พอใจเล็กน้อยเท่านั้น” 

“เข้าใจแล้ว”

“ถ้าเช่นนั้นเรารีบเข้าไปข้างในกันเถอะเจ้าค่ะ”

เมื่อเห็นว่าทุกผลถูกนำลงถุงกระสอบเรียบร้อย ลู่ซือจึงชักชวนพี่ชายทั้งสองเข้าไปในโรงหมอ

โดยในใจนั้นยังคงแอบนึกถึงใบหน้าของชายคนเจ็บแม้จะเห็นเพียงแค่พริบตาเดียว แต่ลู่ซือกลับจำได้เป็นอย่างดี

ชายคนนั้นเหตุใดจึงได้มีหน้าตาคล้ายคลึงกับบิดาที่ล่วงลับไปแล้วของนางได้กัน

เมื่อเดินเข้ามาถึง ภายในโรงหมอเต็มไปด้วยความวุ่นวาย กลุ่มชายฉกรรจ์ยังคงยืนรวมกลุ่มกันอยู่ไม่ไกล ชายผู้ป่วยเองก็ยังคงนอนอยู่บนเปลหามที่วางอยู่ปลายเท้าของคนเหล่านั้น

ด้วยความอยากรู้ลู่ซือจึงพยายามลอบมองใบหน้าของชายคนดังกล่าวอีกครั้ง แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง คนที่รุมล้อมเขาเอาไว้มีเยอะจนเกินไปทำให้นางมองเห็นเพียงลำตัวช่วงล่างที่โผล่พ้นออกมา

“หากมาซื้อยา สามารถแจ้งกับข้าได้เลย แต่หากต้องการพบหมอกรุณารอก่อนนะขอรับ” ลูกจ้างโรงหมอที่ยืนอยู่แจ้งแก่พวกลู่ซือ

“ข้ามาขายผลซื่อจึตากแห้งขอรับ ที่นี่รับซื้อหรือไม่” ลู่เสียนเอ่ยถาม

“รับขอรับ นำมาได้เลย ข้าจะชั่งแล้วคิดราคาให้”

ลู่ซือปล่อยให้พี่ชายทั้งสองจัดการ ส่วนนางนั้นแอบทำเนียน เดินไปอีกฝั่ง เพื่อสังเกตการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นข้างหน้า

“พี่ชาย ข้าเห็นพวกท่านเข้ามานานแล้วเหตุใดพวกท่านยังอยู่ตรงนี้อีกเจ้าคะ” ลู่ซือสะกิดถามชายท่าทางใจดีที่สุดในกลุ่มคนเหล่านั้น

ซ่งเฉินหันกลับมามองตามเสียงเรียกเล็ก ๆ ด้านหลัง ก็พบว่าเป็นเด็กหญิงตัวน้อยแต่งตัวดูดีผู้หนึ่ง

“พวกข้าแบกเขาเข้าไปไม่ไหวหรอก คุณหนูดูเอาเองเถอะ”

ซ่งเฉินเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย พอให้เด็กหญิงสามารถมองเห็นได้

“ร่างกายของเขา”

ลู่ซืออุทานออกมาให้กับภาพตรงหน้าที่นางได้เห็น ร่างกายที่โผล่พ้นออกมานอกเสื้อผ้าของชายบาดเจ็บที่สมควรเป็นเนื้อหนังของมนุษย์ บัดนี้กลับกลายเป็นโลหะสีเงินแทบทั้งหมด

ชายผู้นี้มีพลังแฝงธาตุดินที่สามารถสร้างโลหะขึ้นมาได้ไม่ผิดอย่างแน่นอน แต่แล้วเหตุใดร่างกายของเขาจึงกลายเป็นโลหะเสียเองเช่นนี้เล่า

“ตัวของเขาหลายเป็นเหล็กไปแล้ว ต้องรอท่านหมอออกมารักษาเท่านั้น”

ซ่งเฉินกล่าวเมื่อเห็นเด็กหญิงนิ่งไป ยามที่ได้เห็นคราแรกเขาเองก็ตกใจไม่ต่างกัน ผู้มีพระคุณของเขาผู้นี้ป่วยด้วยโรคประหลาด มักจะมีไข้สูง หากป่วยจนไร้สติร่างกายของเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นเหล็กกล้าต้องรอจนกว่าอาการจะทุเลาร่างกายจึงจะกลับมาเป็นปกติได้ดังเดิม

“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้เจ้าคะ”

“ข้าเองก็ไม่ทราบ ชายผู้นี้พวกเราพบเขาตรงเขตชายป่าอสูร เป็นผู้ใช้พลังธาตุดินที่แข็งแกร่งมากทีเดียว เป็นเพราะเขาพวกข้าถึงได้รอดชีวิตออกมาได้” ซ่งเฉินออกปากชื่นชม 

“ใช่แล้ว เขาใช้เพียงมือเปล่าสู้กับอสูรวัวระดับต่ำ มันวิ่งเขามาอย่างรวดเร็วเสียจนพวกข้าคิดว่าคงต้องทิ้งชีวิตเอาไว้เสียแล้ว แต่ใครจะรู้ ชายคนนี้กลับเอาร่างของตัวเองรับการโจมตีของอสูรวัวตัวนั้น หลังจากที่วิ่งเข้าชนอย่างเต็มแรง กลับเป็นมันเสียเองที่ต้องจบชีวิตลง สะใจข้าเสียจริง” ชายอีกคนที่อยู่ใกล้ ๆ เอ่ยแทรกขึ้นมา

“หลีกทาง ๆ ท่านหมอมาแล้ว”

เหล่าชายที่มุงอยู่เมื่อเห็นว่าหมอมาแล้วต่างพากันหลีกทางออกให้อย่างเป็นระเบียบ พวกเขาต่างถอยห่างออกมาหลายก้าวเพื่อให้ท่านหมอได้ทำการรักษาได้อย่างสะดวก

“คุณหนูหลบมาตรงนี้เถิด”

“เจ้าค่ะ” ลู่ซือรีบหลบไปยืนข้างกายชายที่นางพูดคุยด้วยในทันที

“ชายผู้นี้ เป็นไปไม่ได้!”

ท่านหมอที่มาตรวจอาการเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก เขารีบจับชีพจรชายตรงหน้าเพื่อความแน่ใจอีกหลายต่อหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์ทั้งหมดก็ยังคงเดิม

มันเป็นไปไม่ได้ที่พลังธาตุดินจะสามารถฝึกฝนขึ้นมาจนถึงระดับพิฆาตได้เช่นนี้

“อาการของเขาเป็นเช่นไรบ้างท่านหมอ”

“ชายผู้นี้มีพลังสะสมไว้มากจนเกินไปร่างกายจึงรับไม่ไหว ข้าเดาว่าที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นเหล็กเช่นนี้ สาเหตุน่าจะมาจากพลังที่แฝงอยู่ในธาตุ หากปล่อยไว้เช่นนี้คงจะอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว” ท่านหมอว่าพลางส่ายศีรษะ

ลู่ซือเองเมื่อได้ฟังท่านหมอชี้แจงก็พอจะเข้าใจต้นสายปลายเหตุ เพราะชายผู้นี้สะสมพลังไว้ในกายแต่ไม่ได้ทำการปลดปล่อยออกมา ร่างกายจึงทนแบกรับไม่ไหว ยามไม่ได้สติจึงไม่สามารถควบคุมพลังได้ ร่างกายถึงได้เผยพลังแฝงออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว

“มีหนทางรักษาหรือไม่” ซ่งเฉินรีบเอ่ยถามท่านหมอ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวาดวิตก

“จะว่ามีมันก็มี แต่อาการหนักเช่นนี้แล้ว หนทางเดียวคือต้องนอนแช่รากบัวดินเพื่อดูดซับพลังออกจากร่างของเขาเท่านั้น”

ลู่ซือเมื่อได้ยินก็ย่นคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ร่างกายสะสมพลังไว้มากเกินไปเหตุใดไม่ปลดปล่อยออกมา ทำไมจะต้องใช้สมุนไพรระดับสูงเพื่อดูดซับพลังออกไปให้ยุ่งยาก เป็นเช่นนี้ไม่ถูกต้อง

“เหตุใดท่านหมอไม่ให้เขาปลดปล่อยพลังที่สะสมเอาไว้ออกมาล่ะเจ้าคะ” ลู่ซือเอ่ยถามชายที่ยืนอยู่ข้างกาย

“คุณหนู ท่านคงไม่รู้ว่าพลังธาตุดินนั้นไม่เหมือนกับพลังธาตุอื่น พลังของพวกเราโดดเด่นในเรื่องพละกำลังเท่านั้น ไม่สามารถสร้างดินขึ้นมาหรือใช้พลังแบบธาตุอื่นได้ เป็นเช่นนี้จะให้พวกเราปลดปล่อยสิ่งใดออกมาเล่า”

ลู่ซือที่เคยยืนอย่างมั่นคงแทบล้มทั้งยืนหลังได้ฟังจนจบ หากเพื่อนสนิทของนางที่เป็นผู้ใช้พลังธาตุดินมาได้ยินเข้าคงต้องอาระวาดพวกเขาเหล่านี้ที่ตีค่าธาตุดินเอาไว้เสียต่ำต้อยด้อยค่าเป็นแน่

“แล้วเหตุใดไม่ลองฝึกฝนพลังเช่นธาตุอื่นเล่าเจ้าคะ” หากยังฝึกฝนกันเช่นนี้ ชาติก็ไม่สามารถสร้างหรือควบคุมดินได้หรอก

“ทำไม่ได้หรอก ไม่มีใครเขาทำกัน” 

ลู่ซือไม่แปลกใจแล้วล่ะ ว่าเหตุใดคนในมิติโบราณแห่งนี้ถึงได้มีพลังต่ำเตี้ยเรี่ยดินไร้การพัฒนา

“สมุนไพรธาตุดินระดับสูงเช่นนี้ พวกเราจะไปหามาจากที่ใดได้” สมุนไพรธาตุไม่เพียงแต่ราคาแพงแต่ยังหายากชาวบ้านธรรมดาไม่มีวันหาซื้อมาครอบครองได้หรอก

“ข้าจะใช้สมุนไพรธรรมดาระงับอาการของเขาเอาไว้ก่อนแล้วกัน แต่ภายใน 1 เดือนนี้หากไม่ได้รับรากบัวดินมารักษา ก็คง...” 

ต้องจัดงานศพไว้ทุกข์ให้เขาเท่านั้น เหล่าคนที่แบกคนเจ็บมาส่งต่างก้มหน้าลงอย่างสิ้นหวัง พวกเขาล้วนแต่เป็นทาสในจวนคหบดีจะเอาปัญญาจากไหนมาหาซื้อสมุนไพรระดับนี้ได้

“ข้าให้เขากลืนยาเม็ดลงไปแล้วอีกไม่นานร่างกายของเขาจะกลับมาเป็นปกติ แต่อาการนั้นยังนับว่าหนักอยู่ ต้องให้เขาอยู่รักษาที่นี่ไปก่อน”

“ขอบคุณขอรับท่านหมอ”

“พวกเจ้าล่วงหน้ากลับจวนไปก่อน ข้าจะอยู่รอที่นี่จนกว่าเขาจะได้สติแล้วจะรีบตามกลับไป”

ซ่งเฉินบอกกับเหล่าพี่น้อง พวกนั้นจึงได้แยกย้ายกันกลับไป เหลือไว้เพียงแต่ตัวเขา และเด็กหญิงที่ยังเอาแต่จ้องมองคนเจ็บอยู่ไม่ห่าง

“คุณหนู ท่านยังไม่ไปอีกหรือ”

“พี่ชายของข้านำของมาขายอยู่ด้านนั้นเจ้าค่ะ อีกอย่างข้าอยากเห็นใบหน้าของเขา” ลู่ซืออยากเห็นกับตาตัวเองว่าผู้ชายคนนี้ใช่หรือไม่ใช่บิดาของนางกันแน่

“คุณหนูรู้จักกับเขา?”

“ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ ต้องเห็นหน้าก่อน ว่าแต่ท่านทราบนามของเขาหรือไม่เจ้าคะ”

“เขาว่าเขา แซ่ ละ...”

“น้องสาม พวกเราขายได้หลายตำลึงเลยเจ้าดูสิ” ลู่เสียนวิ่งมาหา ก่อนแบมือให้เห็นเงินตำลึงหลายตำลึงในมือ

“ดีมากเลยเจ้าค่ะ”

“แล้วพี่ชายท่านนี้คือ” ลู่ฉีที่เดินตามหลังมาถามขึ้น เมื่อเห็นว่าน้องสาวไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพัง

“พี่ชายคนนี้เป็นคนที่แบกคนเจ็บมาส่งเจ้าค่ะ ข้าสงสัยอะไรนิดหน่อยจึงได้มาถามเรื่องราวดู”

“เป็นเช่นนี้เอง”

“ขออภัยที่น้องสาวข้า มารบกวนนะขอรับ”

“นางไม่ได้รบกวนอะไรข้าหรอก” ซ่งเฉินส่งยิ้มให้เด็กชายทั้งสองอย่างเป็นมิตร

“พี่เฉิน เราต้องรีบไปกันแล้ว นายท่านทราบเรื่องคุณชายเข้าแล้ว ตอนนี้กำลังโมโหอย่างหนัก พวกเรารีบกลับจวนกันเถอะ”

ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในวงสนทนา ซ่งเฉินหลังได้ฟังก็มีท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัด 

“พี่ชาย อย่างไรชายคนนี้ยังต้องอยู่รักษาตัวอยู่ที่โรงหมออีกหลายวัน หากท่านมีธุระก็ไปทำก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะอยู่รอจนกว่าเขาจะฟื้นให้” ลู่ซือเอ่ยปากให้ความช่วยเหลือ

“แต่ว่า...” ชายคนนี้อย่างไรก็เป็นผู้มีพระคุณจะให้ทิ้งเขาเอาไว้เพียงลำพังจะไม่เป็นการเนรคุณหรอกหรือ

“ขอบคุณมากขอรับคุณหนู รีบไปก่อนเถอะพี่เฉิน”

ชายที่มาตามซ่งเฉินหันมากล่าวขอบคุณเด็กหญิงก่อนจะลากซ่งเฉินออกไปด้วยความรวดเร็วโดยที่ซ่งเฉินไม่สามารถโต้แย้งสิ่งใดได้

“ร่างกายของเขา เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้”

พี่ชายทั้งสองต่างตกใจกับสภาพที่กลายเป็นโลหะของชายตรงหน้า ลู่ซือจึงอธิบายเรื่องราวที่นางได้รับรู้มาก่อนหน้าให้พี่ชายฟัง ทั้งสองจึงมองดูชายที่นอนอยู่ด้วยแววตาสงสารและเห็นใจ

เด็กทั้งสามยืนรออยู่ไม่นานผิวสีเงินยวงจึงค่อย ๆ  แปรเปลี่ยนกลับคืนเป็นเนื้อหนังดังเดิม

ทันทีที่ใบหน้าที่แท้จริงปรากฏเด็กชายทั้งสองเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ลู่เสียนคุกเข่าลงข้าง ๆ ชายที่ยังนอนไม่ได้สติ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ท่านพ่อ เป็นท่าน เป็นท่านพ่อจริง ๆ ด้วย”

เด็กชายกุมมือใหญ่ขึ้นมาแนบอก ก่อนจะค่อย ๆ ร้องไห้ออกมา ลู่ฉีและลู่ซือเองเมื่อเห็นดังนั้นก็ต่างนั่งลงล้อมรอบชายผู้เป็นบิดา ใบหน้าของเด็กทั้งสามต่างนองไปด้วยน้ำตาแห่งความดีใจ

“พี่ใหญ่ น้องสาม ท่านพ่อ ฮึก ยังไม่ตาย พวกเจ้าดูสิ เขายังอยู่” ลู่เสียนกล่าวกับพี่ชายและน้องสาวน้ำเสียงเจือความยินดีเป็นอย่างยิ่ง

“ใช่เจ้าค่ะ ท่านพ่อของพวกเรายังมีชีวิตอยู่”

หลังจากจัดการพาท่านพ่อเข้าพักรักษาในห้องผู้ป่วยเรียบร้อยแล้ว เด็กทั้งสามยังคงล้อมรอบเตียงบิดาไม่ยอมห่างไปไหน

“น้องสาม แล้วเราจะทำเช่นไรดี สมุนไพรรากบัวดิน เราจะไปหามาจากที่ใดได้” ลู่ฉีเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ

“ไม่จำเป็นต้องใช้สมุนไพรหรอกเจ้าค่ะ อาการเช่นที่ท่านพ่อเป็นเพียงแค่ปลดปล่อยพลังออกมาบ้างก็ใช้ได้แล้วเจ้าค่ะ” ในโลกเดิมของนางอาการเช่นนี้ไม่นับว่าเป็นโรคด้วยซ้ำไป

“ง่ายถึงเพียงนี้เลยหรือ”

“พวกท่านลองคิดดูสิเจ้าคะ อาการเช่นนี้ เหตุใดจึงมีเพียงธาตุดินเท่านั้นที่เป็นกัน”

“จริงด้วย” ลู่ฉีพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“นั่นก็เพราะการฝึกฝนของเหล่าผู้ใช้พลังธาตุดินที่ผิดแปลกไปจากธาตุอื่น ๆ พวกเขาต่างเร่งฝึกฝนด้วยพละกำลังแต่ไม่ปลดปล่อยมันออกมา พลังที่อัดแน่นเพียงนั้น ไม่มีร่างกายผู้ใดรับไหวหรอกเจ้าค่ะ”

ลู่ซือไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่า เหตุใดผู้ใช้พลังธาตุดินในมิตินี้ถึงได้ฝึกพลังกันแบบผิด ๆ เช่นนี้ได้

“ข้าเข้าใจแล้ว” 

ลู่เสียนกล่าว สิ่งที่น้องสาวชี้แจงมาล้วนไม่ตรงกับในตำราแต่สามารถนำใช้ได้จริงและดียิ่งกว่าสิ่งที่พวกเคยรับรู้มาทั้งสิ้น ดูอย่างการฝึกฝนของพี่ใหญ่สิ ในแคว้นนี้มีใครบ้างที่สามารถควบคุมดินเช่นนี้ได้

“เราควรไปรับท่านแม่มาดีหรือไม่”

“ข้าจะไปเอง” ลู่เสียนอาสา

“ช้าก่อนพี่รอง พี่ใหญ่ รินน้ำมาให้ข้าที” ลู่ซือเอ่ยรั้งพี่ชายเมื่อเห็นว่าร่างกายของท่านพ่อขยับเล็กน้อย

“ท่านพ่อ!” ลู่เสียนถลากลับเข้ามาช่วยลู่ซือพยุงบิดา

ลู่เหลียนที่เพิ่งฟื้นคืนสติมีท่าทีมึนงง ไม่แน่ใจนักว่าที่ตนเองเห็นและได้ยินนั้น เป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงความฝัน

“อาเสียน ซือซือ อาฉี พวกเจ้าจริง ๆ หรือ” น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วของเด็กทั้งสามไหลรินออกมาจากดวงตาอีกครั้ง

“จริงขอรับ ฮึก” ลู่เสียนตอบบิดาทั้งน้ำตา

ลู่เหลียนมองเด็กทั้งสามดวงตาของเขาแดงก่ำ นับตั้งแต่หลงอยู่ในป่าอสูร ตัวเขาทิ้งความหวังว่าจะได้เจอภรรยาและบุตรไปจนหมดสิ้นแล้ว ใครจะคาดคิดว่าวันนึงสวรรค์จะเห็นใจให้โอกาสเขาได้พบกับความสุขอีกครั้ง

“แม่ของเจ้า กับน้อง ๆ ล่ะ”

“ตอนนี้ท่านพ่ออยู่ที่โรงหมอในเมืองเจ้าค่ะ ท่านแม่กับน้องอยู่ที่บ้าน” ลู่ซือกุมมือบิดาเอาไว้แน่น

“พ่อทำพวกเจ้าลำบากแล้ว” ลู่เหลียนเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกผิด ไม่รู้ว่ายามที่ตนไม่อยู่ที่บ้านใช้ชีวิตกันเช่นไร

“ท่าน พะ เอ่อ ท่านเจ็บตรงไหนหรือขอรับ” ลู่ฉีเอ่ยออกมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เมื่อเห็นบิดามีสีหน้าย่ำแย่ลง

“ไม่เจ็บมากแล้วล่ะ ว่าแต่เหตุใดอาฉีถึงมาอยู่กับน้อง ๆ ได้ล่ะ” ลู่เหลียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย พี่ใหญ่ของเขาไม่น่าจะปล่อยบุตรชายออกมาไกลถึงในเมืองได้

“ระหว่างที่ท่านพ่อไม่อยู่มีเรื่องราวเกิดมากมายขอรับ รวมถึงเรื่องของพี่ใหญ่ ข้าหมายถึงพี่ฉี ตอนนี้ท่านปู่ยกเขาให้ครอบครัวเราแล้วขอรับ”

ลู่ฉีลอบมองสีหน้าของบิดาคนใหม่ อย่างเงียบ ๆ  เขากลัวเหลือเกินว่าท่านพ่อจะไม่ยอมรับแล้วผลักใสเขากลับไปยังที่ที่เขาจากมา

“ดียิ่ง ๆ”

ลู่เหลียนไม่ได้แสดงสีหน้าอื่นนอกจากดีใจ เขารู้สึกเอ็นดูหลานชายคนนี้อยู่ก่อนแล้ว และรับรู้มาโดยตลอดว่าพี่ชายปฏิบัติต่อบุตรชายเช่นไร เขาไม่มีความคิดอื่นนอกจากยินดีที่จะรับลู่ฉีมาเป็นบุตรชายของตนอีกคน

“ท่านพ่อ เหตุใดท่านลุงฉีซานถึงได้มาบอกกับท่านแม่ว่าท่านตายแล้ว เมื่อปีก่อนเกิดอะไรขึ้นกันแน่ขอรับ”

ลู่เสียนเอ่ยถามในสิ่งที่ค้างคาอยู่ภายในใจ ยามนั้นที่สหายสนิทของท่านพ่อมาแจ้งข่าว เขาไม่เคยเชื่อว่าท่านพ่อจะจากไปแล้ว แต่พอเวลาล่วงเลยไป ความเชื่อมั่นที่มีก็เริ่มลดลง จนต้องทำใจยอมรับความจริงอันแสนเจ็บปวดให้ได้ในที่สุด

“บอกว่าพ่อตายงั้นหรือ หึ” ลู่เหลียนพยายามกดข่มความโกรธที่ระอุขึ้นในใจหลังจากได้ฟังคำถามของบุตรชาย 

“ขอรับ”

“ไว้พ่อจะเล่าให้พวกเจ้าฟังพร้อมกับแม่ของเจ้า”  

“ถ้าเช่นนั้น ท่านพ่อรอข้าประเดี๋ยวนะขอรับ ข้าจะไปพาท่านแม่มาพบท่าน” ลู่เสียนอาสาอีกครั้ง

“ไม่ต้องหรอก พวกเรากลับบ้านไปพบแม่กับน้อง ๆ ของเจ้าพร้อมกันจะดีกว่า” ลู่เหลียนตั้งท่าจะลุกขึ้น แต่โดนเด็ก ๆ ทั้งสามรั้งตัวให้นอนลงตามเดิม

“ท่านหมอให้พ่อนอนรักษาที่นี่ก่อนเจ้าค่ะ พรุ่งนี้จึงจะกลับได้”

“ไม่ต้องหรอกลูกมันเปลือง ให้พ่อกลับตอนนี้เลยเถอะ”

“ท่านพ่อไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ รักษาตัวอยู่ที่นี่ให้สบายใจเถิด”

“พาพ่อกลับบ้านเถอะ พ่อไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”

ลู่ซือหมดคำจะกล่าว ท่านพ่อของนางนั้นดื้อรั้นกว่าที่คิด นางจึงต้องจำยอมพาบิดากลับไปรักษาต่อที่บ้าน

ท่านหมอให้ท่านพ่อดื่มยาสงบใจที่มีฤทธิ์ทำให้หลับใหลชั่วคราว เนื่องจากสมุนไพรระงับอาการที่ท่านหมอใช้กับท่านพ่อของนางในคราแรก ทำให้ร่างกายของท่านพ่ออ่อนแอไร้พละกำลังไม่สามารถทนรับแรงกระแทกหนัก ๆ ได้

หากนั่งเกวียนกลับไปทั้งที่ยังมีสติ บิดาของเด็กทั้งสามคงจะต้องทนทรมานอย่างหนักหนาสาหัส

บทก่อนหน้า
บทถัดไป