บทที่ 2 สุภาพบุรุษในชุดเครื่องเเบบ (1)

ดวงตาที่หนักอึ้งของฉันค่อยๆ เปิดขึ้นช้าๆ สิ่งแรกที่รู้สึกคือแสงแดดอ่อนๆ ที่แยงเข้าตา พอลืมตาขึ้นและมองไปรอบๆ ก็เห็นโต๊ะคอมสุดหรูพร้อมเฟอร์นิเจอร์เข้าชุดกันซึ่งเป็นโทนสีทึบๆ ทั้งหมด

ที่นี่ไม่ใช่บ้านฉันนี่นา!

ฉันค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นจากเตียงนอนที่กว้างแสนกว้างและนุ่มผิดปกติพร้อมกับกวาดสายตาไปมองรอบๆ ห้องอย่างง่วงงุน รู้สึกปวดหัวสุดๆ จนต้องหลับตาค้างไว้อย่างนั้นเพื่อปรับความคุ้นเคย แน่ล่ะ... ก็เมื่อคืนเล่นดื่มหนักขนาดนั้นนี่ ตื่นมาตอนเช้าจะแฮงก์ๆ อยู่ก็ไม่แปลกหรอก

เอ้ะ ว่าแต่ทำไมถึงรู้สึกหวิวๆ โล่งๆ แปลกๆ ล่ะเนี้ย

ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นพลางคว้าผ้าห่มมาเปิดดูด้วยสมองที่ยังคงไม่ทำงาน แต่แล้วเมื่อเห็นสภาพของตัวเองได้ชัดถนัดตา สมองที่กำลังเอื่อยๆ ก็เริ่มทำงาน พร้อมกับดวงตาปรือๆ ที่สว่างจ้าขึ้นในทันที

ทำไมตัวฉันถึงได้ล่อนจ้อนแบบนี้!

ระ... หรือว่า

มาคิดดูอีกที ที่นี่ก็ไม่ใช่บ้านฉัน ไม่ใช่ห้องฉัน เมื่อคืนฉันเมา อ้วกใส่ใครสักคนแล้วก็สลบไป และพอตื่นมาอีกทีทั้งตัวฉันก็ไม่มีเสื้อผ้าติดตัวอยู่แล้ว...

มันจะต้องเป็น... ไอ้ผู้ชายคนนั้นแน่ๆ เลย!

เจนเทิลแมนที่มารับฉันที่ลื่นลมกลายเป็นภาพตัด จริงๆ แล้วเขาก็คือหมาป่าฮุบเหยื่อที่เมาแอ๋จนไม่สามารถควบคุมสติตัวเองได้ตามผับ กลืนกินฉันไปทั้งตัว แถมพรากความสาวที่สดใหม่ของฉันไปเมื่อคืน!

“กรี๊ด!!!” พอคิด (มโน) ได้แบบนั้น ฉันก็กรีดร้องออกมาเสียงดังลั่นอย่างรับไม่ได้ ฉันทึ้งหัวตัวเองพลางกรี๊ดๆ อยู่อย่างนั้นจนได้ยินเสียงปึงปังออกมาจากด้านนอก ก่อนที่จะ

ปึง!!

“หนวกหู! แหกปากอยู่ได้ หัดเกรงใจชาวบ้านเขาซะมั้ง!” ฉันสะดุ้งโหยงอย่างตกใจเมื่อผู้ชายคนหนึ่งผลักบานประตูออกมาอย่างแรง ก่อนที่เขาจะยืนด่ากราดฉันอย่างไร้ความเป็นสุภาพบุรุษแบบสุดๆ

ผะ... ผู้ชายคนนี้

“ใช่จริงๆ ด้วย เป็นคุณจริงๆ ด้วย!”

“ใคร? พูดบ้าอะไรของคุณน่ะ” ฉันกัดฟันแน่นเมื่อเขาพูดออกมาราวกับไม่สะทกสะท้านอะไรกับสิ่งที่ทำลงไปเลย นอกจากจะปากเสียและขาดความเป็นสุภาพบุรุษแล้ว เขาก็ยังไม่มีความรับผิดชอบอีกต่างหาก!

ปึก!

“โอ้ย!” ฉันแอบลอบยิ้มอย่างสะใจเมื่อหมอนที่ปาไปโดนเข้าที่หน้าหล่อๆ ของเขาอย่างจังโดยที่เขายังไม่ทันตั้งตัว ร่างสูงคว้ามันไว้พร้อมกับปั้นหน้ายักษ์ใส่ฉัน “อะไรของคุณ!!”

“นี่มันยังน้อยไป คุณผิดเองนะที่ทำกับฉันแบบนี้ คุณรู้มั้ยว่าฉันเก็บมันไว้กี่ปี! ความสาวของฉันมันพรากกันได้ง่ายๆ เหมือนฉีกกระดาษเลยสินะ คุณไม่เห็นค่าอะไรในความบริสุทธิ์ของฉันเลย ฉันไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นที่ต้องการวันไนท์สแตนด์! แล้วฉันก็เครียดและเสียใจมากด้วย!!”

พูดออกมายาวมากจนตัวเองยังจับใจความไม่ทัน และเหมือนยิ่งพูดก็ยิ่งตอกย้ำตัวเอง น้ำตาที่อุตส่าห์อดกลั้นไว้จึงค่อยๆ ไหลลงมาอย่างร้าวรานหัวใจ ฉันปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายผู้ชายตรงหน้าพร้อมกับมุดหน้าลงกับหมอนใบที่สองที่เตรียมจะขว้างลงอย่างหมดแรง

ฉันไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอขนาดที่ว่าจะมานั่งคิดมากกับซิงที่เสียไปแค่เพียงชั่วข้ามคืนหรอก แต่ที่ฉันร้องไห้เพราะเสียดายเวลาและมันมาในเวลาที่ไม่พร้อมต่างหาก

“นี่... คุณกำลังเข้าใจผิดนะ” เสียงของร่างสูงอ่อนลง ก่อนที่ฉันจะได้ยินว่าฝีเท้าหนักๆ ของเขากำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้

“ฮึก เข้าใจผิดอะไรล่ะ! ตัวฉันเปลือยขนาดนี้จะให้เข้าใจว่าอะไรอีก!”

“ก็คุณเมามาก แถมบ่นว่าร้อนๆ ทั้งคืน ผมก็เลยถอดเสื้อให้ยังไงล่ะ”

“...!”

เอ้ะ

“ฮะ?” ฉันหยุดสะอื้นพลางหันไปมองเขาทั้งน้ำตาและน้ำมูกยืดๆ ที่ซื้ดขึ้นจมูกมาไม่หมดอย่างแทบไม่เชื่อหู ร่างสูงเลยมองหน้าฉันกลับ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“แล้วก็ไม่ใช่แค่นั้น เพราะทั้งเสื้อ ทั้งชั้นในของคุณมันก็เลอะอ้วกเต็มไปหมด ผมก็เลยต้องจำใจถอดให้คุณทั้งหมด และตอนนี้มันก็อยู่ในเครื่องซักผ้าแล้ว”

อ้อ งี้นี่เอง

เหตุผลฟังขึ้นแบบสุดๆ ไปเลยอ่ะ แต่ไอ้คำว่า ‘จำใจ’ เนี้ย อย่าเน้นมันมากได้มั้ย มันเจ็บนะขอบอก

“เอ่อ...” ฉันอึกอัก ไม่คิดจะตอบอะไรกลับไปทั้งๆ ที่ในใจปักใจเชื่อไปแล้วแบบเต็มๆ

ก็แหม มันก็ยังมีตงิดๆ อยู่ในใจนิดๆ นี่นา

“นี่คือความจริง เพราะคนอย่างผมมีความเป็นสุภาพบุรุษพอที่จะไม่ทำอะไรผู้หญิงที่หมดทางสู้แบบนั้น”

“จริงอ่ะ”

“จะคิดยังไงก็ได้” ฉันจ้องหน้าเขาเขม็งอย่างจับผิด แต่ดูท่าทางเขามุ่งมั่นมาก คงจะไม่ได้โกหกล่ะนะ

เฮ้อ รอดไป

แต่... เดี๋ยวก่อน

ถ้าฉันถูกเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ขนาดนี้ นั่นก็ต้องแปลว่าเขาเองก็เห็นร่างกายในทุกสัดส่วนของฉันแล้วน่ะสิ ไม่ว่าจะเป็นนมที่เล็กเหมือนไข่ดาว กับน้องโจ๊ะโมะน้อยๆ ที่ไม่ได้เซ็ตขนอุ๋งมาแรมเดือนของฉัน

มะ... ไม่นะ! นี่มันโคตรน่าอายสุดๆ ถึงแม้ว่าฉันจะรู้ว่าในสมัยนี้การมีเซ็กซ์ไม่ใช่เรื่องน่าอายรวมทั้งขนอุ๋งที่จะมีหรือไม่มีก็ได้ ตามแบบฉบับหนังเอวีของญี่ปุ่นที่จะมีอุ๋งแซมบ้างประปรายพอดูน่ารักก็ตาม

แต่ครอบครัวฉันค่อนข้างที่จะหัวโบราณสุดๆ ถ้าเกิดม๊าจับเรื่องนี้ได้ ไม่วายต้องโดนพาไปดูตัวแถมคลุมถุงชนแบบสายฟ้าแลบแน่ๆ

และ... พอสติเริ่มแตก อยู่ดีๆ ฉันก็คิดถึงคำพูดเมื่อคืนของเพื่อนได้ว่า

‘เรามาแข่งดื่มเหล้ากัน ถ้าใครใช้เวลาดื่มเหล้าสองขวดน้อยกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ และบทลงโทษของฝ่ายแพ้ก็คือจะต้อง ‘จับ’ ผู้ชายสักคนมาเป็นผัวให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์!’

ฉันนิ่งงัน นั่งครุ่นคิดสลับกับมองหน้าของผู้ชายตรงหน้าไปด้วยพร้อมกับสีหน้าที่กำลังบ่งบอกได้ว่าเครียดแบบสุดๆ

“นี่...” ฉันเริ่มเปลี่ยนน้ำเสียงที่พูดกับเขาให้ดูน่ารักขึ้นมานิดหน่อย (เผื่อไว้) ก่อนที่จะกระดึ้บไปหาเขาช้าๆ โดยไม่ลืมที่จะคว้าผ้าห่มติดตัวไปด้วยเพื่อปกปิดร่างกาย “คุณชื่ออะไรอ่ะ”

“พันตรีคิมหันต์”

“พะ... พันตรี?”

เขาเป็นทหารเหรอ

“ใช่ ผมเป็นทหาร” เขาพูดแบบส่งๆ เหมือนเดาความคิดฉันได้ พร้อมกับฉีกยิ้มมุมปาก “ถึงบอกไง ว่าคนอย่างผมไม่เคยทำร้ายคนไม่มีทางสู้”

เหมือนโอ้อวดอยู่ในทีแต่ก็น่ารักดีไม่หยอก อีกอย่างเพราะเขาหล่อด้วยล่ะนะ แถมยศยังสูงมากๆ อีกด้วย

“งั้นเหรอ” ฉันก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด รวมทั้งพินิจพิจารณารูปลักษณ์ของคนตรงหน้า

เขาหล่อ... ใช่เลย

ดูดีและเท่บาดใจ... อันนี้ก็สุดๆ

มีร่างกายที่น่าจับต้อง... ก็ดูแขนของเขาสิ กล้ามบึกซะขนาดนั้น

รวย... ดูจากเฟอร์นิเจอร์สุดหรูที่เห็นข้างๆ ตัว

สุภาพบุรุษ... ก็เขาบอกเองนี่ ว่าไม่เคยทำมิดีมิร้ายผู้หญิงที่ไร้ทางสู้

หน้าที่การงานดีเลิศ... ยศพันตรีนี่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ ดูจากเง้าหน้าเขาน่าจะอายุประมาณ 27-28 ปี จริงๆ ยศนี้ต้องได้ประมาณสามสิบขึ้นนะ แปลว่าฐานะทางบ้านคงไม่ใช่น้อยๆ เพราะคงต้องวางเงินใต้โต๊ะในการได้ตำแหน่งให้ลูกชายค่อนข้างเยอะอยู่

ถึงจะเพิ่งรู้จักกันแค่ครั้งแรกและครั้งเดียว แต่จากที่คำนวณแล้ว ค่อนข้างจะเป็นที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างมาก

แบบนี้ม๊าคงจะพอใจอยู่เนอะ

พอคิดได้แบบนั้นฉันก็ฉีกยิ้ม ก่อนที่จะตัดสินใจพูดความคิดชั่วร้ายที่แล่นพล่านในหัวเพื่อกลบความกลัวพวกนั้นออกไป

“เมื่อกี้... คุณเป็นคนบอกเองสินะว่าเป็นคนถอดเสื้อผ้าให้ฉัน”

“ใช่”

“ถ้างั้น...” ฉันที่หน้าร้อนวูบวาบเสหน้าไปมองทางอื่นทันที “คุณก็เห็นของๆ ฉันหมดแล้วน่ะสิ”

ถึงจะเป็นความจริงที่ควรยอมรับ แต่ฉันก็ยังรับไม่ได้อยู่ดี!

“เอ่อ นั่นก็ใช่” เขาเริ่มหน้าซีดเล็กน้อย เหมือนพอจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปแล้ว

เปลืองตัวชะมัดเลยเรา

“งั้น... ฮึก ไม่ว่ายังไงฉันก็เสียหายอยู่ดี” ฉันแสร้งบีบน้ำตาร้องไห้คร่ำครวญ ก่อนที่จะช้อนตามองร่างสูงโปร่งที่ยืนตะลึงอยู่กับที่เหมือนจะคิดไม่ถึงว่าฉันจะงัดไม้นี้มาใช้ เขาสอดส่ายตาไปมาเพื่อหาตัวช่วย แต่มันไม่มีหรอก “คุณต้องรับผิดชอบฉันนะ”

“รับผิดชอบเรื่องอะไร” เขาเดินถอยหลังเมื่อฉันแสยะยิ้มออกมาอย่างร้ายกาจราวกับนางมารร้ายในละครหลังข่าวที่กำลังจะปลุกปล้ำพระเอกด้วยความหื่นกระหาย

“อ้าว ก็คุณเป็นทหารนี่นา คุณก็ควรจะใส่ใจและรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำลงไปสิ” ฉันแถไปเรื่อย “อีกอย่างฉันก็เป็นผู้หญิง แถมยังโสดมาจนเกินยี่สิบปีแล้ว อยู่ๆ ก็มาเจอผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้มาเห็น เอ่อ... ของสงวนกันแบบนี้มันก็ไม่ดีไม่งาม แถมถ้ามาม๊ารู้ก็อาจจะโดนจับแต่งงานอยู่ดี!”

โอ้ย ยิ่งพูดก็ยิ่งอาย

“แต่ผมกับคุณยังไม่ได้มีอะไรเกินเลยต่อกันเลยนะ” เขาถอยหลังไปอีกก้าว ในขณะที่ฉันขยับตัวไม่ได้เพราะทั้งตัวไม่ได้ใส่อะไรเลย เป็นผู้หญิงนี่มันเสียเปรียบจริงๆ “แล้วอีกอย่างผมก็เป็นคนช่วยคุณเอาไว้ คุณควรจะขอบคุณผมมากกว่าจะมาพูดอะไรแบบนี้ไม่ใช่เหรอ”

เออ นั่นดิ

“แต่มันก็คล้ายๆ กับการอนาจารนะคะคุณ!” ฉันตะโกนลั่นอย่างไม่ยอมแพ้ ไม่ว่ายังไงฉันก็จะจับเขามาแต่งงานด้วยให้ได้! “ถ้าคุณไม่รับผิดชอบ แล้วทีนี้ฉันจะมีหน้าไปพบพ่อกับแม่ได้ยังไงคะ!”

“หน้าคุณมันก็อยู่ที่เดิม ก็แบกหน้าเดิมๆ ของคุณกลับไปหาสิ!” ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มหมดความอดทนกับฉันแล้ว ร่างสูงจึงตวาดใส่พร้อมกับปาหมอนที่ยังคาอยู่ในมือทิ้งลงพื้นอย่างหงุดหงิด “ปกติรึเปล่าเนี้ย หรือว่าผมแบกคนบ้าเข้าบ้านมา!”

เดี๋ยว เขาว่าฉันบ้าเหรอ

“ฉันไม่ได้บ้านะ! ฉันก็แค่อยากให้คุณรับผิดชอบเท่านั้นเอง!”

“ผมไม่ผิด! ทำไมผมต้องรับผิดชอบด้วย!!”

“ถ้างั้นฉันจะแจ้งตำรวจมาจับคุณข้อหากระทำชำเราและพูดจาไร้ความรับผิดชอบกับฉันนะคะ!”

“ก็เอาสิครับ ถ้าคุณคิดว่าตำรวจในระแวกนี้ไม่รู้จักผม”

“...”

เอ่อ

“มีเรื่องตลกๆ อะไรที่อยากจะพูดอีกมั้ยครับ?”

เดี๋ยวนะ คนเป็นทหารเขาพูดกับสุภาพสตรีแบบนี้เหรอ

“แต่... แต่ถ้าแม่ฉันรู้” ฉันเริ่มจิตตก เพราะมาคิดดูอีกทีมันก็ค่อนข้างจะบ้าและไร้สาระอย่างที่เขาพูดจริงๆ นั่นแหละ ส่วนไอ้เรื่องพนันบ้าบออะไรที่สัญญาไว้ตอนเมา มันก็ไม่ควรเอามาใส่ใจจะทำขนาดนั้นด้วย ยัยใบปอก็คงจะลืมมันไปแล้วล่ะ “... ฉันอาจจะโดนจับคลุมถุงชนก็ได้”

“...”

แต่ฉันก็ไม่ได้เคยกับเรื่องอย่างว่าถึงขนาดจะรับได้กับเรื่องแบบนี้ การเห็นเรือนร่างกันและกันมันไม่ดีต่อตัวผู้หญิงนะ แถมก็อย่างที่เคยบอก ว่าแม่ฉันน่ะค่อนข้างหัวโบราณ ถ้าท่านรู้เรื่องที่ค้างกับผู้ชายที่เพิ่งรู้จัก คงไม่วายโดนโบยแถมจับแต่งงานแหงๆ

“แม่คุณดุขนาดนั้นเลยเหรอ?” เขาเลิกคิ้วถาม แล้วฉันก็ชันเข่าขึ้นมากอดทั้งผ้าห่มอย่างเซื่องซึม

“อื้ม” กระซิบตอบไปแค่นั้นเอง “จริงๆ ตอนนี้ฉันก็อายุจะเข้า 25 แล้ว แม่บ่นทุกวันว่าอยากให้แต่งงานก่อนอายุ 30 เพราะจะมีลูกไม่ทันใช้ แต่ก็อย่างว่า... ฉันไม่เคยมีแฟนเลยจนถึงตอนนี้ เพราะสเป็คที่ตั้งไว้สูงมากก็เลยไม่คบกับใครง่ายๆ”

“...”

“ถ้าเกิดถูกจับคลุมถุงชน ชีวิตที่เป็นอิสระของฉันอาจจะพังลงเพราะอีกฝ่ายไม่เข้าใจก็ได้ เพราะแต่ละคนที่แม่เคยพาไปดูตัวก็ดูอยากจะมีลูกเร็วๆ ทั้งนั้น เพราะครอบครัวของฉันเป็นคนจีน”

“...”

“อีกอย่าง ฉันทำงานบ้านอะไรไม่เป็นสักอย่าง ทำเก่งแต่เรื่องงานที่หาเงินได้ ฉันไม่อยากมีลูก แถมยังไม่พร้อมกับเรื่องอย่างว่าด้วย”

“...”

“ฉันไม่อยากถูกจับแต่งงานในตอนนี้นี่นา”

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเลือกที่จะพูดเรื่องนี้กับผู้ชายที่เพิ่งจะเจอกันครั้งแรก แถมเจอกันด้วยสภาพแย่ๆ ด้วย แต่อย่างน้อยก็อยากระบายกับใครสักคน

“นี่คุณ” เสียงของเขาอ่อนลง พร้อมกับเตียงที่ยวบลงไปเพราะร่างสูงทิ้งตัวลงนั่ง “โอเค ผมพอเข้าใจ”

“เข้าใจอะไรล่ะ?” ฉันที่ตอนแรกนั่งกอดเข่าอยู่คนเดียวเงยหน้าขึ้นมามองเขาทันที แล้วเขาก็พ่นลมหายใจ

“ที่ผมบอกว่าพอเข้าใจ เพราะแม่ของผมท่านก็คล้ายๆ แม่ของคุณอยู่นิดหน่อย” เขาลูบท้ายทอยตัวเอง “ผมบ้างานเกินไปเลยเข้าไม่ถึงการมีคนรักจริงจัง บางครั้งก็วันไนท์เล่นๆ ไม่จริงจังอะไร เพราะไม่คิดว่าจะมีใครเหมาะสมมาเป็นแม่ของลูกขนาดนั้น”

“...”

“และเพราะผมบ้างานแถมเห็นผู้หญิงเหมือนวัตถุทางเซ็กซ์มากไป แม่ถึงได้ยื่นคำขาดให้ผมหาภรรยาให้ท่านให้ได้ภายในเดือนนี้” เขาลูบหน้าตัวเองอย่างเคร่งเครียด “แต่ผมไม่ได้อยากมีลูก ผมไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยมาดื่มเหล้าที่ผับแล้วเจอกับคุณ แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าคุณจะมาเล่าเรื่องที่คล้ายคลึงกับเรื่องของผมให้ฟัง”

“... แล้วทำไมคุณถึงไม่ปล้ำฉันล่ะ?” เพราะสงสัยก็เลยถามขึ้นมาโต้งๆ แล้วก็เห็นว่าเขาทำหน้ามุ่ยพร้อมกับกอดอกมองฉัน

“คิดว่าผมเป็นคนยังไงครับ” เขาดุฉันอ่ะ “คุณเมาขนาดนั้น แล้วผมก็มีจรรยาบรรณในฐานะลูกผู้ชายพอที่จะไม่ทำอะไรผู้หญิงที่ไร้สติ”

“...”

“คนอื่นอาจจะทำ แต่ผมไม่ทำแน่นอน มันส่งผลถึงยศ และหน่วยที่ผมรับผิดชอบ”

โห

ทั้งหล่อเข้ม มาดแมน แถมยังสุภาพบุรุษอีกนะเนี่ย

“อืม งั้น...” ฉันนิ่งไป ก่อนที่จะคิดอะไรพิเรนทร์ๆ ออกมาได้แล้วเลือกที่จะโพล่งขึ้นมาตรงๆ “งั้นถ้าทั้งคุณและฉันต่างมีเรื่องให้คิดเหมือนกันถึงขนาดนั้น... ทำไมเราไม่มาแต่งงานกันซะเองเลยล่ะ”

“...!!”

“คิมหันต์”

“...”

“นี่คุณ”

“...”

“คุณ! ได้ยินที่ฉันพูดมั้ยเนี้ย”

“ไม่มีทาง!” ฉันสะดุ้งโหยงเมื่ออยู่ดีๆ เขาก็โพล่งขึ้นมาเสียงดังลั่นห้องหลังจากที่นั่งใบ้กินอยู่นาน “พูดอะไรของคุณ เราเพิ่งเคยเจอกันแค่ครั้งเดียวเองนะ!”

“แต่ทั้งคุณทั้งฉันก็ทุกข์ใจในเรื่องเดียวกันนี่ แถมคุณแม่คุณก็ต้องการภรรยา ฉันก็ต้องการคนที่เข้าใจแถมหัวอกเดียวกันมาดูแล นี่ก็แฟร์ๆ กันดีไม่ใช่เหรอ” ฉันตอบซื่อๆ

“ถ้าการแต่งงานสำหรับคุณมันง่ายขนาดนั้นก็คิดไป แต่สำหรับผมมันไม่ง่าย!”

“หยาบคายค่ะ ฉันไม่ได้คิดว่ามันง่ายสำหรับฉันเลยแม้แต่น้อย แต่ฉันแค่คิดว่าคุณคงหาผู้หญิงที่สามารถเข้าใจหัวอกคุณและปล่อยชีวิตคุณให้เป็นอิสระเท่าฉันไม่ได้อีกแล้ว”

“อะไรทำให้คุณมั่นใจขนาดนั้น?” เขาตวัดสายตามามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างหยาบคาย

“แน่นอน ฉันฝังยาคุมตั้งแต่อายุยี่สิบสาม เผื่อเวลาที่ฉันมีเซ็กซ์ไม่ป้องกันแล้วมันจะหลุดท้องได้” ฉันยืดอกอย่างมั่นใจ แม้ว่าทั้งชีวิตจะไม่เคยมีเซ็กซ์กับใครเลยก็ตาม (แค่ฝังยาคุมเผื่อไว้ แต่สุดท้ายก็แห้งแล้งมาจนถึงอายุยี่สิบห้า) “คุณก็ไม่อยากมีลูก ฉันก็ไม่อยากมีลูก เรื่องนี้มันง่ายจะตาย”

“เหอะ” เขาแค่นหัวเราะ “งั้นก็แปลว่าคุณเตรียมใจมาพร้อมถ้าผมคล้อยตาม ประมาณว่าคุณจะยอมให้ผมมีเซ็กซ์กับคุณว่างั้น?”

“... ไม่รู้ค่ะ”

“เหอะ!!” เขาแค่นหัวเราะซ้ำแถมดังกว่าเดิมอีก “คนจะแต่งงานมันต้องมีเรื่องนี้เป็นปกติสิ ถ้าคุณยอมรับไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าผมจะคิดแต่งด้วย”

ฉันถึงกับสะอึกไปเลย เพราะไม่เคยมีเซ็กซ์กับใครมาก่อนจนอายุล่วงเลยเข้าเกือบจะเลขสาม อีกอย่างการมีเซ็กซ์มันก็แทบจะเป็นเรื่องธรรมดาของชายหญิงสมัยนี้ไปแล้วด้วย

แต่... เขาเป็นคนแปลกหน้านะ! ฉันเพิ่งเจอเขาแค่คืนเดียวเอง แม้ว่าเขาจะไม่ได้เกินเลยอะไรกับฉัน แต่อยู่ดีๆ จะให้มาเปิดเผยเรือนร่างที่ตัวเองก็แทบไม่มั่นใจกับผู้ชายอีกคนแล้วเนี่ย มันออกจะยังไงๆ อยู่มั้ย!

“... ฉันไม่รู้ว่าฉันจะทำได้รึเปล่านี่คุณ” จนสุดท้ายก็ต้องโพล่งเสียงอ่อยๆ ออกมา ผู้ชายร่างใหญ่ตรงหน้าเลยถอนหายใจ

“ผมเข้าใจว่ามันยาก และผมจะไม่บังคับคุณหรอกนะ” เขาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนที่จะตั้งท่าเดินเลี่ยงออกไปจากห้อง คงอยากให้ฉันได้ทบทวนตัวเองอยู่คนเดียว

แต่... ก็แค่มีอะไรกันให้จบๆ ไป มันก็คงไม่น่ายากอะไรหรอก อีกอย่างถ้าไม่รีบตะครุบเขาไว้ จะหาผู้ชายแบบนี้ที่อยู่ในสถานะเดียวกันได้อีกมั้ยก็ไม่รู้

หมับ!

จนสุดท้ายก็ต้องกลั้นใจถลาออกจากผ้าห่มไปคว้าข้อมือใหญ่ของเขาเอาไว้แน่น ร่างสูงหันกลับมา ในขณะที่ฉันได้แต่เอามือปิดร่องน้อยของตัวเองที่โผล่พ้นออกมาจากผ้าห่มสู่แววตาคู่คมของเขา

“...?”

“ทะ... ทำเบาๆ นะ” ฉันพูดโดยไม่สบตาเขาเลย “ครั้งแรกของฉัน... ช่วยกรุณาทำเบาๆ หน่อยนะคะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป