บทที่ 7 นางร้าย : 7
“ท่านแม่เลิกโทษตัวเองเถิดเจ้าค่ะ”
รั่วอิงเหยาลูบแผ่นหลังมารดาที่ยังสวมกอดกันอยู่เพื่อเป็นการปลอบประโลมให้นางเลิกโทษทุกอย่างเป็นความผิดตนเองสักที
‘อิงอิงเอ๊ย! นี่แกใจร้ายกับรั่วอิงเหยาในนิยายมากเกินไปสิะ’
เมื่อมาอยู่ในร่างนางร้ายที่เขียนขึ้นมาเองทำให้นางรู้สึกเสียใจเล็กน้อย
‘ไม่เป็นไรนะเสี่ยวรั่ว ฉันอยู่ในร่างเธอแล้ว ฉันจะชดใช้ความใจร้ายของตัวเองที่สร้างเธอมาให้เจ็บปวดจนกลายเป็นคนนิสัยเสีย ต่อแต่นี้ไปฉันจะเปลี่ยนเธอเป็นคนใหม่เอง’
“ฮูหยินเจ้าคะ ด้านนอกอากาศเริ่มเย็นขึ้นแล้ว พาคุณหนูใหญ่เข้าไปพักในห้องดีหรือไม่เจ้าคะ”
ทิงโยสาวใช้คนสนิทของรั่วฮูหยินรีบเตือนสตินายหญิงของนาง
“แม่ไม่ได้เรื่องอีกแล้ว ไป! เข้าไปคุยกันต่อในห้องอุ่น ๆ กันเถอะ”
“ไม่ได้เจ้าค่ะ”
ทันทีที่รั่วอิงเหยาขืนตัวไม่เดินตามแรงจูงของมารดาพร้อมเอ่ยขัดคำชวนนั้น รั่วฮูหยินหันมามองด้วยใบหน้างุนงงพร้อมเอ่ยถาม
“มีอะไรรึ เหตุใดถึงไม่เข้าไปด้านใน”
รั่วอิงเหยาไม่อยากให้เสียเวลาสำคัญไปมากกว่านี้จึงรีบบอกเหตุผลที่นางกลับมายังจวนราชครู
“เหยาเอ๋อร์มาที่นี่ครั้งนี้มิได้กลับมาอยู่เรือนเจ้าค่ะ แต่เหยาเอ๋อร์มาเผื่อขอยืมคนผู้หนึ่ง”
รั่วฮูหยินขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อฟังคำของบุตรสาวจบ
“ลูกจะยืมผู้ใด”
“องครักษ์หยียน เหยียนตู้เจ้าค่ะ”
รั่วฮูหยินไม่แปลกใจหากบุตรสาวต้องการใช้งานเหยียนตู้เพราะทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นดั่งพี่กับน้อง
“ลูกต้องการให้องครักษ์เหยียนไปทำเรื่องอันใด”
นี่คือสิ่งที่รั่วฮูหยินปิงเซียวหลันอยากรู้เหตุผลการร้องขอของบุตรสาวในครั้งนี้
“ลูกต้องการไปเอายาถอนพิษมาให้น้องหญิงเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นรึ ได้สิ แม่จะเรียกองครักษ์ตู้มาเดี๋ยวนี้”
กล่าวจบรั่วฮูหยินจึงหันไปสั่งทางสายตากับทิงโยให้ไปตามเหยียนตู้มาพบ
“ขอบคุณท่านแม่ เช่นนั้นลูกขอตัวเข้าไปเก็บของก่อนนะเจ้าคะ”
“เก็บของ ลูกจะเก็บของไปที่ใด”
“ลูกต้องเดินทางไปที่ตลาดมืดกับองครักษ์เหยียนเจ้าค่ะ”
“ตลาดมืด”
“ว้าย! ฮูหยิน!”
รั่วฮูหยินได้ยินคำกล่าวของบุตรสาวถึงกับแข้งขาอ่อนทรุดตัวลง โชคดีที่ยังเหลือสาวใช้อยู่ใกล้จึงรับร่างรั่วฮูหยินได้ทัน
“ท่านแม่! พาท่านแม่ไปพักที่ศาลานั้นก่อน”
รั่วอิงเหยาสั่งพลางช่วยพยุงมารดาไปั่งยังศาลาสระบัว
“ท่านแม่ใจเย็น ๆ ก่อนเจ้าค่ะ”
รั่วอิงเหยาทั้งบีบทั้งนวดให้รั่วฮูหยินเพื่อให้เลือดไหลเวียนเลี้ยงสมองและคืนสติ
“เหยาเอ๋อร์”
“ลูกอยู่นี่”
รั่วอิงเหยารีบคว้ามือมารดามากุมไว้เมื่อเสียงเรียกหานางนั้นแผ่วเบาจนน่าเป็นห่วง
“ให้เหยียนตู้ไปที่นั่นคนเดียวไม่ได้หรือลูก”
น้ำเสียงแสนห่วงใย ในนัยน์ตาสั่นระรัวสบมองบุตรสาวเชิงขอร้อง
“ยาที่ลูกต้องการ มีเพียงลูกเท่านั้นที่รู้”
“แต่เหยียนตู้ก็มีความรู้เรื่องสมุนไพร”
รั่วฮูหยินยังคงหาเหตุผลมาเกลี้ยกล่อมบุตรสาว
“องครักษ์เหยียนรู้เรื่องสมุนไพรก็จริง แต่ลูกชำนาญกว่าเขามาก ท่านตาเคยชมต่อหน้าท่านเลย”
ปิงเซียวหลันมีเหตุผลของนาง แต่รั่วอิงเหยาก็มีเรื่องมาเอาชนะการเจรจาจนได้
“เหยียนตู้คำนับฮูหยิน คุณหนูใหญ่”
องครักษ์เหยียนตู้เข้ามาได้จังหวะพอดี
รั่วอิวเหยาเห็นตัวช่วยปรากฎกายตรงหน้ารีบลุกขึ้นยืนข้างกายกำยำนั้นทันที
“ฮูหยินเรียกข้าน้อยยามดึกเช่นนี้มีเรื่องสำคัญอันใดให้ทำขอรับ”
เหยียนตู้เป็นชายชาตรีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลากว่าชาวบ้านทั่วไป แถมยังเป็นคนมีรอยบุ๋มที่ก้มซ้ายยามยิ้มจึงดูมีเสน่ห์
“ข้าเอง ข้ามีเรื่องให้เจ้าช่วย”
รั่วฮูหยินยังทำใจไม่ได้เรื่องตลาดมืด รั่วอิงเหยาจึงส่งเสียงเจื้อยแจ้วสนทนาตอบเหยียนตู้เอง
“คุณหนูใหญ่มีเรื่องอะไรให้ข้ารับใช้”
อยู่ต่หน้าคนหมู่มาก เหยียนตู้จะเคารพรั่วอิงเหยาในฐานะ ข้ารับใช้กับคุณหนู แต่ยามที่อยู่ลำพัง เขาจะต้องทำตามใจรั่วอิงเหยาห้ามเรียกนางว่าคุณหนูเด็ดขาด
“เจ้ายินดีจะเดินทางไปตลาดมืดหนานเหอกับข้าหรือไม่”
“ตลาดมืดหนานเหอมีอันตรายรอบด้าน หากคณหนูใหญ่ต้องการสิ่งใดบอกข้าน้อยได้เลย”
รั่วฮูหยินเห็นด้วยกับคำพูดของเหยียนตู้จึงรีบเสริม
“เชื่อมือองครักษ์เหยียนเถอะลูก เขาไม่เคยทำสิ่งใดไม่สำเร็จ”
มือเหี่ยวย่นตามวัยห้าสิบของรั่วฮูหยินจับมือแน่งน้อยของบุตรสาวมากุมไว้ ดวงตาที่ยังเหลือน้ำใส ๆ เกาะอยู่สบมองรั่วอิงเหยาอย่างขอร้อง
“อิงเหยาทราบความห่วงใยและกังวลของท่านแม่ แต่เรื่องนี้สำคัญต่อการกระทำของและชีวิตของเชียนเชียนเจ้าค่ะ”
รั่วอิงเหยายืนยันหนักแน่นนาดนี้ คนเป็นมารดาจะขัดขวางต่อได้เยี่ยงไร
“เหยียนตู้ ดูแลคุณหนูใหญ่เจ้าให้ดี อย่าให้มีรอยขีดข่วนแม้เส้นเดียว”
“ฮูหยินไม่ต้องเป็นห่วง ชีวิตของข้าน้อยเป็นของคุณหนูใหญ่ขอรับ”
รั่วฮูหยินได้ยินองครักษ์คนสำคัญกล่าวสัตย์เช่นนี้ก็ยิ้มได้ขึ้นมา
“ดี พ่อของเจ้าต้องภูมิใจเป็นแน่”
รั่วฮูหยินนึกถึงเหยียนฉีบิดาของเหยียนตู้ที่เสียชีวิตเพราะคำสัตย์เช่นเดียวกับบุตรชายเมื่อครู่
เขาว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เหยียนฉียอมสละชีวิตปกป้องปิงอู๋เสวียนท่านตาของรั่วอิงเหยา ลูกชายของเขาย่อมเอาเยี่ยงอย่างบิดาผู้กล้าหาญเช่นกัน
“นี่ก็เลยเวลามามากแล้ว ลูกต้องออกเดินทางแล้วเจ้าค่ะ”
แม้จะวางใจไปส่วนหนึ่ง แต่หัวอกคนเป็นแม่จะไม่ให้กังวลความปลอดภัยลูกเลยใครจะทำได้
