บทที่ 1 คนแปลกหน้ากลางฝน
เสียงสายฝนกระหน่ำตกกระทบกระจกบานใหญ่ของเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง ไม่ได้ทำให้ความร้อนรุ่มในใจของ ‘เจนจิรา บริพัฒน์’ ลดลงแม้แต่น้อย
ดวงตาเฉี่ยวคมที่มักฉายแววเด็ดขาดอยู่เสมอ บัดนี้จ้องมองภาพตรงหน้าผ่านช่องประตูห้องนอนที่เปิดแง้มไว้ด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ภาพของผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘คู่หมั้น’ กำลังกอดก่ายนัวเนียอยู่กับ ‘พิมพ์พิศา’ เลขาส่วนตัวของเขาเองในสภาพเปลื้องผ้าไร้ชิ้นดี ผ้าห่มที่ร่นลงมาเผยให้เห็นร่องรอยความสัมพันธ์ที่เพิ่งจบลงอย่างชัดเจน ทั้งที่เมื่อชั่วโมงก่อน หัสดินเพิ่งส่งข้อความมาบอกเธอว่าติดประชุมด่วน คงมาร่วมทานข้าวเย็นด้วยไม่ได้
เจนจิราแค่นหัวเราะในลำคอ ไม่มีการโวยวาย ไม่มีการกรีดร้อง หรือฉากตบตีแย่งชิงอย่างในละครหลังข่าว ประธานสาววัยสามสิบปีแห่งเครือบริพัฒน์มีวุฒิภาวะพอที่จะจัดการความมักมากนี้ด้วยวิธีที่เยือกเย็นและเจ็บแสบกว่านั้น
เธอผลักประตูบานนั้นให้เปิดกว้างขึ้น ท่วงท่าสง่างาม รองเท้าส้นสูงสีดำกระทบพื้นไม้ในห้องนอนเป็นจังหวะหนักแน่น หัสดินสะดุ้งสุดตัว รอยยิ้มที่กำลังคลอเคลียอยู่กับเลขาจางหายไปทันทีเมื่อหันมาเห็นว่าใครยืนอยู่ปลายเตียง
“เจน... มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่โทรบอกพี่” น้ำเสียงของเขามีแววตระหนกซ่อนอยู่ มือหนารีบคว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของตัวเองและพิมพ์พิศาที่เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ
ส่วนพิมพ์พิศารีบมุดตัวหนีเข้าใต้ผ้าห่ม ก้มหน้าหลบสายตาคมกริบของเจนจิราจนตัวสั่น
“ถ้าโทรบอก ก็คงไม่เห็นว่าการประชุมด่วนของพี่ดินมันจัดกันบนเตียงหรอกค่ะ” เจนจิราตอบเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบจนคนฟังรู้สึกได้
“เจนฟังพี่ก่อนนะ มันแค่ความเผลอเรอ พี่แค่...”
“ไม่ต้องอธิบายหรอกค่ะ พี่ดิน เจนไม่ได้มาเพื่อฟังคำแก้ตัว” เธอตัดบท ก่อนจะปลดแหวนเพชรเม็ดงามที่นิ้วนางข้างซ้ายออก แล้วโยนมันลงบนเตียงตรงหน้าเขา
“แหวนวงนี้ เจนคืนให้ ถือว่าการหมั้นของเราสิ้นสุดลงตั้งแต่วินาทีนี้”
“เจน! อย่าทำแบบนี้นะ เรื่องแค่นี้เราคุยกันได้ ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะว่ายังไง ถ้าเจนวู่วามยกเลิกงานแต่ง” หัสดินเริ่มร้อนรน พยายามจะขยับตัวลุกขึ้นมาหา แต่ก็ติดที่สภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวยให้ลุกจากเตียง
“เจนไม่แคร์ว่าใครจะว่ายังไง แต่เจนจะไม่แต่งงานกับคนที่กล้านอกใจเจนหน้าด้านๆ หวังว่าการประชุมรอบค่ำของพี่จะราบรื่นนะคะ”
พูดจบ เธอก็หันหลังเดินออกจากห้องไปทันที โดยไม่สนเสียงเรียกของหัสดินที่ดังไล่หลังมา
เมื่อก้าวพ้นประตูอาคารลงมาถึงลานจอดรถ ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างเป็นเกราะกำบังก็เริ่มสั่นคลอน เจนจิราสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อรื้นขึ้นมา
ฝนยังคงตกหนักราวกับฟ้ารั่ว เธอเปิดประตูรถยุโรปคันหรูของตัวเอง สตาร์ทเครื่องยนต์ แล้วขับออกไปอย่างไร้จุดหมาย
แสงไฟจากหน้ารถส่องกระทบสายฝนที่สาดซัดลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เจนจิราขับรถไปตามถนนที่ค่อนข้างเปลี่ยวและมืดมิดในย่านชานเมือง สมองของเธออื้ออึงไปด้วยความโกรธ ความผิดหวัง และความเหนื่อยล้าสะสม
ทำไมชีวิตเธอต้องมาเจอเรื่องเฮงซวยแบบนี้ด้วยนะ เธอคิดอย่างหงุดหงิด ทั้งเรื่องงานที่รัดตัวจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เรื่องสุขภาพของพ่อที่ย่ำแย่ลงทุกวัน แล้วยังต้องมาปวดหัวกับเรื่องคู่หมั้นนอกใจอีก
ครืด... ครืด...
เสียงเครื่องยนต์ดังสะดุดขึ้น ก่อนที่รถจะค่อยๆ ชะลอความเร็วลง และดับสนิทไปในที่สุด
“บ้าเอ๊ย! อะไรกันนักหนาวะเนี่ย!” เจนจิราทุบพวงมาลัยอย่างเหลืออด เธอพยายามสตาร์ทรถซ้ำๆ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ นอกจากเสียงเครื่องยนต์ที่ครางฮือๆ แล้วก็เงียบไป
เธอถอนหายใจยาว หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อจะโทรเรียกช่าง แต่ก็ต้องพบกับความจริงที่เลวร้ายยิ่งกว่า แบตเตอรี่เหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์
นี่มันวันโลกาวินาศของเธอหรือยังไง!
เจนจิรามองออกไปนอกหน้าต่างรถ รอบข้างมืดสนิท มีเพียงแสงไฟสลัวๆ จากเสาไฟฟ้าริมทาง ฝนยังคงตกหนักไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก เธอตัดสินใจหยิบร่มคันเล็กที่ติดรถไว้ เปิดประตูแล้วก้าวลงไปเผชิญหน้ากับพายุฝน
ลมแรงพัดจนร่มแทบจะปลิวหลุดจากมือ เสื้อโค้ทตัวเก่งเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน เธอเดินฝ่าความมืดไปเปิดฝากระโปรงรถ พยายามมองหาความผิดปกติของเครื่องยนต์ด้วยความรู้ที่แทบจะมีอยู่น้อยนิด
ระหว่างที่กำลังง่วนอยู่กับการคลำหาต้นเหตุของปัญหา แสงไฟจากหน้ารถคันหนึ่งก็สาดส่องเข้ามาทางด้านหลัง เจนจิราหันไปมองด้วยความหวังว่าจะมีคนผ่านมาช่วย
แต่รถคันนั้นไม่ใช่รถยนต์ กลับเป็นบิ๊กไบค์คันใหญ่ที่ขับฝ่าสายฝนมาจอดเทียบอยู่ข้างๆ รถของเธอ
