บทที่ 5 ไม่ใช่ลูกหมา

เจ้านายส่ายหน้าช้าๆ เขาก้าวอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาใกล้จนหยุดยืนอยู่ห่างจากเก้าอี้ของเธอเพียงไม่กี่คืบ ร่างสูงโปร่งบดบังแสงไฟจากเพดานจนเกิดเป็นเงาทาบทับลงมา เจนจิราเผลอเกร็งตัว กลิ่นสบู่อ่อนๆ ผสมกับกลิ่นกาแฟจางๆ ลอยมาจากตัวเขา มันเป็นกลิ่นที่ทำให้ความรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องกลับมาอีกครั้ง

ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาเล็กน้อย วางมือทั้งสองข้างลงบนพนักวางแขนของเก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่ กักขังเธอไว้กลายๆ ดวงตาคู่คมทอดมองลงมาประสานสายตากับเธอ

“ผมไม่เอาเงิน แล้วก็ไม่อยากได้วันหยุด” น้ำเสียงของเขาเบาลง คล้ายเสียงกระซิบที่ดังอยู่ใกล้หู “ผมขอแค่คำชม”

“อะไรนะ” เธอถามย้ำ คิดว่าตัวเองฟังผิด

“ขอคำชมครับ” เขาย้ำคำเดิม มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน ขอแค่คนใจดีแถวนี้ชมว่าเก่งมากสักคำ ผมก็มีแรงมาทำงานพรุ่งนี้แล้ว”

เจนจิรานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เธอจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงคืบ คาดหวังว่าจะเห็นแววตาล้อเล่นหรือกวนประสาทอย่างที่เขาชอบทำ แต่สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นกลับมีเพียงความรอคอยอย่างซื่อตรง เหมือนเด็กผู้ชายที่ตั้งใจทำการบ้านจนเสร็จแล้ววิ่งมาขอให้ผู้ใหญ่ลูบหัว

หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เริ่มกระดอนแรงขึ้นจนรู้สึกปวดหนึบในอก มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่เธอไม่ได้สัมผัสมานานแสนนาน ตลอดเวลาที่คบกับหัสดิน อีกฝ่ายมักจะเรียกร้องของขวัญราคาแพง หรือไม่ก็ผลประโยชน์ทางธุรกิจเพื่อแลกกับการทำตัวเป็นคนรักที่ดี ไม่เคยมีใครมาขอแค่คำชมโง่ๆ แบบนี้จากเธอเลยสักครั้ง

ประธานสาวเสมองไปทางอื่น พยายามปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับมาเป็นปกติ “ไร้สาระน่า โตป่านนี้แล้วยังจะมาขอคำชมเป็นเด็กๆ ไปได้”

“เด็กฝึกงานก็คือเด็กไงครับ” เขาเถียงข้างๆ คูๆ ขยับหน้าเข้ามาใกล้อีกนิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ “เร็วสิครับ คุณประธาน ไม่ชมผมไม่ยอมถอยจริงๆ นะ”

เจนจิราหันขวับกลับมาตั้งใจจะด่าให้ล่าถอย แต่พอปะทะเข้ากับสายตาออดอ้อนแบบหมาหงอยของเขา คำด่าที่เตรียมไว้ก็กลืนหายลงไปในคอหมดสิ้น เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังพ่ายแพ้ให้กับความหน้าด้านของเด็กเส้นคนนี้

“เออ... เก่งมาก” เธอพูดเร็วๆ เสียงห้วนจัด

เจ้านายขมวดคิ้ว “ฟังดูไม่เต็มใจเลย ขอแบบนุ่มนวลกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ ลูบหัวผมด้วยสิครับ”

“จิรายุ! นายไม่ใช่ลูกหมา” เธอเรียกชื่อจริงเขาเสียงเข้ม ถลึงตาใส่ “อย่าให้มันมากเกินไปนะ จะกลับหรือไม่กลับ”

ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ยอมยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง แต่ตายังคงจ้องมองเธอไม่วางตา “โอเคๆ ไม่แกล้งแล้วก็ได้”

เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างออกมา เป็นรอยยิ้มที่สว่างไสวเสียจนดวงตาโค้งเป็นรูปสระอิ รอยบุ๋มเล็กๆ ข้างแก้มปรากฏให้เห็นชัดเจน มันเป็นความสดใสที่ดูเป็นธรรมชาติ ไร้การเสแสร้ง ปราศจากหน้ากากทางธุรกิจที่เธอคุ้นเคย

“ขอบคุณครับ แค่นี้ก็คุ้มค่าเหนื่อยแล้ว”

รอยยิ้มนั้นเหมือนมีแรงดึงดูดประหลาด เจนจิราพยายามจะปั้นหน้าตึงใส่ แต่กล้ามเนื้อบนใบหน้ากลับไม่ยอมทำตามคำสั่ง มุมปากของเธอขยับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ โดยไม่รู้ตัว เป็นยิ้มแรกของวันที่หลุดออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่ยิ้มการค้าอย่างที่ใช้ปั้นแต่งรับแขก

เจ้านายชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาสีเข้มไหววูบเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น เขาจ้องมองเธออยู่นานจนเจนจิราเพิ่งรู้ตัวว่าเธอกำลังเผลอยิ้มตอบเขาอยู่

หญิงสาวรีบหุบยิ้มทันที กระแอมในลำคอแก้เก้อ ก้มหน้าลงทำทีเป็นจัดกองเอกสารบนโต๊ะให้เข้าที่ “หมดธุระแล้วก็กลับไปได้แล้ว ฉันจะทำงานต่อ”

“ครับ กลับแล้วครับ” เสียงทุ้มตอบรับเจือแววขบขัน “อย่าโหมงานหนักมากล่ะครับ เดี๋ยวหน้าแก่ก่อนวัย”

“นี่!” เธอเงยหน้าขึ้นมาเตรียมจะหยิบแฟ้มปาใส่หัวคนปากเสีย แต่ร่างสูงก็หมุนตัวเดินหัวเราะร่วนออกไปจากห้องเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงประตูที่ปิดลงอย่างนุ่มนวล

เจนจิราทิ้งตัวลงพิงเก้าอี้ ปล่อยลมหายใจออกมายาวเหยียด ยกมือขึ้นแตะแก้มตัวเองที่รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เธอส่ายหัวแรงๆ ไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป

เด็กนั่นก็แค่กวนประสาทตามประสาคนไม่รู้จักโต เธอจะมาใจเต้นกับอีแค่รอยยิ้มกับคำพูดอ้อนขอคำชมแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด

สายตาคมกริบเลื่อนกลับมามองแฟ้มรายงานที่เจ้านายทำทิ้งไว้ ความแม่นยำในการวิเคราะห์ตัวเลขและการชี้เป้าความผิดปกติในโครงการของหัสดิน ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญ จิรายุ โชคภักดี อาจจะแกล้งทำตัวเป็นเด็กฝึกงานจอมกวน แต่ลึกๆ แล้วเขาซ่อนความเขี้ยวลากดินเอาไว้ใต้รอยยิ้มทะเล้นนั่น

มือบางเอื้อมไปหยิบแฟ้มขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง นิ้วเรียวไล้ไปตามตัวเลขสีแดงที่เขาทำเครื่องหมายไว้

การต่อสู้ในเกมธุรกิจเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และดูเหมือนว่าหมาเด็กที่พ่อเลี้ยงส่งมาคราวนี้ จะกลายมาเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้กระดานหมากของเธอพลิกผันไปในทิศทางที่ไม่มีใครคาดเดาได้อย่างแน่นอน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป