บทที่ 6 ก็ดีเหมือนกัน

เสียงเครื่องเจาะคอนกรีตดังสนั่นแข่งกับเสียงตะโกนสั่งงานของคนงานก่อสร้าง กลิ่นฝุ่นผงคลุ้งอยู่ในอากาศร้อนระอุ ผสมปนเปกับกลิ่นดินชื้นแฉะจากพายุฝนเมื่อคืนวาน

เจนจิรากวาดสายตามองโครงสร้างเหล็กเส้นและเสาปูนตรงหน้าผ่านแว่นกันแดดสีชา วันนี้ประธานสาวสลัดคราบผู้บริหารในชุดสูทเนี้ยบกริบ เปลี่ยนมาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนทะมัดทะแมง กางเกงยีนส์เข้ารูป และรองเท้าบูตหนังหุ้มข้อ บนศีรษะมีหมวกนิรภัยสีขาวสวมทับไว้อีกชั้น

ถัดไปด้านหลังไม่ไกล เด็กฝึกงานร่างสูงในชุดคล้ายคลึงกันกำลังยืนถือคลิปบอร์ด หมวกนิรภัยสีเหลืองบนหัวเขาไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาลดลงเลยสักนิด ตรงกันข้าม มันกลับส่งให้จิรายุดูเหมือนวิศวกรหนุ่มไฟแรงที่พร้อมลุยงานภาคสนามมากกว่าจะเป็นเด็กเส้นนั่งโต๊ะ

“ส่วนต่อขยายเฟสสองตรงนี้ เราเทพื้นไปแล้วครับคุณเจนจิรา แต่ฝนตกหนักติดกันหลายวัน งานเลยล่าช้ากว่ากำหนดไปนิดหน่อย” โฟร์แมนวัยกลางคนรายงานด้วยน้ำเสียงเกรงใจ ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม

“ล่าช้าไปกี่วันคะ” เธอถามกลับทันที น้ำเสียงเด็ดขาด

“ประมาณหนึ่งสัปดาห์ครับ”

“แต่ในรายงานการเบิกจ่ายเมื่อเช้า มีการเบิกค่าแรงล่วงเวลาของคนงานในส่วนนี้ไปแล้วนี่คะ ถ้างานหยุดเพราะฝนตก แล้วค่าล่วงเวลาพวกนั้นเบิกไปจ่ายใคร”

โฟร์แมนอึกอัก หน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เจนจิราไม่ได้พูดเปล่า เธอหันไปพยักหน้าให้คนข้างหลัง จิรายุก้าวขึ้นมายืนตีคู่ เปิดคลิปบอร์ดในมือแล้วไล่ตัวเลขให้ฟังด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความกดดัน

“รหัสเบิกจ่าย PR-402 ลงวันที่สิบห้า ระบุค่าล่วงเวลาคนงานสามสิบคน เป็นเวลาห้าวันติดกัน ยอดรวมเกือบแสนบาท แต่ดูจากหน้างานจริง ปูนเพิ่งเซตตัวได้ไม่นาน แสดงว่าไม่มีใครเข้ามาทำงานในพื้นที่นี้เลยช่วงฝนตก”

“เอ่อ... คือว่าผู้รับเหมาช่วงเขาทำเรื่องเบิกมาครับ ผมเลยเซ็นผ่านไป”

“งั้นเรียกผู้รับเหมาคนนั้นมาพบฉันที่ออฟฟิศพรุ่งนี้เช้า ถ้าอธิบายตัวเลขพวกนี้ไม่ได้ ฉันจะระงับการจ่ายเงินงวดต่อไปทั้งหมด”

เจนจิราตัดบทอย่างเฉียบขาด ไม่เปิดโอกาสให้ข้อแก้ตัวใดๆ เธอหมุนตัวเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ที่ปูด้วยแผ่นไม้กระดานเพื่อตรวจดูบริเวณฐานรากด้านหลัง โฟร์แมนรีบรับคำหน้าซีดเผือดแล้วขอตัวไปจัดการตามคำสั่ง ทิ้งให้เด็กฝึกงานเดินตามหลังเจ้านายสาวไปติดๆ

แดดยามสายเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ เจนจิรายกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตรงขมับ วันนี้เธอตั้งใจลงพื้นที่ไซต์งานของหัสดินด้วยตัวเอง หลังจากเห็นรายงานสรุปตัวเลขที่จิรายุทำไว้เมื่อวาน ความผิดปกติหลายอย่างชี้เป้ามาที่การยักยอกเงินผ่านรอยรั่วเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ เครือบริพัฒน์จะต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล

“ระวังครับ ทางตรงนั้นแฉะ”

เสียงทุ้มดังเตือนมาจากด้านหลัง แต่ไม่ทันเสียแล้ว

ปลายรองเท้าบูตของเจนจิราเหยียบลงบนแผ่นไม้กระดานที่เปื้อนโคลนลื่นปรื๊ด น้ำหนักตัวเสียสมดุลกะทันหัน โลกทั้งใบเอียงวูบ หญิงสาวเบิกตากว้าง สัญชาตญาณสั่งให้คว้าหาที่ยึดเหนี่ยว

มือบางปัดป่ายไปในอากาศ ก่อนจะคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนแข็งแรงของใครบางคน

จิรายุขยับตัวเร็วกว่าความคิด เขาทิ้งคลิปบอร์ดในมือลงพื้น วาดวงแขนอีกข้างโอบรัดรอบเอวบางไว้แน่น ดึงร่างที่กำลังจะล้มคะมำให้เข้ามาปะทะอกกว้างอย่างจัง

แรงกระแทกทำเอาเจนจิราหน้าซุกเข้ากับลาดไหล่ของเขา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นเหงื่อบางๆ ลอยแตะจมูก สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อหน้าอกที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจ และจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วไม่แพ้กัน

ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงในเสี้ยววินาที

หญิงสาวยืนตัวแข็งทื่อ สองมือยังคงกำเสื้อเชิ้ตบริเวณต้นแขนของเขาไว้แน่น ราวกับคนจมน้ำที่คว้าขอนไม้ไว้ได้

“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

เสียงของเขาดังอยู่ชิดริมหู ไม่ได้เจือแววขี้เล่นเหมือนทุกที วงแขนที่รัดเอวเธอไว้หนักแน่นและมั่นคง สื่อให้เห็นถึงความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด

เจนจิราสูดลมหายใจเข้าลึก เรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าร่าง เธอรีบผลักอกเขาออกเบาๆ ถอยหลังมาตั้งหลักบนพื้นดินที่แห้งกว่า

“มะ... ไม่เป็นไร ขอบใจมาก” เธอตอบตะกุกตะกัก ก้มหน้าปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าแก้เก้อ รู้สึกร้อนผ่าวที่สองแก้มลามไปถึงใบหู ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศร้อนจัด หรือเพราะอ้อมกอดกะทันหันเมื่อครู่กันแน่

เจ้านายยอมปล่อยมือจากเอวเธออย่างสุภาพ ไม่มีการฉวยโอกาสหรือล่วงเกินไปมากกว่านั้น เขาก้มลงเก็บคลิปบอร์ดที่ตกเปื้อนโคลนขึ้นมาปัดๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองประธานสาวที่กำลังทำตัวไม่ถูก

รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา แววตาจริงจังเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยประกายวิบวับพราวระยับ

“จับแล้วอย่าปล่อยง่ายๆ สิครับ”

เจนจิราตวัดสายตาขวับ “พูดบ้าอะไรของคุณ”

“ก็คุณประธานเป็นฝ่ายพุ่งเข้ามาจับผมก่อนนะ แถมกอดซะแน่นเลย ผมอุตส่าห์ยอมให้กอดฟรีๆ ไม่คิดเงินแท้ๆ” เขาเลิกคิ้ว ยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด “หรือว่าแกล้งล้มอ่อยเด็กฝึกงานครับเนี่ย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป