บทที่ 7 หมาเด็ก

ความเขินอายเมื่อครู่ระเหยหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความหมั่นไส้จนคันไม้คันมือ เจนจิราไม่ได้คิดทบทวนอะไรเลย สัญชาตญาณพาไปล้วนๆ เธอคว้าแฟ้มเอกสารบางๆ ที่หนีบอยู่ใต้แขน ฟาดเพียะเข้าที่ต้นแขนของคนปากดีไปหนึ่งที

“โอ๊ย! เจ็บนะครับ” เจ้านายร้องเสียงหลง แกล้งลูบแขนป้อยๆ ทั้งที่แรงฟาดเมื่อกี้เบาหวิวเหมือนนุ่น

“สมน้ำหน้า อยากปากเสียดีนัก ฉันลื่นจริงๆ ย่ะ ใครจะไปอยากอ่อยนาย” เธอแหวเข้าให้ เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี

“อ้าว สรรพนามเปลี่ยนอีกแล้ว เมื่อกี้ยังเรียกคุณอยู่เลย ตอนนี้เป็นนายแล้วเหรอ” เขายังไม่เลิกแหย่ ยิ้มกว้างจนตาหยี “สงสัยสนิทกันแล้วแน่เลย”

เจนจิราชะงักค้าง แฟ้มในมือลดระดับลงโดยอัตโนมัติ

จริงด้วย

ปกติต่อให้ใครจะพูดจากวนประสาทแค่ไหน เธอจะรักษาระยะห่างด้วยน้ำเสียงเย็นชาและแววตาตำหนิเสมอ ไม่มีทางที่ประธานบริษัทอย่างเธอจะมาลดตัวลงไม้ลงมือ หรือต่อปากต่อคำด้วยท่าทางเหมือนเด็กผู้หญิงกำลังเถียงกับเพื่อนผู้ชายแบบนี้

เธอเพิ่งรู้ตัวว่า... ตัวเองเผลอเล่นกลับ

กำแพงความตึงเครียดที่สร้างไว้สูงลิ่ว กำลังถูกหมาเด็กตรงหน้ากะเทาะออกทีละนิดโดยที่เธอไม่ทันระวังตัว

“กลับออฟฟิศ” เธอออกคำสั่งเสียงแข็ง หันหลังขวับเดินนำลิ่วๆ กลับไปทางเดิม ไม่แม้แต่จะหันมามองคนข้างหลัง

“เดี๋ยวสิครับคุณประธาน รอผมด้วย ทางมันลื่นนะ อยากจับแขนผมอีกรอบไหม ผมให้จับฟรีจริงๆ นะ”

เสียงหัวเราะร่วนดังไล่หลังมา เจนจิราเม้มปากแน่น เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก สบถด่าความบ้าบอของตัวเองในใจ

ทำไมเธอต้องมารู้สึกหน้าร้อนวูบวาบกับคำพูดหยอกล้อไร้สาระของเขาด้วย ผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไปแล้ว เขาไม่ได้อันตรายแบบหัสดินที่คอยจ้องจะเอาเปรียบทางธุรกิจ แต่เขาอันตรายต่อจังหวะการเต้นของหัวใจเธอต่างหาก

ภายในรถยุโรปคันหรูที่กำลังแล่นกลับบริษัท แอร์เย็นฉ่ำช่วยดับความร้อนจากภายนอกได้มาก แต่บรรยากาศภายในรถกลับเงียบเชียบจนน่าอึดอัด เจนจิรานั่งอยู่เบาะหลัง สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ขณะที่จิรายุนั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ

เด็กหนุ่มไม่ได้พูดกวนประสาทอะไรอีก เขาเพียงแค่นั่งเช็กอีเมลในโทรศัพท์มือถือเงียบๆ มีบางจังหวะที่เขาหันไปคุยกับคนขับรถเรื่องเส้นทางเพื่อเลี่ยงรถติด น้ำเสียงทุ้มต่ำและท่าทีสุภาพนั้น ทำให้เจนจิราเผลอลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาผ่านกระจกมองหลัง

เขาเป็นคนแบบไหนกันแน่นะ

ตอนทำงานก็ดุดันเฉียบขาด ตอนอยู่กับเธอก็ขี้เล่นกวนอารมณ์ แต่พอถึงเวลาที่ต้องดูแล เขากลับปกป้องและให้เกียรติอย่างไม่น่าเชื่อ อ้อมแขนที่รัดเอวเธอไว้เมื่อครู่ยังคงทิ้งสัมผัสอุ่นวูบวาบไว้บนผิวเนื้อ

“คุณประธานครับ”

เสียงเรียกทำเอาคนถูกแอบมองสะดุ้ง เจนจิรารีบดึงสายตากลับมาทำเป็นสนใจแท็บเล็ตในมือ “มีอะไร”

“เอกสารงบประมาณเฟสสามที่ให้ผมดูเมื่อเช้า ผมเจอจุดน่าสงสัยอีกสองจุดครับ ตัวเลขการสั่งซื้อเหล็กเส้นมันซ้ำซ้อนกับของเฟสสอง ผมเลยลองโทรเช็กกับทางซัปพลายเออร์ดู...”

เจ้านายหันกลับมาอธิบายรายละเอียดงานด้วยท่าทีจริงจัง ไร้ร่องรอยความขี้เล่นเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนอย่างสิ้นเชิง เขาแจกแจงข้อมูลเป็นฉากๆ พร้อมเสนอวิธีรับมือกับผู้รับเหมาในวันพรุ่งนี้

เจนจิรานั่งฟังอย่างเงียบๆ สมองประมวลผลตามคำพูดของเขาอย่างรวดเร็ว ความคิดที่ว่าเขาเป็นแค่เด็กเส้นเข้ามาวิ่งเล่นในบริษัทถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น จิรายุ โชคภักดี คือไพ่ใบสำคัญที่เธอไม่เคยคาดคิดว่าจะได้มาอยู่ในมือ

เมื่อเขาอธิบายจบ รถก็เลี้ยวเข้าจอดที่ลานจอดรถวีไอพีใต้ตึกบริษัทพอดี เจนจิราเก็บแท็บเล็ตลงกระเป๋า ก่อนจะเปิดประตูรถก้าวลงไป

“จิรายุ”

เธอเรียกชื่อเขา ชายหนุ่มที่กำลังเดินอ้อมหน้ารถมาหาชะงักเท้า เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“เรื่องข้อมูลซัปพลายเออร์ ทำได้ดีมาก” เธอเอ่ยปากชมตรงๆ ไม่มีท่าทีอิดออดเหมือนเมื่อวาน “ไปพักกินข้าวเถอะ บ่ายนี้ไม่มีงานอะไรแล้ว พรุ่งนี้เตรียมตัวเข้าประชุมกับพวกผู้รับเหมาด้วย ฉันต้องการให้คุณอธิบายตัวเลขพวกนี้ในที่ประชุม”

เจ้านายนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจนตาหยีจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขายกมือขึ้นตะเบ๊ะรับคำสั่ง

“รับทราบครับคุณประธาน! รับรองว่าพรุ่งนี้ผมจะแฉ เอ้ย... อธิบายตัวเลขให้พวกผู้รับเหมาฟังจนหน้าหงายไปเลย”

เจนจิราส่ายหัวน้อยๆ ให้กับความเล่นใหญ่ของเขา มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มบางเบาโดยไม่รู้ตัว เธอหมุนตัวเดินนำไปที่ลิฟต์

บางที... การมีหมาเด็กปากดีแต่ทำงานเก่งมาคอยเดินตามต้อยๆ ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้ตอนแรก

รอยยิ้มของเขาทำให้วันทำงานที่แสนตึงเครียดของเธอดูผ่อนคลายลงอย่างประหลาด และที่สำคัญไปกว่านั้น เขาเป็นคนแรกในรอบหลายปีที่ทำให้เจนจิรารู้สึกว่า เธอไม่จำเป็นต้องทำตัวเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้

อย่างน้อยเวลาที่ลื่นล้ม ก็ยังมีมือของใครบางคนคอยจับเธอเอาไว้ไม่ให้ร่วงหล่นลงไปคลุกฝุ่น

และดูเหมือนว่ามือคู่นั้นก็ไม่ได้อยากจะปล่อยเธอไปง่ายๆ เสียด้วยสิ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป