บทที่ 16 16

16

หญิงสาวจัดการเก็บของฝากทั้งหมดเข้าที่จนเรียบร้อยแล้ว จึงเดินลงไปข้างล่าง ทรุดนั่งลงข้างผู้เป็นแม่ที่กำลังนั่งดูละครเรื่องโปรดอยู่กับนางซึ่งเป็นพี่เลี้ยงที่ช่วยดูแลเธอมาตั้งแต่เด็ก พลางกอดแขนอย่างประจบ

“แม่ขา พรุ่งนี้ป้าจะมารับเนยไปเดินซื้อของกัน แม่อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ”

“ไม่หรอกจ้ะ แค่หนูเป็นลูกสาวที่ดีของแม่ และตั้งใจทำงานช่วยคุณลุงคุณป้าอย่างเต็มที่ แม่ก็พอใจและภูมิใจแล้วลูก” มธุรสละสายตาจากละครตรงหน้าหันไปสวมกอดผู้เป็นบุตรสาวอย่างรักใคร่ “คุณป้าต่อว่ามากับแม่ ว่าหนูไม่เคยแสดงให้คนอื่นรู้ว่ารู้จักสนิทสนมกับท่าน ชวนนั่งรถกลับบ้านด้วยก็ไม่ยอม”

“ใช่ค่ะแม่ เนยสอบเข้าทำงานที่นี่ได้ด้วยความสามารถของตัวเอง เป็นพนักงานบริษัทธรรมดาๆ เวลาทำงานก็ทำงานเหมือนคนอื่น ถ้าเกิดมีคนรู้ว่ารู้จักสนิทสนมกับคุณลุงคุณป้า ก็จะพากันคิดว่าเนยเป็นเด็กเส้น เนยไม่ชอบให้ใครมาครหานินทาด้วยเรื่องแบบนี้”

“แม่เห็นด้วยจ้ะ การเป็นเด็กเส้นเราจะได้รับการปฏิบัติต่อหน้าและลับหลังไม่เหมือนกัน ที่สำคัญคนจะมองไม่เห็นความสามารถที่แท้จริงของเรา” มธุรสเห็นด้วยและปลาบปลื้มใจในความคิดของลูกสาวเป็นยิ่งนัก

“เนยอยากทำงานให้เต็มที่ ตอบแทนคุณลุงคุณป้าที่มีบุญคุณกับเราสองแม่ลูก” ตะวันวาดบอกกับมารดาด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง

“ดีแล้วละลูก คุณลุงกับคุณป้ามีบุญคุณกับเราสองคนแม่ลูกมากมายจนไม่รู้จะชดใช้ยังไงถึงจะหมด” มธุรสพูดถึงเพื่อนสนิททั้งสองอย่างซาบซึ้ง

“เนยสัญญาค่ะ ว่าจะไม่ทำให้แม่และคุณลุงคุณป้าผิดหวัง” ตะวันวาดพูดพลางก็ชำเลืองมองละครเรื่องโปรดที่ผู้เป็นแม่กับนางกำลังดูอยู่ แล้วอดย่นจมูกใส่ไม่ได้ “แม่กับพี่นางทนดูละครพวกนี้ไปได้ยังไงคะ ดูนางเอกสิ...อาบน้ำโพกหัวอย่างดีแต่ดันลืมล้างหน้า ตายังกรีดอายไลเนอร์คมกริบ ขนตายังงอนเช้งด้วยมาสคาร่า ปากกับแก้มยังแดงแจ๊ดอยู่เลย”

หญิงสาวพูดแล้วหัวเราะคิกอย่างขบขันเมื่อเห็นตัวนางเอกเดินออกมาจากห้องน้ำ

“นางเอกของเรื่อง พี่นางว่าสวยสู้น้องเนยไม่ได้เลย” นางออกความเห็นบ้าง

“แหม ถ้าเกิดเนยตกงานไปสมัครเป็นดาราบ้างก็คงจะดี” พูดจบก็กดเปลี่ยนเป็นช่องอื่นเมื่อถึงช่วงโฆษณา และเจอเพชรรุ้งโจทก์เก่าเข้าพอดี ตะวันวาดมองดาราสาวที่กำลังสวมบทบาทเป็นนางเอกผู้แสนดีถูกรุมรังแก สวมเสื้อผ้าปอนๆ เก่าคร่ำครึ ทว่าดวงหน้าแต่งจนสวยพริ้ง ช่างดูขัดกันไปหมด มิหนำซ้ำทั้งเล็บมือเล็บเท้ายังทาไว้อย่างสวยงามอีก

“ดูแววตาของนางเอกแล้วไม่ได้น่าสงสารอย่างที่แสดงออกมาทางสีหน้าเลยสักนิด”

“ทำไมหนูถึงได้ปากจัดแบบนี้นะน้องเนย” มธุรสต่อว่าลูกสาว แต่เมื่อมองตามแล้วก็เห็นด้วยจนอดหัวเราะไม่ได้

“มันจริงๆ นี่คะ ดูเวลาร้องไห้สิ ยังทำท่าสวยไม่เป็นธรรมชาติเลยสักนิด” ตะวันวาดยังกระแนะกระแหนต่อไม่เลิก “เฮ้อ...น่าสงสารตรงไหน”

“หนูอย่าไปจริงจังกับละครพวกนี้นักเลยจ้ะ แม่คิดว่าดาราสมัยนี้แสดงได้ดีไม่เท่าดารารุ่นก่อนๆ ที่เข้าถึงบทบาทได้มากกว่านี้” คนเป็นแม่พูดอย่างเป็นกลาง แม้จะเห็นด้วยกับที่ลูกสาวบอกก็ตาม

ขณะเดียวกับอาคิระหลังขึ้นไปยังห้องนอนก็เอนกายสูงใหญ่พิงกับพนักหัวเตียงพลางถอนหายใจยาว อดครุ่นคิดถึงเรื่องที่คุยกับมธุรสเมื่อครู่ไม่ได้ นึกถึงคนโกรธนานข้ามปีกับลูกตาวับๆ นั่น ช่างเหมือนตอนเด็กๆ ไม่มีผิด ไม่รู้เมื่อไรจะหายโกรธเขาเสียที

ทว่าเมื่อนึกถึงท่าทางของคีตภัทร ก็ทำให้เกิดอาการหมั่นไส้บวกไม่พอใจในตัวเพื่อนรักขึ้นมาทันควัน ตามมาด้วยความหึงหวงที่ไม่รู้ว่าเจ้าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ซ้ำยังทวีความรุนแรงจนเขาคิดไม่ถึงเช่นนี้

น้องของเรา จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาวุ่นวายด้วยเป็นอันขาด คนเคยเป็นที่หนึ่งคิดในใจอย่างหวงแหน

ครั้นนึกถึงเพื่อนได้ไม่นาน โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงก็กรีดร้องดังขึ้น ซึ่งเสียงเรียกแบบนี้ก็จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนที่กำลังนึกด่าอยู่ในใจ จึงหยิบขึ้นมากดรับและเอ่ยเสียงห้วนออกไป

“แกนี่มันตายยากจริงๆ นะไอ้คีย์ ฉันกำลังนึกถึง แกก็โทร.มาเลยนะ ว่าแต่โทร.มาทำไมวะ”

“อ้าว...ไอ้นี่ เพื่อนโทร.มาหาบ้างไม่ได้หรือไงวะ” น้ำเสียงยียวนกวนโทโสของเพื่อนที่ตอบกลับมา สร้างความหมั่นไส้ที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ จึงย้อนถามกลับไปด้วยน้ำเสียงกวนโทโสไม่แพ้กัน

“แล้วแกมีธุระอะไรคุยกับฉันมิทราบ”

“สำหรับแกน่ะไม่มีธุระจะคุย แต่อยากจะคุยถึงน้องสาวของแกว่ะ ได้หรือเปล่าล่ะ”

น้ำเสียงของผู้เป็นเพื่อนยามเอ่ยคำว่า ‘น้องสาว’ ทำให้คนเป็นพี่ชายกำมะลออารมณ์คุกรุ่นขึ้นมาทันใด แต่ทำเป็นเฉไฉถามหยั่งเชิงกลับไป

“น้องสาวฉัน? ใครหรือวะ”

เสียงหัวเราะยียวนของเพื่อนดังมาตามสาย

“แล้วแกมีน้องสาวคนไหนบ้างล่ะ อย่ามาทำเป็นไขสือเลยไอ้นาย แกรู้อยู่เต็มอกว่าฉันหมายถึงใคร แกจำได้ไหมว่าเมื่อก่อนฉันเคยบอกว่าโตขึ้นรับรองน้องเนยต้องสวยหยาดฟ้าแน่ แต่แกกลับเถียงคอเป็นเอ็นว่าเป็นไปไม่ได้”

คำพูดเท้าความของเพื่อนทำให้อาคิระนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นขึ้นมาในทันใด ทำไมเขาจะจำไม่ได้ล่ะ แต่เรื่องอะไรจะยอมรับ จึงแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้เอ่ยถามออกไป

“จำไม่ได้ว่ะ ฉันพูดออกไปแบบนั้นจริงๆ หรือวะ”

“แกไม่ต้องมาทำเป็นความจำเสื่อมกะทันหันเลยนะ ฉันถือว่าเห็นแววของน้องเนยก่อนแก”

น้ำเสียงที่พูดของคีตภัทรราวกับจะคาดคั้นให้ผู้เป็นเพื่อนยอมรับ ซ้ำยังไม่เลิกที่จะวกกลับมาพูดเรื่องของตะวันวาดอีก ทำให้คนขี้หวงต้องเอ่ยอย่างประชดประชัน

“ตกลงแกโทร.หาฉันเพื่อจะมาพูดเรื่องเก่าๆ พวกนี้หรือไง”

“ถ้าอย่างนั้นพูดตรงๆ เลยก็ได้ ฉันอยากจะสมัครเป็นน้องเขยแก จะรับหรือเปล่าวะ”

คำถามทีเล่นทีจริงของคนเพื่อน ทำให้อารมณ์ของอาคิระเดือดปุด จนต้องตะโกนเสียงดังออกไป

“ไม่รับโว้ย!”

“แกจะตะโกนเสียงดังทำไมวะไอ้นาย หูฉันแทบแตก”

น้ำเสียงกลั้วหัวเราะของคีตภัทรที่ดังมาตามสาย เสมือนยั่วอารมณ์ของอาคิระให้หงุดหงิดเพิ่มมากขึ้น แต่จำต้องข่มอารมณ์และความรู้สึก ก่อนจะกัดฟันกรอดๆ ขณะตอบเพื่อน

“น้องเนยไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ ของฉัน ดังนั้นฉันไม่มีสิทธิ์จะไปเที่ยวยกให้ใครได้” ปากพูดออกไปแบบนั้น แต่ภายในใจนั้นคิดโมเมเป็นของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป