บทที่ 8 8
8
หญิงสาวเดินเข้าไปหาอ้อมแขนของผู้เป็นป้า ที่ยังคงความอบอุ่นเสมอตั้งแต่เธอยังเล็กจนเติบใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงออดอ้อน
“แม่บอกว่าคุณป้าเรียกหาเนย มีอะไรจะเรียกใช้หรือคะ”
“เปล่าหรอกจ้ะ” มนัสนันท์บอกยิ้มๆ โอบกอดหญิงสาวตรงหน้าเต็มอ้อมแขน ปรายตามองหน้าตื่นตะลึงของบุตรชายแวบหนึ่งอย่างสมใจ แล้วถามหญิงสาวที่เธอรักและเอ็นดูมาแต่เล็กแต่น้อย “น้องเนยจำพี่นายได้ไหมลูก”
คนปากไวตอบทันทีโดยไม่หยุดคิด
“จำไม่ได้หรอกค่ะ”
คนถูกบอกจำไม่ได้ยืนกอดอกมองสองหญิงต่างวัยคุยกันด้วยสายตาอ่อนโยน คลี่ยิ้มกว้างออกมาทันทีที่ได้ยินคำพูดของน้องน้อยในอดีต แล้วแกล้งพูดกับมารดาโดยไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีหมางเมินที่ได้รับแม้แต่น้อย
“คุณแม่ครับ นายจะเอาของที่ซื้อมาฝากคนโกรธนานแถวๆ นี้ ไปให้ใครดีน้า! ช่วยนายคิดหน่อยสิครับ”
ชายหนุ่มพูดจบก็ต้องกลั้นยิ้มจนปวดแก้ม เมื่อเหลือบเห็นไหล่บอบบางของคนที่ยืนเชิดหน้าคอแข็งอยู่กระตุกไหวขึ้น แต่ยังทำเมินไม่มองมาทางเขาอยู่เช่นเดิม
“น้องเนยเข้าไปคุยกับป้าดีกว่า อย่าไปสนใจคนถูกลืมแถวๆ นี้เลย”
มนัสนันท์พูดยิ้มๆ ก่อนจูงข้อมือสาวสวยในชุดเสื้อยืดย้วยๆ กางเกงยีนส์สั้นเหนือเข่า เผยให้เห็นเรียวขาขาวผ่อง แล้วต้องลอบยิ้มอย่างสมใจอีกครั้ง เมื่อเหลือบเห็นนัยน์ตาคมระยับของลูกชายมองตามมาอย่างเผลอไผล
เจ้าของของเรียวขาสวยเห็นสายตาคู่นั้นเข้าพอดี จึงได้แต่ส่งสายตาเขียวปัดให้พลางทำปากขมุบขมิบคิดอย่างขุ่นเคืองใจ ถ้ารู้ว่าต้องมาพบมาเจอละก็ จะไม่ใส่ชุดนี้มาเป็นอันขาด หลังส่งค้อนให้ร่างสูงอีกครั้งก็สะบัดหน้าพรืด เดินตามผู้เป็นป้าเข้าไปในตัวตึกทันที
ปล่อยให้เจ้าของร่างสูงใหญ่มองตามจนลับตา จากนั้นก็ยืนหัวเราะคนเดียวอย่างรื่นรมย์ นึกก่นด่าตัวเองที่ตัดสินใจกลับเมืองไทยช้า ทั้งที่ถูกเรียกตัวให้กลับบ้านมาตั้งหลายปีแล้ว ทว่าเขาเองที่มัวแต่บ่ายเบี่ยง ด้วยมีจุดประสงค์ต้องการเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานของที่นั่นเอาไว้ให้มากที่สุด เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบริษัทก่อสร้างของบุพการีที่นี่ จนทำให้พลาดโอกาสบางอย่างไป
แต่หวังว่าคงยังไม่สายเกินไปหรอกนะ
ดูท่ายายนกระยางคงยังโกรธเคืองเขาอยู่ไม่หาย ดูสายตาที่มองมาก็รู้ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กอ้วนเหมือนลูกช้างตัวน้อยๆ โตขึ้นมาอีกหน่อยก็สูงเก้งก้างราวกับนกกระยางขายาว ครั้นโตเป็นสาวกลับสวยจับตาจับใจจนทำให้หนุ่มหล่อที่มีสาวติดกันเกรียวอย่างเขาถึงกับตะลึงลานอย่างที่ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน
ไม่รู้จะเรียกความรู้สึกเดิมๆ กลับคืนมาได้หรือเปล่า
อาคิระรำพึงรำพันกับตัวเองอย่างเศร้าหมอง ทั้งเสียใจในการกระทำของตัวเองในอดีต ซึ่งที่เขาทำไปในตอนนั้นก็เพราะต้องการเอาใจเพชรรุ้งที่พนันไว้กับเพื่อนสนิทเท่านั้น กระทั่งลืมความรู้สึกของคนเป็นน้อง ซึ่งคงเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจนักหนา จึงยังโกรธเคืองเขาไม่หายแบบนี้ แม้แต่วันเดินทางเจ้าตัวก็ยังไม่ยอมไปส่งตามที่เคยสัญญาเอาไว้
ที่สำคัญผู้เป็นแม่ยังเล่าให้ฟังอีกว่า น้องน้อยที่เคยตามติดเขาแจมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยปากถามถึงเขาสักคำเดียวตลอดเวลาสิบปีที่ผ่านมา
ตะวันวาดเดินตามหลังมารดาของคนที่เธอบอกว่าจำไม่ได้เข้าไปในตัวตึกหลังงาม สถานที่ที่ตัวเองเคยวิ่งเข้าวิ่งออกเสมือนเป็นบ้านของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ทุกซอกทุกมุมล้วนแล้วแต่มีความทรงจำเก่าๆ หลงเหลืออยู่แทบทั้งสิ้น
“น้องเนยกลับมานานแล้วหรือลูก” นนทวัชเอ่ยทักก่อนวางหนังสือพิมพ์ที่กำลังอ่านอยู่ลงบนโต๊ะ ส่งยิ้มอ่อนโยนให้หญิงสาวที่ตนรักเหมือนลูกสาว
“กลับมาได้สักพักแล้วค่ะคุณลุง แต่แม่บอกว่าคุณป้าเรียกให้เนยมาพบ” หญิงสาวตอบ ก่อนจะเดินเข้าไปทรุดนั่งลงข้างๆ แล้วเกยคางมนลงบนท่อนแขนของอีกฝ่ายอย่างประจบ
“คุณป้าคงคิดถึงหลานสาวละมั้ง อยู่ที่ทำงานก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดกันนี่นา” นนทวัชจับศีรษะทุยโยกไปมาอย่างรักใคร่เอ็นดู
“นั่นสิคะ เนยเองก็ทำงานหัวยุ่งทั้งวันเหมือนกัน” หญิงสาวตอบโดยไม่สนใจคนตัวใหญ่ที่ก้าวตามหลังมา
อาคิระมองกิริยาออดอ้อนของตะวันวาดที่แสดงกับบิดาของเขาอย่างเอ็นดูระคนขุ่นข้องหมองใจ เพราะอยากให้อีกฝ่ายแสดงกับเขาเช่นนี้บ้างเหมือนที่เคยทำในอดีต ไม่รู้จะโกรธเคืองเขาไปถึงไหน
“อ้าว...พี่นาย ทำไมยืนทำหน้าเป็นหมาป่วยแบบนั้นล่ะ” บิดามองหน้าบุตรชายแล้วเอ่ยสัพยอกอย่างขบขัน
“คุณพ่อ เปรียบผมทั้งทีดันเอาไปเปรียบกับหมา”
ดวงหน้าหล่อเหลาของอาคิระปั้นยากเมื่อถูกเปรียบเทียบกับสุนัข ก่อนทรุดกายสูงใหญ่ลงนั่งข้างๆ มารดา ทำให้หญิงสาวคนเดียวในห้องหลุดหัวเราะคิกออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ และรีบปรับสีหน้าดังเดิมอย่างรวดเร็วเมื่อนึกได้
อาคิระมองคนวางท่าปั้นปึ่งแล้วอดขำไม่ได้ จึงเอ่ยขึ้นมาลอยๆ
“อยากจะหัวเราะดังๆ ก็หัวเราะออกมาเลย ไม่ต้องมาเก๊กหน้าแบบนั้นก็ได้”
“ตัวไม่ต้องมายุ่งกับเค้าเลย” ตะวันวาดหันไปโต้ตอบและเผลอใช้สรรพนามเหมือนสมัยเป็นเด็กอย่างลืมตัว ทั้งที่แต่แรกตั้งใจจะไม่พูดด้วยแล้ว
“พูดไม่เห็นเพราะเลยนะครับหลานสาวคุณแม่” อาคิระแกล้งหันไปฟ้องคนป็นแม่
“ทำไมหนูพูดกับพี่นายแบบนั้นล่ะลูก” คุณมนัสนันท์ดุน้ำเสียงไม่จริงจังนัก
ยังไม่ทันที่ตะวันวาดจะได้ตอบอะไรออกไป บังอรลูกจ้างในบ้านที่เพิ่งเข้ามาอยู่ได้ไม่นานก็เดินเข้ามาบอกกับอาคิระ
“มีคนมาหาคุณนายค่ะ”
หัวคิ้วเข้มของชายหนุ่มพลันขมวดมุ่นเข้าหากันทันที นึกสงสัยว่าใครกันที่มาหาเขาถึงบ้าน เพราะแทบไม่มีใครรู้ว่าเขากลับมาแล้ว นอกจากเพื่อนสนิทเท่านั้น จนผู้เป็นแม่ต้องกล่าวตัดบทไป
“บังอรไปบอกให้เข้ามาที่นี่เลยสิ”
