บทที่ 1 คนที่โรงพยาบาลโทรหา
บทที่ 1 คนที่โรงพยาบาลโทรหา
โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อสั่นเป็นครั้งที่สอง ขณะที่พิมพ์ดาวกำลังปรับอัตราน้ำเกลือให้ผู้ป่วยเตียงหก เธอเหลือบมองหมายเลขแปลกบนหน้าจอ ก่อนปล่อยให้มันดับไป คืนนี้ในหอผู้ป่วยไม่วุ่นวายนัก แต่ก็ไม่มีเวลาพอสำหรับสายขายประกัน
“คุณพยาบาลครับ ผมปวดหัวมากกว่าเดิม”
พิมพ์ดาวเก็บโทรศัพท์ ตรวจรูม่านตาและระดับความปวดของผู้ป่วย ทว่ายังไม่ทันบันทึกข้อมูล โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นอีกครั้ง
หมายเลขเดิม
เธอกดรับ พลางเดินออกมาที่เคาน์เตอร์
“สวัสดีค่ะ”
“ขอเรียนสายคุณพิมพ์ดาวครับ ผมโทรจากโรงพยาบาล สามีของคุณประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตอนนี้อยู่ในห้องฉุกเฉินครับ”
นิ้วที่จับปากกาชะงัก
“คุณคงติดต่อผิดคนค่ะ”
“คุณพิมพ์ดาวใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ”
“ผู้บาดเจ็บชื่อคุณธาวิน อัครเดช ในโทรศัพท์ระบุชื่อคุณเป็นบุคคลติดต่อฉุกเฉิน ความสัมพันธ์คือภรรยา”
รอบตัวเธอยังมีเสียงเปิดลิ้นชักยา เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพ และเสียงรองเท้าของเจ้าหน้าที่ ทุกอย่างดำเนินต่อไปตามปกติ มีเพียงคำว่า ‘ภรรยา’ ที่ดึงเธอกลับไปยังชีวิตเมื่อหกปีก่อน
“อดีตภรรยาค่ะ เราหย่ากันแล้ว”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเจ้าหน้าที่กล่าวขอโทษ ธาวินหมดสติระหว่างนำส่ง มีบาดแผลที่ศีรษะ ไหล่ และชายโครง ขณะนี้กำลังรอตรวจสมอง พวกเขาโทรหาหมายเลขอื่นแล้วแต่ไม่มีคนรับ
“ตอนนำส่ง ระดับความรู้สึกตัวเท่าไรคะ”
“คุณเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือครับ”
“พยาบาลค่ะ”
เจ้าหน้าที่แจ้งข้อมูลเท่าที่เปิดเผยได้ ก่อนขอหมายเลขญาติใกล้ชิด พิมพ์ดาวบอกเบอร์ของศศิทีละตัวโดยไม่ต้องค้น ทั้งที่ลบรายชื่อนั้นออกจากโทรศัพท์ไปนานแล้ว
“หากสะดวก อยากรบกวนคุณมาช่วยยืนยันข้อมูลผู้ป่วยก่อนนะครับ”
“ถ้าครอบครัวเขาไปถึง ฉันไม่จำเป็นต้องไปใช่ไหมคะ”
“ตามกฎหมายคุณไม่มีหน้าที่ครับ แต่ตอนนี้คุณเป็นคนเดียวที่เราติดต่อได้”
พิมพ์ดาววางสาย กระดาษในมือยับตรงมุมเพราะถูกกดไว้นานเกินไป
เธอโทรหาศศิ สองสายแรกไม่มีคนรับ จนสายที่สามจึงมีเสียงงัวเงียตอบกลับ
“ฮัลโหล ใครคะ”
“คุณแม่คะ พิมเองค่ะ”
คำเรียกเดิมหลุดออกไปก่อนจะยั้งทัน ปลายสายเงียบลงทันที
“พิมเหรอลูก”
เธอรีบบอกเรื่องอุบัติเหตุ ชื่อโรงพยาบาล และกำชับไม่ให้ศศิขับรถเอง
“แล้วพิมล่ะ”
พิมพ์ดาวก้มมองป้ายชื่อบนอกเสื้อ
“พิมเข้าเวรอยู่ค่ะ”
“พ่อเขาไปต่างจังหวัด ธาราก็ยังมาไม่ถึง แม่ไม่รู้เรื่องยาเขาเลย พิมช่วยแม่หน่อยได้ไหมลูก”
เสียงศศิสั่นจนคำท้ายแทบฟังไม่ออก
พิมพ์ดาวหลับตาครู่หนึ่ง “คุณแม่ไปก่อนนะคะ พิมจะคุยกับหัวหน้าเวร”
เธอใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมงส่งต่องาน ตรวจรายการยา และย้ำอาการที่ต้องเฝ้าระวังกับพยาบาลเวรถัดไป ระหว่างเดินไปลานจอดรถ เธอบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าจะไปเพียงเพื่อให้ข้อมูล เมื่อญาติของเขามาถึง เธอจะกลับ
ศศิกับธารานั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ห้องฉุกเฉิน ผู้หญิงทั้งสองลุกขึ้นพร้อมกันเมื่อเห็นเธอ ศศิก้าวเข้ามาเหมือนจะกอด แต่หยุดเสียก่อน
“พิม”
“หมอออกมาหรือยังคะ”
“ยังเลย เขาให้กรอกประวัติยา แต่แม่ไม่แน่ใจว่าวินกินอะไรอยู่บ้าง”
พิมพ์ดาวรับเอกสารมาดู เธอจำได้ว่าธาวินเคยแพ้ยาแก้อักเสบชนิดหนึ่ง แต่ข้อมูลนั้นผ่านมาหกปีแล้ว จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบจากฐานข้อมูลอีกครั้ง
“เบอร์ติดต่อฉุกเฉินยังเป็นพี่พิมอยู่” ธาราพูดเบา ๆ “พี่วินไม่เคยเปลี่ยน”
พิมพ์ดาวปิดฝาปากกา
“คงลืมค่ะ”
ธาราเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่ศศิแตะแขนบุตรสาวไว้
แพทย์ออกมาแจ้งผลตรวจในอีกยี่สิบนาที ธาวินมีภาวะสมองฟกช้ำบริเวณขมับและเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองเล็กน้อย ยังไม่ต้องผ่าตัด แต่ต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด กระดูกไหปลาร้าขวาร้าวและมีแผลตามร่างกาย ช่วงยี่สิบสี่ชั่วโมงแรกยังวางใจไม่ได้
“อันตรายถึงชีวิตไหมคะหมอ” ศศิถาม
“ตอนนี้สัญญาณชีพคงที่ครับ แต่ต้องติดตามต่อ”
แพทย์หันมาทางพิมพ์ดาว “คุณเป็นภรรยาผู้ป่วยหรือครับ”
“ไม่ใช่ค่ะ”
คำตอบของเธอเร็วจนแทบจะทันที
“เราเคยแต่งงานกัน แต่หย่าแล้วค่ะ ผู้ติดต่อหลักควรเป็นคุณแม่หรือน้องสาวเขา”
แพทย์พยักหน้าและแก้ข้อมูลในเอกสาร
เกือบตีสี่ ธาวินถูกย้ายเข้าหอผู้ป่วยวิกฤตระบบประสาท พิมพ์ดาวตั้งใจจะกลับตั้งแต่ขั้นตอนรับตัวเสร็จ แต่กลับเดินตามศศิกับธารามาหยุดหน้าประตูกระจก
คนบนเตียงแตกต่างจากชายในความทรงจำของเธอ เส้นผมเหนือหน้าผากถูกโกนออกบางส่วน ผ้าปิดแผลสีขาวอยู่ข้างศีรษะ รอยช้ำลากลงมาถึงโหนกแก้ม สายระโยงระยางรอบตัวตรึงชายผู้เคยเดินเร็วจนเธอตามแทบไม่ทันให้นอนนิ่งอยู่กับที่
พิมพ์ดาวมองค่าบนหน้าจอ ชีพจร ความดัน และออกซิเจนยังอยู่ในเกณฑ์รับได้
สายตาของเธอเลื่อนลงไปยังมือซ้ายของเขา รอยแผลเล็กตรงข้อนิ้วยังอยู่ แผลจากครั้งที่ธาวินหัดทำอาหารให้เธอเป็นครั้งแรก เขาหั่นแครอตจนมีดบาด ส่วนแกงจืดก็เค็มจนกินไม่ได้ สุดท้ายทั้งคู่ต้องนั่งหัวเราะและสั่งบะหมี่มากินแทน
พิมพ์ดาวเบือนหน้าไปทางอื่น
“กลับไปพักเถอะลูก” ศศิบอก “คืนนี้พิมช่วยมากแล้ว”
“ถ้ามีอะไรเปลี่ยน โทรบอกพิมได้นะคะ”
เธอถอยจากประตูหนึ่งก้าว แต่พยาบาลด้านในกลับขยับเข้าหาเตียงอย่างรวดเร็ว
ธาวินกำลังลืมตา
แพทย์เวรเข้ามาประเมิน เขาตอบชื่อตัวเองได้ แต่จำวันและสถานที่ไม่ได้ ศศิได้รับอนุญาตให้เข้าไปใกล้เพียงคนเดียว ส่วนพิมพ์ดาวยืนอยู่ด้านนอก
“แม่ครับ”
ศศิก้มลงหา “แม่อยู่นี่ วินไม่ต้องกลัวนะลูก”
ธาวินกะพริบตาช้า ๆ สายตาเลื่อนผ่านใบหน้ามารดา กวาดไปทั่วห้อง คล้ายกำลังมองหาบางสิ่งที่ควรอยู่ข้างเตียง
แล้วริมฝีปากซีดก็ขยับอีกครั้ง
“พิมอยู่ไหนครับ”
ศศิหันมามองคนที่ยืนอยู่นอกประตู
พิมพ์ดาวไม่แน่ใจว่าเขามองเห็นเธอหรือไม่ เพราะดวงตาคู่นั้นยังคงค้นหาอยู่ทั่วห้อง
“ทำไมพิมยังไม่มาครับ”
