บทที่ 7 มือที่ยื่นมา

บทที่ 7 มือที่ยื่นมา

มือสามมือยื่นเข้ามาพร้อมกัน ธาวินปัดออกทั้งหมด

“ผมลุกเองได้”

นักกายภาพลดมือลง ส่วนศศิถอยไปยืนข้างโซฟา มีเพียงพิมพ์ดาวที่ยังอยู่ตรงหน้าเขาโดยไม่พยายามจับซ้ำ

การฝึกเพิ่งเริ่มไม่ถึงสิบนาที ธาวินก็เกลียดทั้งเข็มขัดพยุง ไม้เท้าสี่ขา และขาของตัวเองซึ่งไม่ยอมทำตามคำสั่ง ในความทรงจำ เขายังเดินขึ้นบันไดสำนักงานทีละสองขั้นได้อยู่เลย

“เมื่อคืนคุณนอนไปกี่ชั่วโมงคะ” พิมพ์ดาวถาม

“ไม่รู้ครับ”

“เกินสี่ชั่วโมงไหม”

“คงไม่ถึง”

เธอจดบางอย่างลงในแฟ้ม “ถ้าวันนี้ทรงตัวแย่กว่าเมื่อวาน ไม่ต้องแปลกใจนะคะ”

“ผมนอนไม่หลับเพราะเสียงในห้องนั้น”

เมื่อคืนเขาได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้จากห้องเก็บของอีกสองครั้ง ทั้งที่ตรวจแล้วไม่มีใครอยู่ แพทย์จึงกำชับว่าอย่าเพิ่งพยายามหาความหมายระหว่างที่สมองยังฟื้นตัว

“ถ้าไม่พร้อม เราเลื่อนไปช่วงบ่ายได้ค่ะ” พิมพ์ดาวเสนอ

“ผมพร้อม”

“งั้นก็ฟังนักกายภาพค่ะ”

ธาวินมองเธอ “ผมฟังอยู่”

“คุณกำลังรอให้เขาพูดจบ แล้วจะทำในแบบของคุณเองต่างหาก”

ธาวินไม่ชอบที่เธอจับทางได้ แต่เถียงไม่ออก

นักกายภาพอธิบายใหม่ เขาต้องวางเท้าทั้งสองให้มั่น โน้มตัวมาข้างหน้า ใช้มือซ้ายดันพนักเก้าอี้ และห้ามลงน้ำหนักกับแขนขวา

ธาวินทำตามจนถึงจังหวะลุก โลกตรงหน้ากลับเอียงวูบ เขารีบคว้าพนักเก้าอี้แล้วทรุดลงไปตามเดิม

“อีกครั้งครับ”

“พักก่อนสักครู่ดีกว่าครับ” นักกายภาพบอก

เขารีบลุกใหม่ คราวนี้หัวเข่าอ่อนจนเกือบคุกลงกับพื้น นักกายภาพจับเข็มขัดพยุงไว้ทัน แต่ธาวินสะบัดตัวออก

“อย่าดึงผม”

“ผมไม่ได้ดึงครับ แค่กันไม่ให้ล้ม”

พิมพ์ดาวปิดแฟ้มดังปั๊บ “ถ้าคุณยังรีบลุกทั้งที่เวียนหัว ก็น่าจะอีกนานค่ะ”

เขาหันขวับ “คุณคิดว่าผมทำไม่ได้หรือครับ”

“ฉันคิดว่าตอนนี้คุณกำลังทำให้มันยากกว่าเดิม”

“ผมรู้ว่าร่างกายตัวเองไหวแค่ไหน”

“เมื่อครู่คุณบอกว่าไหว แล้วเกือบคุกเข่าต่อหน้าทุกคน”

“พักสองนาที” พิมพ์ดาวดูนาฬิกา “แล้วลองใหม่ตามที่นักกายภาพบอก ถ้ายังเวียนหัวก็หยุด แค่นั้นค่ะ”

เมื่อครบสองนาที ธาวินจัดเท้าใหม่ตามคำแนะนำ คราวนี้เขาไม่รีบ โน้มตัวช้า ๆ แล้วใช้แรงจากขาดันขึ้น ร่างกายโยกเล็กน้อย แต่ยังยืนอยู่ได้

“ดีครับ อย่าเพิ่งก้าว” นักกายภาพเตือน

เส้นเทปสีฟ้าจากเก้าอี้ถึงโต๊ะอาหารยาวไม่ถึงหกเมตร แต่เช้านี้มันดูไกลกว่านั้นมาก

นักกายภาพส่งไม้เท้าให้ ธาวินรับด้วยมือซ้าย พอลองวาง น้ำหนักกลับเทไปผิดด้าน

“วันนี้ให้คนช่วยพยุงก่อนนะครับ”

ศศิก้าวเข้ามา ธาวินส่ายหน้าทันที เขาไม่อยากให้มารดาซึ่งตัวเล็กกว่าเกือบครึ่งต้องรับน้ำหนักเขา

พิมพ์ดาวจึงเดินมาหยุดทางซ้าย

“ฉันจะยืนข้างคุณ ถ้าเซค่อยจับค่ะ”

“ไม่ต้องครับ”

“งั้นก็ลองก้าว”

ธาวินขยับไม้เท้าไปข้างหน้า เท้าขวาตามไปได้เพียงครึ่งก้าว ร่างกายก็เอนไปทางซ้าย พิมพ์ดาวยื่นมือมา แต่ไม่ได้คว้าตัวเขา เธอเพียงหงายฝ่ามือรออยู่ในระยะเอื้อมถึง

“จะจับไหมคะ”

“ถ้าผมไม่จับล่ะ”

“ฉันก็จะยืนรอค่ะ”

ธาวินมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางมือตัวเองลงไป

ปลายนิ้วของเขาเลื่อนไปประสานกับนิ้วเธอเอง

พิมพ์ดาวชะงัก ธาวินก็เช่นกัน ท่าจับมือนี้ไม่เหมาะกับการช่วยพยุงนัก แต่กลับเป็นธรรมชาติจนไม่มีใครขยับแก้

นักกายภาพกระแอมเบา ๆ “เริ่มก้าวได้ครับ”

ธาวินจึงขยับเท้า

หนึ่งก้าว หยุด ตั้งหลัก แล้วค่อยก้าวต่อ

ก้าวที่สามยากกว่าสองก้าวแรก เหงื่อเริ่มซึมตามไรผม ธาวินกัดฟันแน่นเมื่อขาขวาสั่นจนรองเท้าครูดพื้น

“พักได้ไหมคะ” พิมพ์ดาวถาม

“ยังครับ”

“ฉันถามเพราะเห็นว่าคุณเริ่มเหนื่อย ไม่ได้หาเรื่องหยุดฝึก”

เขาเหลือบมองเธอ “ถ้าผมบอกว่าเหนื่อย คุณจะปล่อยมือไหม”

“ไม่ปล่อยค่ะ แต่จะพากลับไปนั่ง”

คำตอบมาเร็วเกินกว่าจะเป็นคำปลอบ ธาวินจึงยอมผ่อนแรงลงบนมือเธออีกนิด แล้วก้าวต่อโดยไม่เถียง

พิมพ์ดาวไม่ดึงเขา เพียงขยับตามและกระชับมือทุกครั้งที่เขาเสียหลัก กลิ่นสบู่อ่อน ๆ จากตัวเธอคุ้นอย่างประหลาด

พวกเขาเดินผ่านรอยขีดบนผนัง ผ่านโต๊ะอาหาร และเหลืออีกเพียงก้าวเดียวจะถึงเก้าอี้ปลายทาง

ธาวินไม่อยากจบการฝึกด้วยการเกาะมือใคร เขาจึงคลายนิ้วและเร่งเท้าเอง

พื้นใต้ตัวโคลงทันที

พิมพ์ดาวพุ่งเข้ามารับพร้อมนักกายภาพ ธาวินคว้าเอวเธอไว้ตามสัญชาตญาณ ร่างของเธอเซเข้ามาชิดอก แขนซ้ายของเขาโอบกลางแผ่นหลังพอดี

ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันไม่ถึงคืบ

ลมหายใจเธอสะดุด ก่อนจะรีบถอนตัวออก

“จับเข็มขัดค่ะ อย่าดึงคนดูแล”

น้ำเสียงยังนิ่ง แต่สองแก้มมีสีขึ้นจาง ๆ

“ขอโทษครับ คุณเจ็บไหม”

“ไม่ค่ะ แขนขวาคุณล่ะ”

เธอตรวจสายพยุงและอาการเวียนศีรษะ ก่อนพากลับไปนั่ง

“วันนี้พอแค่นี้ค่ะ”

“ผมยังเดินไม่ถึงเก้าอี้”

“เพราะคุณรีบก้าวสุดท้ายเอง พรุ่งนี้ค่อยลองใหม่”

ธาวินรับแก้วน้ำ แต่ยังมองมือซ้ายของตัวเอง เขาจำภาพไม่ได้ ทว่าตอนที่มือแตะเอวเธอ ร่างกายกลับรู้ตำแหน่งโดยไม่ต้องคิด

“คุณดาวครับ”

พิมพ์ดาวซึ่งกำลังเก็บเครื่องวัดความดันเงยหน้า “คะ”

“เราเคยจับมือกันใช่ไหม”

มือของเธอหยุดอยู่บนซิปกระเป๋า

ธาวินมองนิ้วของเธอ แล้วเงยขึ้นสบตา

“ไม่ใช่ตอนอยู่โรงพยาบาล หมายถึงก่อนหน้านั้นนานแล้ว”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป