บทที่ 9 ชื่อในคืนฝันร้าย
บทที่ 9 ชื่อในคืนฝันร้าย
“พิม อย่าไป!”
เสียงดังจากห้องนอนชั่วคราวจนพิมพ์ดาวทำแฟ้มในมือหล่น เธอกำลังส่งเวรให้พยาบาลกลางคืนอยู่หน้าห้องรับแขก ก่อนเสียงสิ่งของกระทบพื้นและสัญญาณเรียกข้างเตียงจะดังขึ้น
พิมพ์ดาววิ่งไปถึงห้องก่อน ธาวินกำลังพยายามลุกจากเตียงทั้งที่ยังหลับตา มือซ้ายปัดผ้าห่มออก ส่วนขาข้างหนึ่งพาดพ้นขอบเตียงอย่างอันตราย โต๊ะเล็กถูกชนจนแก้วน้ำล้ม โชคดีที่เป็นแก้วพลาสติกจึงไม่มีเศษแตก
“คุณธาวิน อย่าเพิ่งลุกค่ะ”
เธอเข้าประคองไหล่ด้านที่ไม่บาดเจ็บ แต่เขากลับสะบัดหนี ใบหน้าซีดและมีเหงื่อเกาะตามไรผม
“อย่าเอากระเป๋าไป”
พิมพ์ดาวชะงัก
“คุณอยู่ที่บ้านค่ะ ไม่มีใครกำลังไปไหน”
“พิม ฟังผมก่อน”
เขายังไม่ลืมตา น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นกลัวซึ่งเธอไม่เคยได้ยินในวันนั้นที่ลากกระเป๋าออกไป
วันนั้นธาวินเพียงยืนอยู่ปลายบันได เสื้อเชิ้ตยังไม่ถอด เนกไทคลายหลวมและโทรศัพท์ดังอยู่ในมือ เขาถามว่าเธอจะไปไหน พิมพ์ดาวตอบว่าทนายจะส่งเอกสารมาให้ จากนั้นเขาก็เงียบไปนาน ก่อนถามเพียงว่าเธอตัดสินใจแล้วใช่ไหม
ไม่มีใครวิ่งตาม ไม่มีใครจับมือ และไม่มีคำว่าอย่าไป
สิ่งที่เขากำลังเห็นในฝันจึงอาจไม่ใช่ความทรงจำ แต่อาจเป็นความกลัวซึ่งสมองกำลังนำเศษเสี้ยวต่าง ๆ ของเหตุการณ์มาเรียงขึ้นใหม่
พิมพ์ดาวหันไปบอกพยาบาลกลางคืน “ช่วยลดไฟให้หน่อยค่ะ อย่าเพิ่งเข้ามาหลายคน”
แสงในห้องลดลง ศศิกับธาราซึ่งตามมาหยุดอยู่ด้านนอกตามที่เธอขอ
“คุณธาวิน ลืมตาแล้วมองฉันนะคะ”
เขาส่ายหน้า “พิมจะไปแล้ว”
“ไม่มีใครไปไหนค่ะ”
พิมพ์ดาวพยายามพาเขากลับไปนอน แต่ทันทีที่เธอถอย มือซ้ายของธาวินก็คว้าข้อมือไว้แน่น
“พิม อย่าไป”
แรงบีบรัดจนพิมพ์ดาวไม่อาจดึงมือกลับ เพราะจะทำให้เขายิ่งตื่นตระหนกหรือเสียหลักตกเตียง เธอเพียงวางมืออีกข้างทับหลังมือเขาและปรับน้ำเสียงให้เบาลง
“ฟังฉันนะคะ หายใจเข้าช้า ๆ”
เขาหอบถี่ เปลือกตากระตุกเหมือนกำลังต่อสู้กับภาพในฝัน
“หนึ่ง...สอง...สาม”
จังหวะนับหลุดออกจากปากโดยไม่ต้องคิด เป็นวิธีเดียวกับที่เธอเคยใช้ในช่วงแต่งงานปีแรก เวลาธาวินปวดศีรษะจากการทำงานหนักจนหายใจไม่เป็นจังหวะ เขาไม่ชอบให้ใครถามว่าปวดมากไหม จึงยอมให้เธอนั่งนับลมหายใจอยู่ข้างเตียงแทน
“ไม่ต้องฝืนแล้วนะวิน” เธอพูดเบาลง “พักเถอะ ฉันอยู่ตรงนี้”
แรงที่ข้อมือคลายลงทีละน้อย
ธาวินลืมตาขึ้นในที่สุด แต่สายตายังพร่าจนเหมือนมองผ่านเธอไปยังใครอีกคน เขากะพริบตาหลายครั้งก่อนขยับริมฝีปาก
“พิม...”
พิมพ์ดาวไม่ตอบรับชื่อนั้น เธอเพียงประคองให้เขานอนลงและตรวจการตอบสนองของรูม่านตา ถามอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ การมองเห็น เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสัญญาณผิดปกติ จึงบอกพยาบาลกลางคืนให้บันทึกเหตุการณ์และติดต่อแพทย์หากอาการเกิดซ้ำหรือรุนแรงขึ้น
“ผมฝันหรือครับ” ธาวินถามเสียงเบา
“ค่ะ คุณฝันร้าย”
“มีคนกำลังจะไป”
“ไม่มีใครไปไหนค่ะ”
เขามองมือซึ่งยังจับข้อมือเธออยู่ แล้วค่อย ๆ ปล่อยออก “ขอโทษครับ ผมทำคุณเจ็บหรือเปล่า”
รอยแดงปรากฏชัด แต่พิมพ์ดาวดึงแขนเสื้อลงปิดไว้
“ไม่เป็นไรค่ะ แต่ครั้งหน้าห้ามรีบลุกเอง ถ้าฝันร้ายให้กดสัญญาณเรียก”
“ในฝันผมเห็นผู้หญิงลากกระเป๋าออกจากห้อง” เขาหลับตาอีกครั้ง “ผมพยายามมองหน้า แต่ไม่เห็น”
พิมพ์ดาวจัดผ้าห่มให้โดยไม่แสดงอาการ “อย่าเพิ่งพยายามนึกค่ะ ความฝันหลังสมองได้รับการบาดเจ็บอาจเกิดจากความทรงจำ ความกังวล หรือยาที่ใช้ อาจไม่ใช่เหตุการณ์จริงทั้งหมด”
“แต่ผมรู้ว่าเธอคือพิม”
คำพูดนั้นเบา ธาวินยกมือแตะขมับ ความปวดทำให้หว่างคิ้วขมวดแน่น พิมพ์ดาวควรเรียกพยาบาลกลางคืนมารับช่วงและกลับห้องพักตามกำหนด แต่ปลายนิ้วของเธอกลับแตะลงตรงหัวคิ้วเขา
เธอลูบตามแนวคิ้วช้า ๆ แล้วกดเบา ๆ ตรงจุดที่เคยช่วยให้อาการปวดคลาย ธาวินมักเกร็งหน้าผากโดยไม่รู้ตัว ยิ่งขมวดคิ้ว อาการปวดก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ในอดีตเธอเคยทำแบบนี้ ส่วนเขานอนหนุนตักและบ่นว่าตัวเลขในเอกสารทำให้ปวดหัว
ผ่านมาหกปี มือของเธอยังจำจังหวะได้แม่นยำ
คิ้วของธาวินค่อย ๆ คลาย ลมหายใจยาวและสม่ำเสมอขึ้น มือที่วางบนผ้าห่มเลิกเกร็งในที่สุด
พิมพ์ดาวมองเขาหลับโดยไม่รู้สึกยินดีที่ยังปลอบได้ ความอ่อนโยนซึ่งเคยเป็นเรื่องธรรมดากลับมีราคาสูงขึ้น เมื่อทุกสัมผัสต้องแลกกับการจำว่า ครั้งหนึ่งเธอเคยดูแลผู้ชายคนนี้ด้วยความเต็มใจเพียงใด และความรักนั้นก็ยังไม่พอทำให้ทั้งคู่ดูแลกันได้ดีจนถึงวันสุดท้าย
เธอดึงมือกลับและลุกจากเก้าอี้
“ถ้ามีอาการอีก โทรหาฉันนะคะ” เธอบอกพยาบาลกลางคืน ก่อนออกจากบ้านโดยไม่หันกลับไปมองห้องปิดตายใต้บันได
รุ่งเช้า พิมพ์ดาวกลับมาตามตาราง ธาวินนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร แม้สีหน้าจะยังอ่อนล้า แต่การรับรู้ดีกว่าเมื่อคืน เขารับยาโดยไม่ปฏิเสธและเลื่อนแก้วน้ำไปไว้ด้านซ้ายด้วยตัวเอง
พิมพ์ดาวตรวจบันทึกกลางคืน “จำได้ไหมคะว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น”
“ผมจำได้ว่าฝันร้าย แล้วคุณเข้ามา”
“จำรายละเอียดอื่นได้ไหมคะ”
“ไม่มากครับ”
เธอพยักหน้าและกำลังจะเขียนลงแฟ้ม แต่ธาวินวางมือบนกระดาษเพื่อหยุดไว้
“ผมจำคำพูดของคุณได้”
ปลายปากกาของเธอค้าง
“คุณบอกว่าไม่ต้องฝืนแล้ว ให้ผมพัก เพราะคุณอยู่ตรงนั้น”
พิมพ์ดาวสบตาเขา “เป็นวิธีช่วยให้ผู้ป่วยสงบค่ะ”
“อาจเป็นวิธีของพยาบาลก็ได้” ธาวินกล่าวช้า ๆ “แต่ไม่เคยมีพยาบาลคนไหนเรียกผมว่าวินด้วยน้ำเสียงแบบนั้น”
เขามองเธอนิ่ง ราวกับกำลังค้นหาใบหน้าที่หายไปจากความทรงจำ
“เพราะมีเพียงภรรยาของผมที่พูดกับผมแบบนี้”
