บทที่ 1 เริงเดือน
ค่ำคืนนี้ในห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูระดับห้าดาวเต็มไปด้วยบรรดาแขกเหรื่อที่ล้วนเป็นชนชั้นไฮโซมีฐานะและเกียรติอยู่ในระดับใกล้เคียงกันเนื่องจากมันเป็นงานปาร์ตีฉลองวันคล้ายวันเกิดอายุครบห้าสิบปีของมหาเศรษฐีนามว่า เจ้าสัวกรณ์ กิตติศักดิ์วงศา
โต๊ะทรงกลมพร้อมเก้าอี้คลุมผ้าสีขาวนวลตั้งกระจายไปทั่วห้องโถงกว้าง ผู้มาร่วมสังสรรค์ต่างแต่งกายประชันกันด้วยชุดสูทหรูและเดรสสวยงาม โดยเฉพาะเหล่าสุภาพสตรีที่พากันประดับประดาเนื้อตัวด้วยเครื่องเพชรวูบวาบราคาแพงประกวดประชันกันอยู่ในทีอย่างไม่มีใครยอมน้อยหน้าใคร
“คอยดูนะเธอ ว่าคืนนี้ท่านเจ้าสัวจะแจกรางวัลให้อีหนูคนไหนมากเป็นพิเศษ”
เสียงกระซิบกระซาบของแขกสตรีคนหนึ่งซึ่งนั่งรวมอยู่กับเพื่อนอีกสี่ห้าคน บุคคลเหล่านี้เป็นคนประเภทที่มีความสุขกับการได้นินทาแลกเปลี่ยนทัศนะกันเพื่อเพิ่มรสชาติให้วงสนทนามีความน่าสนใจมากขึ้น
“จะคนไหนซะอีกล่ะยะ ถ้าไม่ใช่คนชุดสีทองนั่นน่ะ” พูดพร้อมกับบุ้ยบ้ายไปทางกลุ่มของเจ้าสัวผู้เป็นเจ้าของงาน ทำให้เพื่อนร่วมวงต่างหันขวับไปมองและกวาดสายตาเพื่อค้นหาเป้าหมายทันที
หญิงสาวผู้ที่กำลังถูกกล่าวขวัญถึงนั้น มีรูปร่างสูงโปร่งระหงสวมชุดเดรสผ้าวาเลนติโนกระชับขับเน้นรูปร่างได้สัดส่วน เนื้อผ้ามีสีทองประกายเงาวาววับยาวกรอมเท้าแต่ผ่าสูงถึงขาอ่อน เปลือยไหล่ลาดเนียน ตรงแผ่นหลังมีเส้นสายขนาดเล็กสานถักไขว้ไปมาขึ้นไปเชื่อมกับสายผูกรั้งที่หลังต้นคอ ผมยาวสีน้ำตาลแดงถูกเกล้าเป็นมวยต่ำเผยให้เห็นช่วงลำคอขาวนวลที่ไม่ได้สวมเครื่องประดับใดๆ แต่ถึงกระนั้นก็หาได้ทำให้เธอคนนั้นลดความสวยสง่าน่ามองลงแต่อย่างใด
ยามที่เจ้าตัวเยื้องย่างเผยให้เห็นขาเรียวงามสมกับมีอาชีพเสริมเป็นนางแบบ เมื่อเพ่งพิศมองใบหน้าที่มีเลือดผสมลูกเสี้ยวภารตะซึ่งปกติมีความสวยคมตามธรรมชาติอยู่แล้ว เวลานี้ยิ่งดูโดดเด่นและสะดุดตาด้วยเมคอัปเนียนกริบไร้ที่ติ
“ต๊าย! ตัวจริงยังเด็กมากเลยนะเธอ ใช่จริงเหรอข่าวนั่นน่ะ เจ้าสัวห้าสิบแล้วนะ” อีกคนเอียงหน้ามากระซิบโต้ตอบ
“อายุยี่สิบเจ็ดแล้ว เด็กตรงไหนยะ ทุกวันนี้สิบเจ็ดสิบแปดก็มีผัวกันได้แล้วย่ะ” คนจั่วหัวข้อเรื่องจีบปากพูดพลางค้อนสายตาให้เพื่อน
“เออ นั่นสินะ เรื่องอายุทุกวันนี้มันวัดอะไรไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ แต่ข่าวที่ว่าวันก่อนควงกับลูกชายบ้านรังสรรค์พิศาลล่ะ มันยังไงกัน จริงหรือเปล่าที่เขาว่าอาจจะมีการดองกันน่ะ”
“แต่อาทิตย์ก่อนก็มีข่าววงในว่าจะดองกับพวกสิริธนาเกียรติไม่ใช่เหรอ ตกลงมันยังไงกันแน่ฮึ”
ฟังความโดยรวมแล้วดูเหมือนหญิงสาวที่กำลังถูกกล่าวถึงอย่างเมามันและสนุกปากนั้นมีผู้ชายหลายคนเข้ามาพัวพันอยู่ แต่ก็ไม่อาจฟันธงลงไปได้ว่าคนไหนเป็นตัวจริง คนไหนเป็นตัวปลอม และข่าวสารใดที่พอจะเชื่อถือได้บ้าง
“ตายแล้ว เธอดูโน่นสิ นั่นโคตรเพชรหรือยังไง ใหญ่ขนาดนั้นมันของจริงหรือของปลอมกันแน่”
วงสนทนาถูกเปลี่ยนหัวข้อเมาท์เมื่อเห็นเป้าหมายใหม่ โดยไม่ได้สนใจจะค้นหาคำตอบเกี่ยวกับหญิงสาวในชุดสีทองอีกต่อไป
ส่วนเจ้าของร่างเพรียวสะโอดสะองนั้นขณะนี้ก็กำลังจิบแชมเปญและส่งยิ้มเยื้อนให้กับคนรู้จักไปตามมารยาทสังคม ทว่าภายในใจนั้นกำลังมองหาทางหนี อยากจะออกไปจากบรรยากาศแสนน่าเบื่อนี้เต็มทีแล้ว
“ไง... เบื่อแล้วเหรอ” เสียงกลั้วขำของเจ้าสัวกรณ์ที่เอียงหน้ามาถามทำให้เริงเดือนขยับเรียวปากยิ้มนิดหนึ่ง เพียงนิดเดียวแต่กลับส่งให้ใบหน้างามยิ่งดูเก๋ไก๋ขึ้นไปอีกมากโข ราวกับเจ้าตัวรู้ดีว่าควรขยับอากัปกิริยาอย่างไรจึงจะดูดีในแต่ละการเคลื่อนไหว
“ใครจะรู้ใจเดียร์เท่าป๋าคงไม่มีอีกแล้วค่ะ”
คำตอบแพรวพราวนั้นทำให้หนุ่มใหญ่ทรงแด๊ดดี้ของสาวๆ หัวเราะออกมาเบาๆ ยกแขนข้างที่ว่างโอบไปบนไหล่บางและตบเบาๆ เป็นเชิงชื่นชมพอใจ
“ใครมันจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้เก่งเหมือนเราล่ะเดียร์น่า แต่ยังไงคืนนี้ก็เป็นวันเกิดของป๋า จะเบื่อยังไงก็ต้องเก็บอาการหน่อย แล้วไหนล่ะของขวัญ? จะให้อะไรป๋าเป็นพิเศษก็รีบให้ซะตอนนี้”
กรณ์กล่าวจบก็ขยิบตาหยอกเย้าหญิงสาว เลิกสนใจคนรอบข้างชั่วขณะแล้วจ้องมองดรุณีน้อยผู้มีใบหน้าสวยสะพรั่งที่ยืนเคียงข้างอย่างให้ความสำคัญ นับตั้งแต่รู้จักกันมา ยังไม่เคยมีครั้งไหนที่กรณ์จะได้เห็น เริงเดือน คีรีภัทร จนมุม หงอยหงอ และยอมศิโรราบให้อย่างที่คนส่วนใหญ่เป็น แม้ในยามเดือดร้อนต้องฝืนเข้ามาหาเพื่อขอความช่วยเหลือเช่นในอดีตเมื่อหลายปีก่อน ไหล่บางของเจ้าหล่อนก็ยังคงตั้งตรงดำรงมั่นและสง่างามอย่างที่เห็น นั่นทำให้เขานึกนิยมในแก่นแท้ที่แกร่งกล้าของสาวน้อยในวันนั้นจนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน
“การหาของขวัญให้คนที่มีทุกอย่างหมดแล้วคือสิ่งที่ยากที่สุดเลยค่ะป๋าขา”
เจ้าตัวทำเสียงอ้อนพร้อมกระพือแพขนตาปริบๆ อย่างเสแสร้งในตอนท้าย ทำให้หลายคนที่อยู่บริเวณนั้นเหลียวมามอง แล้วก็คิดกันไปต่างๆ นานา แต่คนถูกอ้อนเท่านั้นที่รู้ดีว่ากำลังถูกเบี้ยวอีกตามเคย แต่ใครจะทำใจแข็งกับท่าประจบเหมือนเด็กเจ้าเล่ห์นั่นได้เล่า เขาคนหนึ่งละ ที่ใจอ่อนกับเจ้าหล่อนคนนี้เป็นประจำ
เริงเดือนมีบุคลิกที่หลอกตาคนอย่างที่ถ้าหากไม่ได้รู้จักในระดับลึกเพียงพอจะสับสนและอ่านไม่ออกว่าเป็นคนแบบไหนกันแน่ เพราะแม่คุณฉลาดเป็นกรด มีหน้ากากหลายอันเอาไว้ใส่สลับสับเปลี่ยนยามที่ต้องดีลกับผู้คน แล้วแต่ว่าอันไหนจะเหมาะกับมนุษย์ประเภทไหน ก็ดูอย่างตอนนี้ แต่งหน้าเสียเข้มจนจำหน้าจริงแทบไม่ได้ ผมรึก็ขยันเปลี่ยนสีจนตามไม่ทัน และเขาก็เลิกสนใจไปแล้วว่าผมจริงๆ ของเธอคือสีอะไร
สาวน้อยคนนี้เปรียวเหมือนพยัคฆ์ และพยศเหมือนม้าเทศชั้นดี ม้าพยศที่ต้องมีคนจริงเข้ามาปราบถึงจะเอาอยู่ ถ้าฝีมือไม่ถึง ไม่เก่งจริงรับรองเป็นได้โดนม้าดีดและสลัดตกจากหลัง แถมโดนกระทืบซ้ำเข้าให้อีก
และที่สำคัญเธอเป็นคนที่จะยินยอมสยบให้แก่คนที่เจ้าตัวนิยมนับถือด้วยหัวใจเท่านั้น ไอ้ที่ทำท่ายิ้มร่าให้ใครต่อใครนั่น...ก็เป็นเพียงหน้ากากที่ชื่อว่ามารยาทสังคมแค่นั้นเอง
แล้วตอนนี้ก็ดูสิ ปากยิ้มและดวงตากำลังมองหาช่องทางที่จะเปิดแน่บ! กรณ์ส่ายหน้าก่อนจะยกแชมเปญขึ้นจิบอย่างขบขัน
“เอาละ ได้เวลาเป่าเค้กกันแล้วมั้ง เด็กป๋าบางคนอยากจะไปสนุกต่อที่อื่นแล้วนี่” เจ้าของงานพูดเสียงดังฟังชัด ทำให้ผู้คนต่างตีความไปตามใจคิด และส่วนใหญ่ก็ดันคิดไปในทางเดียวกันเสียด้วยสิ หลายคนจึงลอบมอง เด็กป๋า ด้วยสายตาอิจฉาปนหมั่นไส้
หลังจากเจ้าภาพเป่าเค้กวันเกิดเสร็จ เริงเดือนก็ได้โอกาสแอบแวบออกจากงาน หญิงสาวในชุดราตรีสีทองยวนตารีบผลุบหายเข้าไปในรถสปอร์ตหรู แล้วขับพุ่งออกจากโรงแรมห้าดาวอย่างรวดเร็ว ตรงไปยังคอนโดแห่งหนึ่ง เมื่อมาถึงก็จอดสนิท คนแถวนั้นไม่เห็นว่ามีใครลงมาอยู่ครู่ใหญ่
จนกระทั่งประมาณสิบนาทีต่อมา ประตูรถคันงามก็ถูกเปิดออก หญิงสาวร่างสูงเพรียวแต่งกายทะมัดทะแมงด้วยเสื้อยืดสีดำตัวโคร่ง กางเกงยีนฟอกสีซีดตรงเข่าขาดรุ่ยและรองเท้าผ้าใบสีตุ่นก็ก้าวลงมา มือบางจับหมวกแก็ปให้กระชับกับศีรษะ ผมไม่ได้เกล้ามวยอีกต่อไปแต่มัดรวบเป็นหางม้าง่ายๆ สอดผ่านรูหลังหมวก ใบหน้ามีแมสก์ปกปิดมิดชิด
เจ้าตัวคว้ากระเป๋าเป้หนังใบเล็กสำหรับใส่กุญแจและโทรศัพท์ขึ้นสะพาย กดล็อกรถแล้วก็เดินผิวปากเป็นเพลงตรงไปยังคิวมอเตอร์ไซค์หน้าคอนโด บอกจุดหมายปลายทางแล้วก็ตวัดขาขึ้นนั่งซ้อนพี่วินอย่างฉับไวคล่องแคล่วราวกับทำอยู่เป็นประจำ
“บิดตามสบายเลยพี่ ไม่ต้องเกรงใจ”
คำบอกกล่าวของลูกค้าทำให้พี่วินยิ้มพอใจ ก่อนจะบิดคันเร่งแล้วขี่ฉวัดเฉวียนมุ่งตรงไปสู่จุดหมายตามที่หญิงสาวบอก ส่วนคนซ้อนก็เงยหน้ารับลมที่วิ่งเข้ามาปะทะอย่างสบายใจ
